อนุทิน-เอกนิติ ขาไม่สั่น ศาลรธน.ชี้ขาดพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

ก่อนถึงวันชี้ชะตา “พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท” ว่าจะได้ไปต่อหรือสะดุดลง?

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพฤหัสบดีนี้ 9 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. เพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 คน ลงมติวินิจฉัยคำร้องที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัย ว่า การที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติคณะรัฐมนตรี ออกพระราชกำหนดดังกล่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่

พบว่าท่าทีจากฝ่ายรัฐบาลยังแสดงออกถึงความมั่นใจว่า มติของศาล รธน.จะ “เป็นคุณ-ผลบวก” ต่อรัฐบาล คือ ศาล รธน.จะวินิจฉัยว่า การออกพระราชกำหนดดังกล่าว ไม่ขัด รธน.มาตรา 172 เพราะเป็นการออกพระราชกำหนดในช่วงที่เกิดสงครามการสู้รบระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่สร้างผลกระทบกับคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย จนประชาชนเดือดร้อนจากปัญหาค่าครองชีพกันถ้วนหน้า ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อมาช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนเพื่อนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ซึ่งหากผลออกมาเป็นคุณกับรัฐบาล ก็จะทำให้รัฐบาลจะได้เดินหน้าตามกระบวนการต่อไป ที่ก็คือ ทางสภาฯ จะพิจารณา พ.ร.ก.ดังกล่าว หลังรัฐบาลส่ง พ.ร.ก.ไปแล้วแต่สภาฯ ได้ระงับการพิจารณาไว้ก่อน หลังศาล รธน.รับคำร้องไว้วินิจฉัย ที่ก็คงต้องรอไปหลังสภาฯ กลับมาเปิดอีกครั้งในการประชุมสภาฯ สมัยหน้า เพราะสภาฯ จะปิดสมัยประชุม 11 ก.ค.

แต่ฝ่ายค้านในฐานะ “ผู้ร้อง” ก็แสดงออกถึงความมั่นใจเช่นกันว่า คำร้องคดีนี้ ฝ่ายค้านจะกุมชัยเหนือรัฐบาล เพราะเชื่อว่า ศาล รธน.น่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว ออกมาไม่เข้าข่าย “เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” โดยเฉพาะกับเงินกู้สองแสนล้านบาทในส่วนที่สองที่เป็นเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงาน เพราะเป็นเรื่องระยะยาว ที่สามารถใช้กลไกงบประมาณปกติได้ ไม่จำเป็นต้องออกพระราชกำหนดเงินกู้

อย่างที่ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นหนึ่งในแกนนำพรรค ปชป.ที่เดินเครื่องให้มีการส่งคำร้องไปยังศาล รธน.” ระบุไว้ในช่วงนับถอยหลังก่อนถึงวันที่ 9 ก.ค. โดยย้ำว่า

“ฝ่ายค้าน มั่นใจมากในคำร้องคดีนี้เพราะการออกพระราชกำหนดดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลแถลงมาตลอดก็ไปในทิศทางที่ดี ทั้งการจัดเก็บภาษีที่เป็นไปตามเป้า มีการปรับตัวเลขประมาณการความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังบอกด้วยว่าจะเติบโตได้มากกว่าเดิมอีก แสดงให้เห็นว่ามันไม่มีผลกระทบอะไรต่อเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปออกพระราชกำหนด”

ขณะที่แกนนำฝ่ายรัฐบาลที่รับผิดชอบโดยตรงกับการออกพระราชกำหนด “ขุนคลัง-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง” แสดงท่าทีเรื่องนี้ไว้แบบรัดกุม โดยออกตัวว่า คำวินิจฉัยของศาล รธน.ที่จะออกมา

 “ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือ พยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก เรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น”

ส่วนเรื่อง “แผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาลอาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาล” ทาง “ขุนคลัง-เอกนิติ” ถูกสื่อถามเรื่องนี้สองครั้ง แต่ “รมว.คลัง” เต้นฟุตเวิร์กตอบไม่ตรงคำถาม เหมือนมั่นใจลึกๆ ว่า ยกนี้ชนะแน่ จึงไม่ต้องเตรียมแผนสำรองใดๆ ไว้ เลยตอบแบบรัดกุมว่า “ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน”

ทิศทางคำตัดสินคดีนี้ มีการวิเคราะห์ไว้ว่า มีด้วยกันสามแนวทาง คือ หนึ่ง ศาล รธน.วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดดังกล่าว ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 สอง พระราชกำหนดดังกล่าว ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 สาม วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดดังกล่าว ขัดรัฐธรรมนูญบางส่วน ที่ก็คือ ในส่วนของเงินกู้สองแสนล้านบาทในส่วนหลังที่จะนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ที่ศาล รธน.อาจเห็นว่า ไม่เข้าข่ายเป็นการกู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการวินิจฉัยคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการออกพระราชกำหนด บัญญัติไว้ในสองวรรคสุดท้ายว่า

“ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172วรรคหนึ่งให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”

ดังนั้น มติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 9 คน หากจะวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 จะต้องได้เสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 6 คน ต้องลงมติเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายค้านต้องลุ้นหนัก หากจะให้ศาล รธน.วินิจฉัยออกมาว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัด รธน.มาตรา 172 เพราะมติที่จะออกมาต้องเป็นอย่างเช่น 6 ต่อ 3, 7 ต่อ 2, 8 ต่อ 1 หรือไม่ก็ 9 ต่อ 0 ไปเลย ฝ่ายค้านถึงจะเป็นฝ่ายชนะในคำร้องคดีนี้ ส่วนผลจะออกมาแบบไหน รอติดตามกันพฤหัสฯ นี้ 9 ก.ค.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ เซ็นตั้งคกก.ตรวจสอบทุจริตท้องถิ่น มอบ 'ปกรณ์' นั่งประธาน ให้รายงานทุก 10 วัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอย่างละเอียด รอบคอบ และปราศจากข้อกังขา โ

'อนุทิน' ตั้งทีมคลองหลอด พาไทยเข้า OECD

"นายกฯ อนุทิน" ตั้งทีมมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพกลไกทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และพัฒนามาตรฐานระบบราชการสู่สากล

กู้ภาพประเทศ ยึด Zero Trust ยกระดับมาตรการท่าอากาศยาน

โฆษกรบ. แจงนโยบายปราบยาเสพติด ยกระดับการทำงานต่อเนื่องทั้งการจับกุม ป้องกัน บำบัด ยึด Zero Trust ยกระดับมาตรการท่าอากาศยานและความปลอดภัย