หนุ่มร้อง 'สายไหมต้องรอด' ถูกชายกว่า 50 คน รุมทำร้ายกลางบ่อนไก่ชน เจ็บสาหัส แต่คดีไม่คืบ

หนุ่มร้อง "เอก สายไหม" ถูกชายกว่า 50 คน รุมทำร้ายกลางบ่อนไก่ชน อาการสาหัส ไหว้ขอชีวิตยังไม่หยุดมือ แฉหลักฐานวงจรปิดถูกลบ คดีเงียบไร้ความคืบหน้า เจ้าตัวยืนยันเอาผิดถึงที่สุด พร้อมประสานหน่วยงานตำรวจเร่งตรวจสอบบ่อนผิดกฎหมาย

26 มีนาคม 2569 - เมื่อเวลา 14.30 น. นายสมบูรณ์ สุขแย้ม อายุ 33 ปี เข้าร้องขอความเป็นธรรม กับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ภายหลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนกว่า 50 คน รุมทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดภายในบ่อนไก่ชนแห่งหนึ่ง ภายในซอยอุ่นอารี ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ

ผู้เสียหายให้การว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ตนพร้อมแฟนสาวได้เข้าไปเล่นการพนันไฮโลภายในบ่อนดังกล่าว ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตนเข้าเล่นเป็นประจำมานานกว่า 2 ปี กระทั่งระหว่างการเล่น เจ้าของบ่อนได้เข้ามาทักท้วงเจ้ามือให้เปลี่ยนลูกเต๋า โดยอ้างว่าพบการดัดแปลงอุปกรณ์ ต่อมาแฟนของตนจึงอาสาเป็นเจ้ามือแทน โดยใช้ลูกเต๋าที่ทางบ่อนจัดเตรียมให้ หลังจากนั้นได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้น เมื่อกลุ่มนักพนันภายในวงเริ่มเข้าทำร้ายตน ทั้งชกต่อยและใช้ไม้กวาดตี ก่อนจะพยายามพาตัวเข้าไปพูดคุยภายในห้อง แต่กลับกลายเป็นว่าคู่กรณีได้โทรศัพท์เรียกพรรคพวกเพิ่มเติมกว่า 50 คน เข้ามารุมทำร้าย โดยใช้อาวุธทั้งท่อนไม้ ท่อนเหล็ก กระถางต้นไม้ และกรวยจราจร ทำร้ายอย่างไม่ยั้ง จนตนได้รับบาดเจ็บไหล่หลุด ปากฉีก ศีรษะแตกต้องเย็บกว่า 20 เข็ม และมีรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย ขณะที่แฟนสาวซึ่งเข้ามาช่วย ถูกทำร้ายจนเส้นเลือดในตาแตก ตาบวม และมีอาการฟกช้ำตามร่างกาย

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ แต่คดีไม่มีความคืบหน้า แม้เจ้าหน้าที่จะทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้วก็ตาม อีกทั้งเมื่อพยายามขอภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ กลับพบว่าถูกลบข้อมูลออกทั้งหมด โดยเชื่อว่าเจ้าของบ่อนเกรงว่าจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีการติดต่อจากกลุ่มผู้ก่อเหตุเพื่อขอเจรจาไกล่เกลี่ย โดยขอให้รอให้อาการบาดเจ็บหายดีก่อนแล้วจึงตกลงเรื่องค่าเสียหาย แต่ผู้เสียหายยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ด้าน เอกภพ เหลืองประเสริฐ เปิดเผยว่า เบื้องต้นตนได้ประสานไปยังตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย อีกทั้งกรณีนี้ยังมีการเปิดบ่อนไฮโลในสถานที่ตีไก่ชน และยังก่อเหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นภายในสถานที่ดังกล่าวกว่า 50 คน ซึ่งต้องมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย โดยขณะเกิดเหตุก็มีการลงมือทำร้ายกันทั้งสองฝ่าย อีกฝ่าย 50 คน อีกฝ่าย 1 คน โดยฝ่ายที่มากกว่าก็ถูกแทงเจ็บไป 2 คน ซึ่งต่างฝ่ายก็ต่างแจ้งความกัน ตรงนี้ก็ปล่อยให้เป็นกระบวนการตามกฏหมาย

ส่วนสถานที่เกิดเหตุ วันนี้ตนเข้าไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นพื้นที่สถานที่ชนไก่ ไม่ใช่เป็นบ่อนโดยกายภาพ ทราบว่าบ่อนดังกล่าวมีคนมาเยอะเป็นร้อยคน เมื่อเลิกตีไก่กันก็รวมตัวกันลักลอบเล่นไฮโล ทั้งนี้ ได้ชี้แจงกับผู้เสียหายแล้วว่า แม้จะเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่การลักลอบเล่นการพนันก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย และอาจต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

ขณะที่ เพจสายไหมต้องรอด พาผู้เสียหายลงพื้นที่ ผู้เสียหายเกิดอาการทรุดลง จนต้องประสานรถกู้ชีพมารับตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาล ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับคาจานข้าว! ล่อลวงเด็กสาววัย 15 แอบอัดคลิปข่มขู่

ว่าที่ พ.ต.ท.ไพรวรรณ ตั้นหลก สารวัตร กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (สว.กก.2 บก.ป.) ร.ต.ท.วิเชียร ใจทา รอง สว.(ป.) กก.2 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป.ร่วมกันจับกุม นายธเนศ อายุ 34 ปี

สลด! รถตู้พุ่งชนสาวเมียนมาข้ามทางม้าลาย ดับ 1 เจ็บ 1

ร.ต.ท.ธนวัฒน์ เจริญสุข รองสว.(สอบสวน) สภ.บางพลี รับแจ้งเหตุ รถตู้ชนคนข้ามถนน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ หน้าบริษัทแสตนดาร์ดแคน จำกัด ถนนเทพารักษ์ กม.14

ฮ.ตก เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันรอดหวุดหวิด

เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดเล็ก ราคาไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท เครื่องยนต์ขัดข้องร่วงตกกลางป่าหญ้า ไฟลุกท่วมเครื่อง เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันหนีตายหวุดหวิด บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'

20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.