8 ม.ค.2567 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเชียลมีเดียของ จ.พิษณุโลก แชร์ภาพคลิปและเหตุการณ์เวลาประมาณ 03.20 น. ของกลางดึกคืนวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา มีรถเก๋งเทสล่า ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สีเทา ทะเบียน กจ 782 พิษณุโลก ขับขี่มาด้วยความเร็วสูงก่อนจะพุ่งชนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของลูกค้า ที่จอดริมถนนเส้นมิตรภาพ ฝั่งขาเข้าเมือง ใกล้เคียงสถานีขนส่งผู้โดยสารพิษณุโลก แห่งที่ 1 บริเวณหน้าร้านจิ้มจุ่ม 3 พี่น้อง ส่งผลทำให้มีรถยนต์เสียหายถึง 6 คัน และ รถจักรยานยนต์อีก 6 คัน รวมทั้งสิ้น 12 คัน โดยคนขับรถเก๋งเทสล่าซึ่งเป็นผู้ชาย ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
ในที่เกิดเหตุก็ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บคนอื่นๆ เช่นกัน ขณะที่กล้องวงจรปิดอีกตัวสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ ก่อนที่รถเก๋งเทสล่าจะมาชนวินาศสันตะโร ได้ก่อเหตุเฉี่ยวรถคันหนึ่งใกล้เคียงสถานบันเทิง แล้วขับออกไปด้วยความเร็วสูงอีกด้วย ต่อมาหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ก่อนจะควบคุมตัวคนขับไปทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ว่าเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียด
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่ร้านจิ้มจุ่ม 3 พี่น้อง ริมถนนเส้นมิตรภาพ ใกล้เคียงสถานีขนส่งผู้โดยสารพิษณุโลก แห่งที่ 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก พบกับนายอาทิตย์ ศรีภูธร อายุ 35 ปี น้องชายเจ้าของร้าน เปิดเผยเหตุการณ์วันเกิดเหตุว่า ช่วงเวลาประมาณตี 3 ขณะนั้นร้านของตนยังมีลูกค้ามาใช้บริการกันจนเต็มทุกโต๊ะเนื่องจากเปิดร้านโต้รุ่ง และมีรถยนต์ปาเจโร่ของพี่ชายจอดอยู่ริมถนน ทันใดนั้นเองก็มีรถเก๋งเทสล่าคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนท้ายรถอย่างจัง ก่อนจะเสียหลักไปชนกับรถยนต์ของลูกค้าอีกหลายคัน ตนเองนั่งอยู่หลังร้านได้ยินเสียงดังสนั่นจึงรีบออกมาดู มีทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ริมถนน ประมาณ 12 คัน บางคันพังยับทั้งคันแบบไม่เหลือซากเค้าโครงเดิมเลย ส่วนชายคนขับออกมาจากรถไม่เป็นอะไรเลย ถือว่ารถเทสล่าคันนี้เซฟตี้ดีมากๆ
นอกจากนี้ยังเคราะห์ดีที่พี่ชายตนจอดรถยนต์ปาเจโร่บังลูกค้าเอาไว้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกรถเก๋งเทสล่าพุ่งขึ้นมาชนจนทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้อีกด้วย โชคดีที่ลูกค้าไม่มีใครเป็นอะไรเลย แค่ตกใจและเสียขวัญกับเหตุการณ์นี้เท่านั้น หลังเกิดเหตุพี่ชายตนก็ได้ติดต่อประกันและไปโรงพักเพื่อพบกับตำรวจเพื่อแจ้งความแล้ว และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ล่าสุดเช้านี้ พ.ต.อ.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกับตรวจวัดแอลกอฮอล์แก่ผู้ขับขี่แล้ว สูงถึง 194 มิลลิกรัม แต่ต้องรอผลตรวจเลือดยืนยันทางแพทย์อีกครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีในข้อหาขับขี่รถขณะมึนเมาด้วย ส่วนเบื้องต้นได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้ขับขี่รถดังกล่าว เป็น กก.ตร. สภ.เมืองพิษณุโลก หรือไม่ ผู้กำกับการ สภ.เมืองพิษณุโลก บอกว่า เป็น คณะกรรมการที่ปรึกษา กก.ตร.สภ.เมืองพิษณุโลก อยู่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายเท่าเทียมกันอยู่แล้ว ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ส่วนเขาจะมาช่วยเหลืองงาน กก.ตร. ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ก็อีกเรื่องหนึ่งครับ หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ขับขี่รถที่ก่อเหตุรายนี้ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แห่ชมดอกเหลืองเชียงราย บานสะพรั่งกลางเมืองพิษณุโลก มาเร็วกว่าทุกปี
แห่ชมดอกเหลืองเชียงราย สวยงามเหลืออร่ามงดงาม เต็มที่แล้ว ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ส่วนทะเลแก้ว พิษณษุโลก ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกับดอกเหลืองเชียงรายกันจำนวนมาก
‘ชาดา’ ลุยบางกระทุ่ม ช่วย ‘นิยม’ เบอร์ 3 ชูดันราคาพืชผลเกษตร เขต 4 พิษณุโลก
แกนนำภูมิใจไทยขึ้นเวทีปราศรัยช่วย “นิยม ช่างพินิจ” หาเสียงบางกระทุ่ม ชูนโยบายดันราคาข้าว อ้อย กล้วย สร้างรายได้เกษตรกร
รถบรรทุกเลี้ยวเกี่ยวสายเคเบิล ดึงเสาไฟฟ้าล้มระเนระนาด 70 ต้น ยาว 2 กม.
เมื่อเวลา 00.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู รับแจ้งเหตุมีรถบรรทุกพ่วงเกี่ยวสายไฟฟ้าจนทำให้มีเสาไฟฟ้าหักโค่นจำนวนมาก เหตุเกิดถนนสุขุมวิทขาออก มุ่งหน้าบางปู บริเวณสะพานทางเข้าชั่วคราวนิคมอุตสาหกรรมบางปู
คนขับรถพ่วงเมาเหล้าขาว จอดหลับเลนขวา เจอรถชนท้ายเจ็บ 2 เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง เป่าได้ 230 มก.
คนขับรถพ่วงเมาเหล้าขาวจอดนอนกลางถนนเลนขวา รถหกล้อพุ่งชนท้าย สองผัวเมียเจ็บสาหัส ตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงถึง 230 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
รถพ่วง 18 ล้อ เมาแอ๋! ชนแนวก่อสร้าง 10 ชีวิตเฉียดตาย
จ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ พุ่งชนแท่นแบริเออร์แนวก่อสร้าง บริเวณช่วงกลางสะพานข้ามคลองบางโฉลง
โฆษกเพื่อไทยสบช่อง! โหนเครนมรณะถล่มอนุทิน
'โฆษกเพื่อไทย' ตั้งคำถามวุฒิภาวะนายกฯ หลังอุบัติเหตุใหญ่ ชี้คำสัมภาษณ์ย้อนแย้ง โยนความรับผิดชอบ ไม่สะท้อนภาวะผู้นำยามวิกฤต

