เข้าสู่ฤดูหนาว ชุมชนบ้านวังส้มซ่า ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เปิดแปลงกะหล่ำปลีปลอดสารพิษริมแม่น้ำน่าน ต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้รักสุขภาพ เชิญชวนเช็คอิน ถ่ายภาพ ทานอาหารพื้นถิ่น และสัมผัสวิถีชุมชนอย่างยั่งยืน
ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ชาวบ้านวังส้มซ่าจะร่วมแรงร่วมใจกันปลูกกะหล่ำปลีตามแนวริมแม่น้ำน่านและรอบบ้านเรือน เพื่อสร้างภูมิทัศน์สีเขียวสดสวยงาม และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรควบคู่กับวิถีชีวิตชุมชน โดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร
สำหรับปีนี้ ชุมชนบ้านวังส้มซ่าได้ยกระดับการท่องเที่ยววิถีชุมชนมากขึ้น ด้วยการเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกจังหวัด ร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทยมาเที่ยวชมหมู่บ้าน ถ่ายภาพกับแปลงกะหล่ำปลีที่กำลังเริ่มออกหัวท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นริมแม่น้ำน่าน ก่อนจะเลือกชิมอาหารพื้นถิ่นหลากหลายเมนูตลอดเส้นทางท่องเที่ยวของชุมชน
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความร่มรื่น นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมแปลงผัก เก็บภาพสวย ๆ และพูดคุยกับชาวบ้านที่เป็นเจ้าของแปลงกะหล่ำปลีได้อย่างเป็นกันเอง สะท้อนเสน่ห์ของการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนที่ผสานการท่องเที่ยว ธรรมชาติ และสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน
หนึ่งในเมนูที่สร้างชื่อเสียงให้กับบ้านวังส้มซ่าคือ “กะหล่ำปลีไข่ตุ๋น” ซึ่งใช้กะหล่ำปลีสดปลอดสารจากแปลงในหมู่บ้าน นำมาปรุงกับไข่จนได้รสชาติกลมกล่อม กลายเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่นักท่องเที่ยวต้องสั่งชิมแทบทุกโต๊ะ
นางทิพวรรณ สนอ๋อง อายุ 60 ปี ชาวบ้านชุมชนบ้านวังส้มซ่า กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้วที่ชุมชนร่วมกันปลูกกะหล่ำปลีรอบหมู่บ้าน เพื่อสร้างอัตลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว โดยแต่ละปีจะให้ผลผลิตมากกว่า 5 ตัน จำหน่ายกะหล่ำปลีสดในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนกะหล่ำปลีไข่ตุ๋นจำหน่ายหัวละ 120 บาท ซึ่งมีนักท่องเที่ยวและลูกค้าประจำสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก
“ปีนี้ลูกค้าเริ่มสั่งจองหัวกะหล่ำปลีล่วงหน้าเพิ่มขึ้น เพราะกะหล่ำปลีของที่นี่ปลอดสารพิษ รสชาติกรอบ หวาน อร่อย และเก็บได้นาน ทำให้ปลูกแทบไม่ทันต่อความต้องการ คาดว่าผลผลิตรวมปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 5 ตันเหมือนทุกปี” นางทิพวรรณกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายในชุมชนบ้านวังส้มซ่ายังมีโฮมสเตย์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืน เพื่อสัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำน่าน เรียนรู้การปลูกผักปลอดสาร และร่วมทำอาหารพื้นถิ่นกับชาวบ้าน อาทิ กะหล่ำปลีไข่ตุ๋น และเมนูเพื่อสุขภาพอื่น ๆ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ครบทั้งกิน เที่ยว และเรียนรู้ในคราวเดียว
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ทรัพยากรชีวภาพเพื่อเศรษฐกิจชุมชนบ้านวังส้มซ่า โทรศัพท์ 0-5532-2256 หรือ นางสาววรัญญา หอมธูป ผู้ประสานงานชุมชนบ้านวังส้มซ่า โทร. 086-9291745

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
น้ำป่าหลาก 'คลองชมพู' อ.เนินมะปราง เริ่มลดแล้ว เฝ้าระวัง อ.บางกระทุ่ม รับน้ำต่อ
นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยนายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ลงไปเยี่ยมและมอบสิ่งของอุุปโภคบริโภคให้แก่ผู้อพยพที่่วัดชมพู หมู่ที่ 3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโล
'พิษณุโลก' จับตาน้ำป่าหลัง ปภ.แจ้งเตือน
นายอำเภอเนินมะปราง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก ตำบลชมพู แจ้งเตือนประชาชน-โรงเรียน ยกของขึ้นที่สูง หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ด้าน ปภ. แจ้งเตือนผ่านบรอดแคสต์
ด่วน! ปภ. ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น อ.เวียงสา จ.น่าน
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง “ระดับน้ำแม่น้ำน่าน ที่ อ.เวียงสา เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจล้นตลิ่ง ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ริมแม่น้ำ/คลองสาขา เฝ้าระวังติดตามระดับน้ำ และข้อมูลข่าวสารการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด"
ครูผวา! แจ้งลงบันทึกประจำวัน เผยแชทหลุดว่อนโรงเรียน 'ปืนหาง่าย ติดคุกไม่กี่ปี'
ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากเพจบางระกำดราม่ารีเทิร์น กรณีความกังวลด้านความปลอดภัยภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.คุยม่วง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หลังมีข้อความสนทนาส่วนตัวระหว่างครูถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ โดยมีการกล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งในการทำงาน หลังมีครูรายหนึ่งลาหยุดบ่อย จนเพื่อนครูต้องรับภาระสอนแทน และมีการนำเรื่องเข้าหารือกับผู้บริหารโรงเรียน
ขนส่งพิษณุโลก รับเรื่องอุทธรณ์บัตรคนจน วันเดียว 1,000 ราย
นางวรุณยุภา วิเศษสรรค์ ขนส่งจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการคลังได้ประกาศผลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยให้ประชาชนมาขอทำการตรวจสอบและมีกรรมสิทธิ์เรื่องรถกลับกรมการขนส่งทางบก เพื่อนำไปยื่นขอทบทวน/อุทธรณ์ผลการพิจารณาคุณสมบัติ
ร้านอาหารพิษณุโลก ขายข้าวแกงอย่างละ 10 บาท ตักข้าวไม่อั้น ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพ
ร้านข้าวแกงหน้า ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม จัดโปรโมชั่นกับข้าวอย่างละ 10 บาทเท่านั้น โดยคิดค่าข้าวเพียง 10 บาท สามารถตักเพิ่มได้ไม่อั้นจนกว่าจะอิ่ม

