เผยโฉม ‘สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5’ บึงกาฬ-บอลิคำไซ เชื่อมขนส่งไทย-สปป.ลาว

กรมทางหลวง โชว์‘สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5’บึงกาฬ-บอลิคำไซ มูลค่า 3.93 พันล้าน คืบหน้า 36.75% คาดก่อสร้างแล้วเสร็จ ม.ค. 67 หนุนการเดินทาง–ขนส่ง–ท่องเที่ยวเชื่อมไทย-สปป.ลาว

8 มี.ค.2565-รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม แจ้งว่าในวันที่ 12 มี.ค. 2565 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เตรียมลงพื้นที่ตรวจราชการ และติดตามความก้่วหน้าโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) และโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 212 สาย อ.โพนพิสัย-บึงกาฬ ตอน ต.หอคำ-บึงกาฬ จ.บึงกาฬ โดยมีนางนาที รัชกิจประการ ประธานคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูลพร้อมด้วยปลัดกระทรวงคมนาคม, รองปลัดฯ, อธิบดีกรมทางหลวง, อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ร่วมลงพื้นที่ในครั้งดังกล่าวด้วย

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการสะพานมิตรภาพไทย–สปป.ลาวแห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) วงเงินก่อสร้าง 3,930 ล้านบาทว่า โครงการฯ ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1 การก่อสร้างถนนฝั่งไทย ระหว่าง กม.0+000-9+400 วงเงิน 831 ล้านบาท เริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2563 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 16 ธ.ค. 2565 จากข้อมูล ณ ก.พ. 2565 มีความคืบหน้า 50.903% เร็วกว่าแผน 1.378%

ขณะที่ สัญญาที่ 2 ด่านพรมแดน ศุลกากร อุปกรณ์ต่างๆ และถนนภายในด่าน ระหว่าง กม.9+400-12+082.930 วงเงิน 883 ล้านบาท เริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2563 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 13 มี.ค. 2566 จากข้อมูล ณ ก.พ. 2565 มีความคืบหน้า 41.366% ช้ากว่าแผน 2.733%

และสัญญาที่ 3 งาน สะพานข้ามแม่น้ำโขงฝั่งไทย (รวมงานปรับปรุงสี่แยกทางหลวงหมายเลข 212 และลานอเนกประสงค์ใต้สะพาน) ระหว่าง กม.12+082.930-13+032.930 วงเงินรวม 1,263 ล้านบาท แบ่งเป็น ฝั่งไทย วงเงิน 787 ล้านบาท และฝั่ง สปป.ลาว วงเงิน 476 ล้านบาท โดยได้กู้เงินกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ.

ทั้งนี้โดยในส่วนของไทย เริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2563 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 8 พ.ย. 2566 จากข้อมูล ณ ก.พ. 2565 มีความคืบหน้า 18% ช้ากว่าแผน 2.77% ส่วนของ สปป.ลาว จากข้อมูล ณ ก.พ. 2565 มีความคืบหน้า 25.21% เร็วกว่าแผน 8.11% สำหรับภาพรวมของโครงการนั้น ในขณะนี้ คืบหน้า 36.756% ช้ากว่าแผน 1.375%

สำหรับ การดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าว คาดว่า จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งฝั่งไทย และ สปป.ลาว ภายใน ม.ค. 2567 จากนั้นจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วม 2 ฝ่าย ระหว่างไทย และ สปป.ลาว ก่อนที่จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการบำรุงรักษาหลังจากเปิดใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 โดยคาดว่า จะเปิดให้บริการได้ภายในต้นปี 2567 หรือก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2567

นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ไทย และ สปป.ลาว อยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน เพื่อเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวบริเวณจุดก่อสร้างโครงการฯ (Free Zone) เพื่อขนย้านอุปกรณ์ และเครื่องจักรต่างๆ ได้อย่างสะดวก หรือเป็นเขตแดนเดียวกัน โดยคาดว่า จะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติได้ภายใน มี.ค. 2565

รายงานข่าวจาก ทล. ระบุว่า โครงการสะพานมิตรภาพไทย–สปป.ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) มีระยะทาง 16.18 กิโลเมตร (กม.) แบ่งเป็น ถนนฝั่งไทยยาว 13 กม. และถนนฝั่งลาวยาว 3.18 กม. แนวเส้นทางเริ่มต้นที่ฝั่งไทย ช่วงจุดตัดทางหลวงหมายเลข222 บนพื้นที่ ต.วิศิษฐ์ ต.ไดสี และ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ

จากนั้นมุ่งไปทางทิศตะวันตกเลี้ยวขวาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตัดกับทางหลวงชนบทหมายเลข บก. 3217 ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านหนองนาแซง มุ่งหน้าไปยังทิศทางเดิมและตัดกับทางหลวงชนบทหมายเลข บก.3013 เลี้ยวขวาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านพรมแดนฝั่งไทย และยกข้ามทางหลวง หมายเลข 212 ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำโขง 200 เมตร

