
นายกฯ เปิดงาน “ฮักบั้งไฟพุเตย 2569” ชื่นชมพลังชุมชนสืบสานวัฒนธรรม หนุนต่อยอดท่องเที่ยว–ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น
17 พฤษภาคม 2569 – เวลา 19.30 น. ที่สำนักงานเทศบาลตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “ประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย ประจำปี 2569” โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก
เมื่อเดินทางถึงบริเวณพิธี นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
จากนั้นนายกรัฐมนตรีรับชมการแสดงต้อนรับจากนางรำจำนวน 16 ขบวน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและงดงามตามประเพณีท้องถิ่น พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดในกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การประกวดผู้ถือป้าย การประกวดการละเล่นพื้นบ้าน (วิถีไทย) การประกวดขบวนรถบั้งไฟ การประกวดขบวนรำ และการประกวดขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ประจำปี 2569
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นสู่แท่นรับรางวัล เพื่อมอบแก่ผู้ชนะเลิศการประกวดขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ประจำปี 2569 ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลพุเตย
จากนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานว่า ชื่นชมการสืบสานประเพณีที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 25 ปี สะท้อนพลังความร่วมมือ ความอบอุ่น และความภาคภูมิใจของคนในชุมชนที่ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่าไว้ได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมแสดงความยินดีกับทุกทีมที่ได้รับรางวัลการประกวดขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม รวมถึงทีมที่ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของชาวพุเตยและชาวเพชรบูรณ์ ซึ่งทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญในการร่วมกันสืบสานและรักษาประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นไว้ให้คงอยู่ต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดทำขบวนบั้งไฟแต่ละขบวนสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ ความสามัคคี และแรงสนับสนุนจากคนในชุมชน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้งานประเพณีฮักบั้งไฟพุเตยยังคงมีเอกลักษณ์และได้รับความสนใจเช่นทุกวันนี้ โดยสิ่งเหล่านี้คือ เสน่ห์ของประเทศไทย แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด แต่ความอบอุ่นของชุมชนและวัฒนธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยน่าอยู่และมีเอกลักษณ์
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งช่วยเผยแพร่ของดีจังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งมะขามหวาน ไก่ย่างวิเชียรบุรี และสินค้า OTOP ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น สิ่งที่รัฐบาลอยากเห็น ไม่ใช่เพียงความสนุกสนานของงานประเพณีเท่านั้น แต่ยังต้องการให้ประเพณีนี้ช่วยสร้างโอกาสและรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย เชื่อมั่นว่าฮักบั้งไฟพุเตยจะสามารถพัฒนาเป็นงานประเพณีสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ
ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีเปิดงานอย่างเป็นทางการด้วยการแตะลูกบอลไฮดรอลิกสีดำ ท่ามกลางเอฟเฟกต์แสง สี เสียง สร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานในบรรยากาศที่คึกคักและเป็นกันเองของประชาชนที่มาร่วมงานจำนวนมาก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ รุดดูจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ คาใจทำไมไม่แจ้งเตือนมีรถคร่อมอยู่
นายกฯ รุดดูจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ แสดงเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-ผู้บาดเจ็บ กำชับดูแลเยียวยาเต็มที่ เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต ย้ำชัดไม่ควรมียานพาหนะจอดคร่อมรางรถไฟ คาใจทำไมไม่แจ้งเตือนมีรถคร่อมอยู่
'อภิสิทธิ์' จัดหนัก! รัฐบาลเมินกม.ภาคปชช. ทิ้งกระทั่ง 'อสม.'
'อภิสิทธิ์"'จัดหนักกลางสภา อัดรัฐบาลเมินกฎหมายภาคประชาชน ช่วงเลือกตั้งบอกรัก อสม. พอได้เป็นกลับทิ้ง จี้เคารพมติประชาชนแก้ รธน. หวั่นตั้งต้นใหม่สร้างความขัดแย้งประเด็นละเอียดอ่อนอีกครั้ง
นายกฯ หวานใส่ 'กำนัน-ผญบ.' ไม่ช่วยรัฐบาลง่อยแน่ ด่านแรกที่พึ่งปชช.
นายกฯ ลั่นไม่มี 'กำนัน-ผญบ.‘ ช่วยขับเคลื่อนงานรัฐบาลง่อยแน่ ชี้ด่านแรกปชช.มีทุกข์ต้องพึ่งพิง ขอเป็นผู้อิทธิพลที่ดีช่วยปราบอันธพาล ชูสุภาษิต 'เตะหมาต้องดูเจ้าของ' อย่าให้ใครรังแกลูกบ้าน
นายกฯบุกภูเก็ตปราบมาเฟียรุกที่สาธารณะ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพื่อปฏิบัติราชการกำชับและติดตามการแก้ไขปัญหาบุกรุกชายหาดสาธารณะ
กัมพูชามั่ว! ไทยอย่ารั่วตาม 'ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ' ไม่จำเป็น
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ *กัมพูชามั่ว…ไทยอย่ารั่วตาม! โดยระบุว่า
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.

