คำร้องคดี บัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้วินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจใช้สืบค้นย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 18 มี.ค. ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย
คดีดังกล่าวมาถึงจุดไคลแมกซ์สำคัญ เพราะกลางสัปดาห์นี้ พุธที่ 26 ส.ค. ตั้งแต่ 10.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญเปิดห้องพิจารณาคดีเพื่อไต่สวนคำร้องคดีดังกล่าว หลังใช้เวลาในการพิจารณาสำนวนคดีมาร่วม 5 เดือนเศษ โดยมีการเรียกพยานมาไต่สวนให้ถ้อยคำรวม 5 ปาก ได้แก่
-แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
-นิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพ์ชำนาญการ สำนักงาน กกต.
-วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.
และพยาน 2 คนจากบริษัทเอกชนที่รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง คือ
ภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS ที่ได้งานพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 56.1 ล้านใบ ในราคา 67.32 ล้านบาท ซึ่งมีการพิมพ์คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีเขียว โดยบริษัทดังกล่าวประกอบธุรกิจ Security Printing ครบวงจรรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ มีชื่อเสียงด้านการพิมพ์ระบบดิจิทัล โดยเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ โดยมี สุพันธุ์ มงคลสุธี อดีตประธานสภาอุตสาหกรรม 3 สมัย-อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
นอกจากนี้ ศาล รธน.ยังได้เรียก กัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด ที่ได้งานจากสำนักงาน กกต.ในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ใช้บัตรสีชมพู และมีการพิมพ์บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง โดยบริษัทได้รับการว่าจ้างจากสำนักงาน กกต.ให้จัดพิมพ์ 56.1 ล้านใบ ในราคา 81.345 ล้านบาท
สำหรับบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด ถือเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของยุทธจักรการพิมพ์ เป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีที่ป้องกันการปลอมแปลงเอกสารมาใช้ในกระบวนการพิมพ์ จึงได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการให้บริการสิ่งพิมพ์ เช่น สลากกินแบ่ง, แสตมป์, บัตรแสดงตัวตน, บัตรสมาร์ทการ์ดต่างๆ เป็นต้น
และล่าสุด ผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีการพิจารณาคำร้องดังกล่าวอีกครั้ง โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเตรียมการไต่สวนพุธที่ 26 ส.ค.ตามที่นัดไว้เดิม และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ที่ก็คือ ที่ประชุมตุลาการศาล รธน.ให้เลขาธิการสำนักงานศาล รธน.ดำเนินการเตรียมข้อมูลในเชิงวิชาการ-ข้อมูลสนับสนุนการไต่สวนคดี มาให้ตุลาการศาล รธน.เพื่อเตรียมไต่สวนคดีวันพุธนี้ รวมถึงเพื่อสนับสนุนข้อมูลในการลงมติวินิจฉัยคำร้องคดี ซึ่งฝ่ายเลขาธิการศาล รธน.ก็ต้องให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่ปรึกษาศาล รธน.ด้านวิชาการ-ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี โดยเฉพาะการมอบหมายให้สำนักคดีของศาล รธน.ที่มีด้วยกันหลายสำนัก ไปเตรียมข้อมูลมาสนับสนุนการวินิจฉัยคดีของตุลาการศาล รธน.
น่าเสียดายที่ตุลาการศาล รธน.จะทำการ ไต่สวนคดีแบบปิด ไม่ให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในห้องพิจารณาคดีออกมาสู่ภายนอก และไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าห้องพิจารณาคดี ซึ่งรวมถึงสื่อมวลชนด้วย
ทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ รวมถึงไม่สามารถติดตามประเด็น-เนื้อหาในห้องไต่สวนคดีมารายงานได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะประเด็นคำถามที่ตุลาการศาล รธน.มีการซักถามพยานทั้ง 5 ปากว่า ตุลาการศาล รธน.ซักถามประเด็นใดบ้าง ภาพรวมส่วนใหญ่ตุลาการศาล รธน.ติดใจประเด็นใดเป็นหลักในเรื่องการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด
ซึ่งการที่สื่อได้เห็นภาพรวมการซักถามของตุลาการศาล รธน.จะมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้พอเห็นทิศทางคดีได้ว่า ตุลาการศาล รธน.ติดใจสงสัยประเด็นอะไร-ให้ความสำคัญ เทน้ำหนักในการซักถามพยานประเด็นใดมากที่สุด และเมื่อถามแล้ว พยานให้ถ้อยคำ ตอบคำถามชี้แจงข้อสงสัยของตุลาการศาล รธน.อย่างไร สามารถตอบได้เคลียร์หรือไม่ เป็นต้น