โดยจะข้ามแม่น้ำโขงผ่านจุดสลับทิศทาง จราจร และด่านพรมแดนฝั่ง สปป.ลาวสิ้นสุดโครงการที่ทางหลวงหมายเลข 13 ลักษณะโครงการเป็นรูปแบบทางหลวง ถนนขนาด 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง2.50 เมตร ในเขตทาง 60 เมตร

ส่วนรูปแบบสะพานข้ามแม่นํ้าโขงนั้น เป็นแบบสะพานคานขึงคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด2 ช่อง มีไหล่ทางและทางเท้า ความยาวช่วงข้ามแม่นํ้าโขง 810 เมตรและทางลาดขึ้นลงสะพานทั้งสองฝั่งรวมความยาวสะพานทั้งหมด 1,350 เมตร มีด่านควบคุม อยู่ทั้ง 2 ฝั่งประเทศ และมีจุดสลับทิศทางจราจรอยู่ในฝั่ง สปป.ลาว

สำหรับสะพานมิตรภาพไทย–สปป.ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) ถือเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าแห่งใหม่ที่สะดวกสบาย กระตุ้นภาคเศรษฐกิจและสังคม สนับสนุนระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทย และ สปป.ลาว ลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ จ.บึงกาฬ และเสริมสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และ สปป.ลาว

นอกจากนี้ ยังมีมีความโดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ ซึ่งมีรูปแบบของโครงสร้างประยุกต์ โดยนำเสาหลักของสะพาน (Pylon) มาประยุกต์ ระหว่างสัจจะด้านโครงสร้าง และ “แคน” เครื่องดนตรีท้องถิ่นของลุ่มแม่น้ำโขง ที่แสดงถึงวัฒนธรรมของประเทศไทย และ สปป.ลาว สื่อถึงความสนุก รื่นเริง เป็นมิตร ความคุ้นเคย และความเป็นกันเอง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘กรมทางหลวง’เล็งเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาที่พักริมทางศรีราชา - บางละมุง มอเตอร์เวย์สาย 7

‘กรมทางหลวง’เตรียมเปิดรับฟังความเห็นเอกชน ร่วมลงทุนพัฒนาและบริหาร 2 ที่พักริมทาง ‘ศรีราชา & บางละมุง’บนมอเตอร์เวย์สาย 7 เล็งเปิดให้แสดงความเห็น 2 ช่องทาง 6 ก.พ.นี้ ลุยยกระดับการบริการและอำนวยความสะดวกผู้ใช้ทาง

คมนาคม-ครม. เคาะลงนาม บีอีเอ็ม ลุย ‘สายสีส้ม’ สิ้นเดือนม.ค.

รฟม.เผยคืบหน้าร่างสัญญาสายสีส้ม 1.4 แสนล้านอัยการสูงสุดไฟเขียว จับตาเสนอบอร์ดสิ้นเดือน ม.ค.นี้ ด้านบอร์ดกำชับเร่งจัดหาขบวนรถให้เร็วที่สุด หวั่นกระทบให้บริการประชาชน หลังงานก่อสร้างส่วนตะวันออกใกล้แล้วเสร็จ

เช้านี้ประชาชนเดินทางเข้ากรุงเทพ แห่ใช้มอเตอร์เวย์ ‘ปากช่อง-ขามทะเลสอ’ พุ่ง 2.9 หมื่นคัน

‘กรมทางหลวง’ เปิดข้อมูลเดินทางรถเข้า-ออกกรุงเทพฯ ใน12 เส้นทาง ประชาชนทยอยกลับเข้าเมืองกรุง พบการจราจรหนาแน่น ชะลอตัวในบางช่วงส่วนมอเตอร์เวย์ ช่วงปากช่อง-ขามทะเลสอ แห่ใช้พุ่งกว่า 2.9 หมื่นคัน

"ศักดิ์สยาม"ห่วงใยประชาชน กำชับกรมทางหลวงเตรียมพร้อมบุคลากรและอุปกรณ์ตลอด 24 ชั่วโมงดูแลประชาชน อำนวยความสะดวกปลอดภัยรองรับการเดินทางกลับหลังวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 โ

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีความห่วงใยประชาชนที่ได้เริ่มทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครในระหว่างวันที่ 1 – 4 มกราคม 2566

วิ่งฉิว ทางหลวง ขยายถนนแยก ’อินทร์บุรี–บ.หนองบัวทอง ’เชื่อมสิงห์บุรี-นครสวรรค์

กรมทางหลวง’ปูพรมขยาย 4 เลน ทล.11 แยกอินทร์บุรี–บ.หนองบัวทอง 28 กม.เสร็จแล้วเชื่อมเดินทางสิงห์บุรี-นครสวรรค์ สนับสนุนโครงข่ายเส้นทางการค้าของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

อ่านเลย ‘กรมทางหลวง’ แนะเส้นทางสะดวกเดินทางปีใหม่

‘กรมทางหลวง’ แนะนำเส้นทางเลือกจากกรุงเทพฯสู่ภูมิภาคต่างๆ ช่วงเทศกาลปีใหม่66 เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง พร้อมรณรงค์ “ขับไม่ดื่มดื่มไม่ขับ”