กสม.แนะ กอ.รมน.ภาค 4 ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและเยียวยาผู้เสียหายที่ถูกทำร้าย

กสม.ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงถูกร้องเรียนทำร้ายร่างกายบุคคลในระหว่างควบคุมตัว แนะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเยียวยาผู้เสียหาย - กำชับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน

04 ส.ค.2565 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงว่า กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือน มิ.ย.2564 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ทำร้ายร่างกายบิดาของตนซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในระหว่างที่บิดาถูกควบคุมตัวและดำเนินกรรมวิธีซักถาม ณ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี โดยภายหลังจากบิดาถูกควบคุมตัวไว้และผู้ร้องได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยม สังเกตเห็นว่า บิดามีสีหน้าวิตกกังวล และมีร่องรอยบาดเจ็บตามร่างกาย ซึ่งในขณะที่พูดคุยมีเจ้าหน้าที่ทหารยืนประกบข้างตัวบิดาตลอดเวลา จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากฝ่ายผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ผู้เสียหาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว รับฟังได้ว่า ในการเข้าสู่กรรมวิธีซักถาม ผู้เสียหายคือบิดาของผู้ร้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร จำนวน 2 ครั้ง ทั้งก่อนและหลังการดำเนินกรรมวิธีซักถาม ผลการตรวจทั้งสองครั้งในใบสำคัญความเห็นของแพทย์โดยสรุประบุว่า แผลช้ำก่อนเข้าเรือนจำ โดยหลังถูกควบคุมตัวอาการทั่วไปปกติดี และปฏิเสธการถูกทำร้ายร่างกาย ทั้งนี้ได้มีการลงลายมือชื่อของผู้เสียหายเพื่อรับรองความถูกต้องของข้อมูลด้วย อย่างไรก็ดี ผู้เสียหายให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ กสม. ว่า การตรวจร่างกายภายหลังการถูกควบคุมตัว แพทย์ไม่ได้สอบถามผู้เสียหายเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกาย ไม่มีการให้ถอดเสื้อผ้าเพื่อตรวจดูร่างกายอย่างละเอียด และผู้เสียหายก็ไม่ได้แจ้งปฏิเสธการถูกทำร้ายร่างกายตามที่แพทย์ระบุ ข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่พยานหลักฐานของหน่วยงานผู้ร้องกับผู้เสียหายขัดแย้งกันในสาระสำคัญ อย่างไรก็ดี พบว่ามีผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายโดยแพทย์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี จากการที่ผู้ร้องได้เข้าเยี่ยมผู้เสียหายระหว่างการถูกควบคุมตัวแล้วมีข้อสงสัยว่าอาจจะถูกทำร้ายร่างกาย จึงได้ร้องขอให้นำตัวผู้เสียหายส่งตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลดังกล่าวในวันที่ผู้เสียหายถูกควบคุมตัว ผลการตรวจสรุปได้ว่า ผู้เสียหายรู้สึกตัวดี ขยับแขนขาได้ตามปกติ มีแผลถลอกที่ไหล่ข้างขวา ไม่พบบาดแผลตำแหน่งอื่น ๆ จากพยานหลักฐานทั้งหมด จึงรับฟังได้เบื้องต้นว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกก่อนที่จะถูกควบคุมตัวที่กรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร

อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไป คือ ในระหว่างการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ทหารได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือไม่ ประเด็นนี้ ผู้เสียหายให้ข้อเท็จจริงว่า ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้เท้าถีบและใช้เข่ากระทุ้งที่ร่างกายหลายครั้ง รวมทั้งใช้มือดึงบริเวณลำคอและมือของผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ เมื่อพิจารณาประกอบบันทึกการเข้าเยี่ยมของผู้ร้องกับญาติทั้ง 5 วันในระหว่างที่ผู้เสียหายถูกควบคุมตัว พบว่า ผู้ร้องกับญาติเริ่มพบเห็นร่องรอยความผิดปกติของผู้เสียหายซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายในช่วงเวลาเดียวกันตามลำดับในแต่ละวัน แม้ข้อเท็จจริงจากฝ่ายผู้เสียหายและญาติจะขัดแย้งกับผลการตรวจร่างกายครั้งหลังของแพทย์โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหารที่ระบุว่า อาการทั่วไปของผู้เสียหายปกติดี และปฏิเสธการถูกทำร้ายร่างกาย แต่ผู้เสียหายให้ข้อเท็จจริงว่าแพทย์ไม่ได้ให้ผู้เสียหายถอดเสื้อออกเพื่อตรวจร่างกาย รวมถึงในการตรวจสอบ แม้จะไม่มีพยานหลักฐานอื่น โดยเฉพาะพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้น แต่การให้ข้อเท็จจริงของผู้ร้องกับผู้เสียหายไม่ได้เกิดขึ้นในขณะเดียวกันที่จะทำให้เกิดข้อพิรุธว่าซักซ้อมกันมาก่อน ในชั้นนี้จึงเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ทหารผู้ถูกร้องทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายจนเกินสมควรแก่เหตุ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ กสม. มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ผู้ร้องและญาติเข้าเยี่ยมผู้เสียหาย มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 5-7 คนอยู่ร่วมรับฟังการเยี่ยมด้วย ทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าที่จะพูดคุยกับญาติที่มาเยี่ยมได้อย่างเต็มที่ แม้ในการตรวจสอบจะไม่ปรากฏว่ามีการขัดขวางการพูดคุยระหว่างผู้เสียหายกับญาติ แต่หากมิใช่เหตุผลที่จำเป็นอย่างยิ่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว กรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่อยู่ร่วมในการเยี่ยมในจำนวนที่เพียงพอต่อการรักษาความปลอดภัยเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังให้ข้อเท็จจริงว่า ในระหว่างถูกควบคุมตัวได้ถูกเรียกสอบถามข้อมูลในช่วงเวลาประมาณ 03.00-04.00 น. แม้ตามระเบียบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 จะกำหนดเป็นข้อยกเว้นให้เจ้าหน้าที่สอบถามผู้ต้องสงสัยในเวลากลางคืนได้ แต่การสอบถามในช่วงเวลากลางดึกเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ถูกสอบถาม และสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

ด้วยเหตุนี้ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 จึงเห็นควรเสนอแนะมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งมาตรการในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ ดังนี้

1. มาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้เสียหายกรณีนี้ และต้องเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามระเบียบกองทัพภาคที่ 4 / กอ.รมน. ภาค 4 ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติในการตรวจค้น และการกักตัวบุคคลที่ต้องสงสัยตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ข้อ 5.3.4 ที่กำหนดข้อห้ามเจ้าหน้าที่กระทำการในลักษณะที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกควบคุมตัว และให้ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อเยียวยาความเสียหายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจแก่ผู้เสียหายและครอบครัว นอกจากนี้ ให้พิจารณาจัดให้มีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะควบคุมตัวและสอบสวนบุคคลซึ่งเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ อันสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองบุคคลตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบกรณีนี้

2.มาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า และกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร กำหนดแนวทางการจัดให้มีเจ้าหน้าที่อยู่ร่วมในการเยี่ยมญาติ ซึ่งจะต้องมีจำนวนที่เพียงพอต่อการรักษาความปลอดภัยเท่านั้น และให้มีระยะห่างที่ไม่เป็นการล่วงรู้หรือเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ถูกควบคุมตัวและญาติ นอกจากนี้ให้มีการทบทวนระเบียบว่าด้วยวิธีการปฏิบัติในการตรวจค้น และการกักตัวบุคคลที่ต้องสงสัยตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2563 จากเดิมที่กำหนดห้วงเวลาการสอบถามข้อมูลจากผู้ถูกควบคุมตัว ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 นาฬิกา เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจรอได้ เป็นให้กระทำได้ในช่วงเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก และหลีกเลี่ยงการสอบถามบุคคลในช่วงเวลาหลังจากนั้น เว้นแต่เป็นการสอบสวนต่อเนื่อง หรือมีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง โดยเทียบเคียงหลักการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96 ว่าด้วยเรื่องการค้น

นอกจากนี้ ให้โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหารกำหนดมาตรฐานในการตรวจร่างกายของผู้ต้องสงสัย โดยให้มีการสอบถามประวัติการถูกทำร้ายร่างกายและตรวจบาดแผลตามร่างกายโดยละเอียดทุกครั้ง และให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกันทั้งก่อนและหลังการควบคุมตัว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'แก้วตา' ซบพรรคแดง สมัครสมาชิก 'เพื่อไทย' เลือกพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้ง

'แก้วตา' สวมชุดสีแดง สมัครเป็นสมาชิก 'พรรคเพื่อไทย' อย่างเป็นทางการ เผยเลือกพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้ง เพื่อเดินหน้าผลักดันคุณค่า สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความเสมอภาค และความเท่าเทียมของประชาชนทุกคน ให้เกิดขึ้นจริง

'รมว.ยธ.' เสียงอ่อย! ปัดด้อยค่าครอบครัว 'ทนายอั๋น' ขอให้ดูบริบทที่มา

'พล.ต.ท.รุทธพล' แจงไม่ได้ลดทอนครอบครัว 'ทนายอั๋น' แต่ขอดูบริบทความเป็นมาที่ให้สัมภาษณ์ ย้ำนโยบายกระทรวง ยธ. พร้อมเคารพสิทธิผู้ต้องโทษและผู้พ้นโทษ

'แก้วตา' ฟาด 'สมยศ' ใช้อำนาจบีบบังคับเหยื่อ จนรู้สึกหนีไม่ได้ ยอมเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยระบุถึงพฤติกรรมและความเข้าใจของสังคมต่อผู้เสียหายจากเหตุความรุนแรงทางเพศ ระบุว่า

'สว.อังคณา' น่าอนาถ 'สมยศ' ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจแสวงประโยชน์ทางเพศ

นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง “อยู่กินกัน” สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผสห. เขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน

กสม. แนะหน่วยงานแก้กม.ก่อสร้าง ที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำ EIA กรณีการสร้างคอนโด ถนนสิโรรส

กสม. แนะหน่วยงานพิจารณาแก้กฎหมายการก่อสร้างโครงการอยู่อาศัยที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำ EIA และประชาคม หลังปรากฏกรณีการสร้างคอนโดบริเวณถนนสิโรรส จ.เชียงใหม่ หลุดเกณฑ์และก่อให้เกิดผลกระทบ

เดือด! 'เพนกวิน' ซัด 'รองหน.ปชน.' ทัศนคติต่อสิทธิมนุษยชนแย่มาก คำพูดเหมือนพวกผู้นำเผด็จการ

เพนกวิน ซัด อาจารย์ต้น-วีระยุทธ ทัศนคติต่อสิทธิมนุษยชนแย่มาก เป็นคำพูดที่พวกผู้นำเผด็จการ ทั้งในอดีตและปัจจุบันชอบพูดกัน