ชาวบ้านแตกตื่น พบจระเข้ ยาว 3 เมตร ในคลองย่านบางพลี จนท.จัดชุดออกล่าด่วน!

9 ม.ค.2567- จากกรณี ที่มีชาวบ้านที่พักอาศัยริมคลองสำโรงถนนหลังหนามแดง อำเภอบางพลี สมุทรปาการ พบเห็น จระเข้ยาวกว่า 3 เมตร ลอยคอในคลอง หนามแดงเดชะ ตัด คลองสำโรง จากการตรวจหาไม่พบตัวจระเข้ตามที่มีชาวบ้านพบเห็นก่อนหน้านี้แต่อย่างใด เมื่อช่วงเย็น วันที่ 7 มกราคม 2567 จากการลงพื้นที่ตรวจยังไม่พบตัวจระเข้ตามที่มีชาวบ้านพบเห็นก่อหน้านี้แต่อย่างใด

เมื่อ เวลา 22.00 น. วันที่ 8 มกราคม นายเรวัต หุนารัตน์ ปลัดอำเภอบางพลี , ผู้ใหญ่โอ๋ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.บางแก้ว พร้อมด้วย กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบางพลี และ จิตอาสากว่า 20 นาย นำเรือท้องแบนจำนวน 3 ลำ ออกล่องตามหาจระเข้ ที่มีชาวบ้านพบเจอลอยอยู่ในคลองหนามแดงเดชะ ตัด คลองสำโรง โดยใช้เรือทั้ง 3 ลำ ปูพรมล่องตามลำคลองสำโรง รวมทั้งในลำคลองใกล้เคียง และคลองหนามแดงเดชะ โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่พบเห็นจระเข้ตัวดังกล่าว อีกทั้งยังพบกับอุปสรรคในการเดินทางเนื่องจากมีผักตบชวาหนาแน่นเป็นบางช่วง ซึ่งทำให้ยากต่อการค้นหา และคลองสำโรงเป็นลำคลองที่มีระยะทางไกล ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจระเข้ตัวดังกล่าวว่ายหนีไปทางไหน

ผู้ใหญ่โอ๋ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.บางแก้ว กล่าวว่า หลังจากได้นำภาพที่มีผู้ถ่ายติดสิ่งที่มีลักษณะคล้ายจระเข้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญดู เขาก็บอกว่าเป็นจระเข้จริง จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่มาเพื่อที่จะลงสำรวจในคลองดูเพื่อให้เกิดความสบายใจแก่ชาวบ้าน ว่าเจอจะจระเข้หรือไม่ จากการดูจากภาพที่ชาวบ้านถ่ายเอาไว้ได้ คาดว่า จระเข้ตัวดังกล่าวน่าจะมีความยาวประมาณ 3 เมตร ตอนกลางวันที่ไม่มาตรวจเนื่องจากกลางวันมันลอยน้ำเพื่อที่จะมารับแดดก็จริง แต่ถ้าจระเข้ลอยอยู่กลางแดดเราจะมองไม่ค่อยเห็น แต่ถ้ากลางคืน เราเอาไฟส่องตามันจะสะท้อนเหมือนแมว เราจึงเลือกที่จะดำเนินการตอนกลางคืน และอีกอย่างพวกตนชำนาญกลางคืนอยู่แล้ว จึงลงสำรวจทั้งหมด 7 คลอง ไม่รวมคลองใหม่ เราจะล่องทุกคลอง แต่เราจะไปเริ่มตรงที่สะพานตรงแยกศรีเทพา เป็นระยะทางประมาณ 4-5 กิโล ถ้าเจอตัวจระเข้ เราก็ต้องดูสถานการณ์หน้างานก่อนว่าจะทำยังไง ถ้าใช้ความรุนแรงมันก็รุนแรงไป แต่ว่าเรามีปืนยิงปลาอยู่และมีคนเชี่ยวชาญอยู่ด้วย

เขาบอกว่าหลังจากที่ทราบข่าวก็รู้สึกเป็นห่วงลูกบ้าน ในพื้นที่ของตำบลบางแก้ว ลูกบ้านที่อยู่ริมคลองเยอะมาก ก็เลยเป็นกังวลลูกบ้านที่เขาหา ผักบุ้ง หาปลา ที่อยู่ริมคลอง ถ้ามันมีจริง ๆ ก็ถือว่ามันอันตราย แต่ถ้าหาเจอได้ก็อยากที่จะดำเนินให้มันเรียบร้อยเลย เพราะว่าบางพลีใหญ่ปิดประตูไปแล้วน้ำมันแห้งแล้ว แต่ก็ดีอย่างที่ประตูตรงหลังวัดกลางน้ำมันไม่ไหลไป มันก็ยังอยู่ในพื้นที่ ก็คือตอนนี้เราจำกัดบริเวณแล้ว ถ้ามันไม่หลุดออกไปจากที่เดิม ไม่น่าจะหลุดไปตรงประตูตรงแยกศรีเทพา

ด้านนายเรวัต หุนารัตน์ ปลัดอำเภอบางพลี กล่าวว่า จากที่ผู้ที่พบเห็นจระเข้ ได้แจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ได้แจ้งทางตำรวจ ให้เข้าไปดู หลังจากนั้นจระเข้ก็หายตัวไป ทางผู้ใหญ่โอ๋ และก็ทีมงาน ก็ได้วางแผนแสกนพื้นที่ เพื่อที่จะตรวจหาให้เจอ วันนี้ก็เลยนำเรียนท่านนายอำเภอ แล้วก็ลงดำเนินการ เพื่อที่จะได้หาตัวจระเข้ให้เจอ เพื่อที่ชาวบ้านจะได้สบายใจ ตนก็อยากฝากเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำให้ระมัดระวังอันตรายด้วย ถ้าไม่จำเป็นช่วงนี้อย่าลงไปหาปลาหรือลงเล่นน้ำก่อนจนกว่าจะตามจับจระเข้ตัวดังกล่าวได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับคาจานข้าว! ล่อลวงเด็กสาววัย 15 แอบอัดคลิปข่มขู่

ว่าที่ พ.ต.ท.ไพรวรรณ ตั้นหลก สารวัตร กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (สว.กก.2 บก.ป.) ร.ต.ท.วิเชียร ใจทา รอง สว.(ป.) กก.2 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป.ร่วมกันจับกุม นายธเนศ อายุ 34 ปี

สลด! รถตู้พุ่งชนสาวเมียนมาข้ามทางม้าลาย ดับ 1 เจ็บ 1

ร.ต.ท.ธนวัฒน์ เจริญสุข รองสว.(สอบสวน) สภ.บางพลี รับแจ้งเหตุ รถตู้ชนคนข้ามถนน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ หน้าบริษัทแสตนดาร์ดแคน จำกัด ถนนเทพารักษ์ กม.14

ฮ.ตก เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันรอดหวุดหวิด

เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดเล็ก ราคาไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท เครื่องยนต์ขัดข้องร่วงตกกลางป่าหญ้า ไฟลุกท่วมเครื่อง เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันหนีตายหวุดหวิด บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'

20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.