หากสื่อได้เห็นภาพดังกล่าวทั้งหมดในห้องพิจารณาคดี จะทำให้สามารถประเมินทิศทางคดีได้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อเป็นการไต่สวนลับ ก็ทำให้การประเมินทิศทางคดี-ผลคำวินิจฉัยคดี เลยอาจพร่าเลือนไปได้
และหลังการไต่สวนคดีเสร็จสิ้น ที่คาดว่าคงเสร็จไม่เกินบ่าย ตุลาการศาล รธน.จะประกาศวันนัดประชุมตุลาการศาล รธน.เพื่อลงมติคำร้องคดีบัตรเลือกตั้ง กลางห้องพิจารณาคดีในวันพุธที่ 26 ส.ค.ทันที
ที่โดยปกติ หลังการไต่สวนคดีในห้องพิจารณาคดีเสร็จสิ้นลง การนัดประชุมตุลาการศาล รธน.เพื่อลงมติและเขียนคำวินิจฉัยกลางในคดี จะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน
ทำให้คาดหมายได้ว่า คำร้องคดีบัตรเลือกตั้งจะนำไปสู่การทำให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ.เป็นโมฆะหรือไม่ กกต.ต้องจัดให้มีการออกเสียงกันใหม่หรือไม่ หรือสุดท้าย ศาล รธน.จะยกคำร้อง โดยตัดสินว่าเลือกตั้ง 8 ก.พ.ไม่เป็นโมฆะ สภาฯ และรัฐบาลยังคงเดินหน้าทำงานของตัวเองได้ตามปกติ ผลจะออกมาแบบไหน จะรู้กันภายในไม่เกินเดือนกันยายนนี้
ก่อนหน้านี้ ผู้สันทัดกรณี-นักวิเคราะห์การเมืองพากันวิเคราะห์ผลคดีออกมาเป็นหลายสูตรในลักษณะคาดการณ์ว่าแนวโน้มศาล รธน.จะวินิจฉัยอย่างไร ที่ก็มี อาทิ
-ยกคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งยังเป็นความลับ โดยไม่ได้มีความเห็นประกอบเพิ่มเติม
-ยกคำร้อง แต่มีความเห็นศาล รธน.ประกอบในคำวินิจฉัยกลาง ในลักษณะมีข้อเสนอแนะต่อ กกต.บางอย่างต่อการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.ในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก
-มีคำวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้งทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ที่มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ผลที่ตามมาคือ กกต.ต้องไปจัดให้มีการลงคะแนนเสียงใหม่
-มีคำวินิจฉัยว่า ให้จัดการลงคะแนนเสียงกันใหม่ เฉพาะการเลือกแบบบัญชีรายชื่อ แต่ระบบเขตไม่ต้อง เพราะบัตรเลือกตั้งระบบเขตที่ใช้คิวอาร์โค้ด มีระบบป้องกันที่ดีกว่าบัตรปาร์ตี้ลิสต์ที่ใช้บาร์โค้ด อย่างไรก็ตาม สูตรนี้หลายส่วนแย้งว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ หากจะโมฆะก็ต้องโมฆะทั้ง 2 ระบบ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีมุมวิเคราะห์บางอย่างน่าสนใจว่า การที่ตุลาการศาล รธน.เรียกพยานทั้ง 5 ปากมาไต่สวน โดยเป็นฝ่ายสำนักงาน กกต. 3 คน และจากบริษัทที่ได้งานพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 2 บริษัท มาไต่สวน โดยไม่มีการเรียกตัวแทนจากผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะผู้ร้อง หรือฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ว่าบัตรเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ก็พบว่าศาล รธน.ไม่ได้เรียกให้มาไต่สวน
จุดนี้ผู้สันทัดกรณีจึงชี้ว่า ทำให้พอจะถอดรหัส-ประเมินทิศทางคดีได้ไม่ใช่น้อยว่า แนวโน้มคดีจะออกมาแบบไหน แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ กันยายนมีฉากการเมืองให้ต้องลุ้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ซักฟอก18รมต.สีน้ำเงิน-ระบอบน.หนูกินรวบ ทำลายความเชื่อมั่น รอการเปลี่ยนแปลง
รุนแรง ดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ สำหรับญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน
ซักฟอก 'ระบอบ น.หนู' กินรวบ ใช้สภาเปิดแผล หวังผลนอกสภา
มีความชัดเจนแล้วสำหรับการเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร
จับตาไทยผงาดเวที‘IMF-WB’ คว้าโอกาส‘ศักยภาพ-ดึงทุนโลก’
ประเทศไทยเตรียมผงาดสู่สายตานานาชาติอีกครั้ง ในการหวนกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี “สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในรอบ 35 ปี หลังไทยเคยจัดการประชุมมาแล้วเมื่อปี 2534 ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน
แนวร่วม-แนวรบ เขย่า"ภาษีบาป" จากปุระชัย ถึงอนุทิน
ยังมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย-พรรคภูมิใจไทย-รัฐบาลสีน้ำเงิน รุกคืบ
น้ำเหนือ-น้ำฝนระลอกใหม่ รับมือวิกฤตไม่ซ้ำรอยเดิม?
แม้น้ำใน กทม.หลายพื้นที่จะเริ่มแห้ง และหลายพื้นที่ในเมืองกรุงที่สาหัสก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง จะคลี่คลายขึ้น หากแต่ภารกิจรับมือ ‘น้ำท่วม’ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ยังไม่จบ
เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ
แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป

