กสม.โอ่ผลงานแก้ปัญหาเด็กหญิงวัย 7 ขวบ! ได้รับการแจ้งเกิดและสัญชาติ

กสม.ประสานกรมการปกครองแก้ปัญหาให้เด็กหญิงวัย 7 ขวบได้รับการแจ้งเกิดและสัญชาติ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลเชิงรุกในพื้นที่อุบลราชธานี

23 มิ.ย.2565 - ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กสม. และนายชนินทร์ เกตุปราชญ์ รองเลขาธิการ กสม.แถลงข่าว ว่า กสม. ประสานกรมการปกครองแก้ไขปัญหาเด็กหญิง 7 ขวบไม่ได้รับการแจ้งเกิดและสัญชาติ ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ แก้ไขปัญหาสถานะบุคคลเชิงรุกที่อุบลราชธานี โดยเมื่อเดือน ธ.ค. 2564 กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชุมพร ประสบปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ เนื่องจากถูกทอดทิ้งตั้งแต่ยังเป็นเด็กทารก ต่อมา มีผู้ประสงค์จะรับเด็กหญิงรายดังกล่าวเป็นบุตรบุญธรรม จึงยื่นคำร้องต่อสำนักงานทะเบียนอำเภอสวี (ผู้ถูกร้องที่ 1) เพื่อแจ้งเกิดและขอสัญชาติไทยให้แก่เด็ก แต่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถรับแจ้งการเกิดและไม่สามารถพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่เด็กหญิงรายดังกล่าวได้ ต่อมาเมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานทะเบียนอำเภอสวี สำนักงานทะเบียนจังหวัดชุมพร (ผู้ถูกร้องที่ 2) ก็ยืนยันคำสั่งตามความเห็นของสำนักงานทะเบียนอำเภอสวี ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การปฏิเสธไม่รับแจ้งการเกิดและไม่พิจารณาให้สัญชาติไทยแก่เด็กหญิงรายดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริง บทบัญญัติของกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ข้อ 7 กำหนดให้เด็กจะต้องได้รับการจดทะเบียนทันทีหลังการเกิด และมีสิทธิที่จะมีชื่อนับแต่เกิด นอกจากนี้คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติได้มีข้อชี้แนะทั่วไปลำดับที่ 7 (General Comment) กล่าวถึงความจำเป็นในการมีทะเบียนเกิดของเด็กทุกคน ทั้งนี้จากการตรวจสอบปรากฏว่า เดิมหน่วยงานผู้ถูกร้องทั้งสองปฏิเสธไม่รับแจ้งเกิดและไม่พิจารณามอบสัญชาติไทยให้แก่เด็กหญิงรายดังกล่าว โดยอ้างว่าเนื่องจากกระบวนการสอบสวนประจักษ์พยานบุคคล พยานเอกสาร และการรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กหญิงรายดังกล่าวเป็นบุตรผู้ใด สัญชาติใด และเกิดที่ใด เป็นเหตุให้ต้องตกเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ จึงเป็นการดำเนินการที่กระทบต่อสิทธิของเด็กหญิงรายดังกล่าว และอาจถือได้ว่ามิได้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กตามหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว กสม. ได้ประสานไปยังกรมการปกครอง พบว่า กรณีของเด็กหญิงรายนี้ กรมการปกครองเห็นควรให้ได้รับการแจ้งเกิดและได้สัญชาติไทยตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายและตามหลักการผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก โดยกรมการปกครองได้ประสานให้สำนักทะเบียนทั้งสองแห่งดำเนินการรับแจ้งเกิดและพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่เด็กหญิงรายดังกล่าว จนทำให้เด็กได้รับสัญชาติไทยและมีบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2565 จึงมีมติเห็นว่าปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว เห็นควรยุติเรื่อง

นอกจากการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลรายกรณีตามเรื่องร้องเรียนข้างต้น กสม. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบร่วมกับเครือข่าย ทั้งการแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นและกลุ่มผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่จังหวัดอุบลราชธานี เพชรบุรี ตราด ระนอง และจะดำเนินการในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ต่อเนื่อง โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2565 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายชนินทร์ เกตุปราชญ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมกับนายสมยศ พุ่มน้อย รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม ผู้อำนวยการส่วนการทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง นายฐิติพล ภักดีวานิช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการแบ่งปัน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมคลินิกสิทธิมนุษยชนกับสถานะบุคคลขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหาสำหรับคนไทยที่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร คนไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง และคนไทยที่ถูกจำหน่ายรายการ และจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ทางทะเบียนและทำบัตรประจำตัวบุคคลสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บุคคลประเภท 0) รวมทั้งสิ้น 236 ราย

“การจัดกิจกรรมดังกล่าวซึ่งมีพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่นำร่อง เป็นการแสดงเจตจำนงในรูปแบบภาคีร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลเชิงรุกที่หน่วยงานรัฐจะต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ประสบปัญหาสถานะบุคคลในพื้นที่ห่างไกลต่าง ๆ โดยมิได้เป็นเพียงหน่วยตั้งรับเท่านั้น การทำงานในลักษณะนี้จะช่วยลดภาระและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสิทธิสถานะบุคคลให้แก่คนไร้รัฐไร้สัญชาติซึ่งเข้าไม่ถึงโอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” รองเลขาธิการ กสม. กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสม.ร่อนหนังสือบี้รัฐบาลบังคับใช้กม.อุ้มหายฯ ตามเส้นตาย

กสม.ส่งหนังสือถึงนายกฯ เดินหน้าบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหายตามกำหนด เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิและเสรีภาพประชาชน สร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล

ชาวอุบลฯ เปิดหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน ปลุกคนไทยร่วมกันปกป้องสถาบันฯ

ชาวอุบลราชธานีกว่าครึ่งหมื่นร่วมเปิด"หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน" 4 อำเภอพร้อมปลุกเร้าคนไทยช่วยกันปกป้องสถาบันประกาศขอรวมทุกสีให้เป็นสีเดียวนั่นคือสีแห่งความจงรักภักดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

สารจาก 'ประธานกสม.' ต้องให้เด็กมี 'พื้นที่ปลอดภัย' ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ

สารจาก ประธานกสม. เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ต้องให้เด็กมี 'พื้นที่ปลอดภัย'ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ ทั้งที่บ้าน โรงเรียน ชุมชน สังคม วอนทุกภาคส่วนร่วมกันส่งเสริม ปกป้องและคุ้มครองเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ยุ่งแล้ว! กสม.ชี้เปรี้ยง 'ปลัดมท.' ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จี้ผู้บังคับบัญชาฟัน

น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)​ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงการตำหนิผู้ใต้บังคับบัญชาของปลัด

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ไปทรงตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถ วัดป่านานาชาติ อุบลฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถ ณ วัดป่านานาชาติ ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

กสม. ชี้กรมอุทยานฯ ละเมิดสิทธิชาวบางกลอย อพยพออกจากชุมชนดั้งเดิม

นายจุมพล ขุนอ่อน ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นชอบให้มีการศึกษาเพื่อจัดทำรายงานข้อเสนอแนะกรณีกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี