'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย

การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์

“การข่าว”ยังคงพบ “การมีอยู่”ของ “ขบวนการบีอาร์เอ็น” ซึ่งมีโครงสร้างตั้งแต่ระดับแกนนำ จนถึงแนวร่วม โดยมีขบวนการนอกกฎหมายและ กลุ่มต่างๆ จากหลายภาคส่วน ที่เกาะเกี่ยวปรากฎการณ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  

สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญในปีนี้ คือ ขบวนการเริ่มปรับยุทธวิธีต่างๆจนเข้าที่ หลังจากจบ 2 ทศวรรษแห่งการต่อสู่ไปเมื่อปี 2567

เหตุการณ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต  5 นาย เป็นการส่งสัญญาณว่า ผู้ก่อความรุนแรงจะปฏิบัติการเมื่อทุกอย่างพร้อม ประกอบกับเป้าหมาย”การ์ดตก” 

จนถึงวันนี้ทางการยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ แต่ด้านการข่าวพบว่า มีการแบ่งกันทำงานเป็น  2 กลุ่ม  คือ “กลุ่มทหารบ้าน”กับ“กลุ่มทหารหลัก”  รวม 36 คน

“ทหารบ้าน”จะชี้เป้า จัดการเส้นทางหลบหนี  จัดหาอาวุธ   ส่วน “ทหารหลัก”เข้าโจมตี และต้องหลบหนีการจับกุมให้ได้  โดยมีรายงานว่า “ชุดเข้ายิง” กระจายการหลบหนีออกเป็นสองทาง โดยเข้าไปฝังตัวในป่า บริเวณเทือกเขา “ตะเว- เมาะแต”

เมื่อย้อนดูจากเบาะแสเรื่องของอาวุธของผู้ก่อเหตุ จะเห็นว่าปืนที่ใช้ ไม่ได้ปล้นมาจากทางการ  แต่เป็นปืนนอกบัญชีรัฐ  มีการวิเคราะห์ว่าอาจจัดหามาจากกลุ่ม “ค้าอาวุธเถื่อน

เพราะ “ขบวนการ” มี “ท่อน้ำเลี้ยง”เป็นเงินบริจาของสมาชิก  5 วิธีการ  มีเม็ดเงินนับพันล้านต่อปี สามารถจัดหาอาวุธเสริมกองกำลังฯ ตัวเองได้

เมื่อลงลึกไปที่กำลังพลฝ่ายทหาร ซึ่งเป็น“ทหารหลัก” ของบีอาร์เอ็น  มีจำนวนประมาณ 1,800 คน ส่วนทหารบ้านที่กระจัดกระจายอยู่ตามชุมชนและหมู่บ้าน จัดตั้งไว้หมู่บ้านละ 2คน

ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชนที่ได้รับการปลูกฝังกระตุ้นความเป็นนักรบ โดยใช้ชุดข้อมูลประวัติศาสตร์ร่วมสมัย  ในปัจจุบันเป็นการเชิดชูวีรกรรมของ “มะรอโซ จันทรวดี“ ซึ่งเสียชีวิตจากการเข้าโจมตีฐาน“ยือรอ” ต่างจากชุดข้อมูลเดิมที่จะปลุกระดมจากเหตุการณ์ “กรือเซะ-ตากใบ”

ส่วนโครงสร้างระดับบริหารที่เรียกว่า ”สภาซูรอ”ได้มีการเปลี่ยนประธานใหม่  เพื่อทำงานแทนคนเดิมที่อายุเกือบ 80 ปี เพียงแต่ปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งเป็นทางการเท่านั้น  ในขณะที่แกนนำคนอื่นที่เข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพก็จะหลุดจากโครงสร้าง “องค์กรลับ” ไปเพราะ “เสียลับ”

มีรายงานว่า ผู้นำสูงสุดของ “บีอาร์เอ็น” ที่ทำหน้าที่รักษาการ คุมสภาพทั้งหมดก็คือ “นิเซะ นิมะ”เคยเป็นกองกำลังทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่เมื่อปี2547  เป็นสายแข็งขององค์กรเยาวชน สถานะปัจจุบันหนีประกันฯ คดีความมั่นคง เข้าไปพำนักอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน

แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงยุทธวิธีของผู้ก่อความรุนแรงในรอบ 20 ปีว่า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม รวมถึงการฝึกก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายในแต่ละปีแตกต่างกัน

ปีนี้พุ่งเป้าไปที่การดิสเครดิตกองกำลังของรัฐ แบ่งการปฏิบัติตามแผนเป็นช่วงห้วงเดือน ส่วนการทดแทน หรือการเปลี่ยนกำลังพลของบีอาร์เอ็นเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยใช้วิธีการบ่มเพาะ สร้างความแตกแยกในสังคม มีการสร้างข้อมูลในโซเชียลมีเดียมากขึ้น หวังสร้างกระแสให้พื้นที่เห็นด้วยกับการกระทำของขบวนการ และต้องถือว่าไอโอของบีอาร์เอ็นทำได้ดีมาก มุ่งไปที่การชี้นำสื่อของรัฐด้วย” แหล่งข่าวระบุ

สำหรับการคัดเลือกเหล่านักรบเข้าเป็น “ฝ่ายทหาร” จะดูจากคุณลักษณะทั้งภายในและภายนอก มุ่งเน้นไปที่จิตใต้สำนึกแห่งการ “รุกรบ”ของเยาวชนในสถาบันการศึกษาเป็นตัวเร่ง   ซึ่งจุดอ่อนของเยาวชนรุ่นนี้  คือ การรุกรบนั้นจะอยู่ไม่นาน มีความหวือหวา เมื่อพ้นจากระบบการศึกษา ก็จะผละออกจากขบวนการ  ยกเว้นคนที่ก่อเหตุ และมีหมายจับ ซึ่งไม่สามารถกลับเข้าสู่สังคมได้ เลยต้องหวนเข้าสู่ขบวนการโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม ”ข่าวกรอง”ของรัฐที่ได้มาทั้งจากการซักถามจากสมาชิกของ “ขบวนการ” รวมไปถึง “เซลล์”ของหน่วยข่าวที่่ฝังตัวอยู่ ยังคงยืนยันหนักแน่นว่า “จุดมุ่งหมาย” ของขบวนการยังไม่หายไปไหน  มีการส่งมอบภารกิจจากรุ่นสู่รุ่น

 แกนนำคนสำคัญถึงประกาศวาทะในทำนองว่า “แม้ภารกิจในการนำไปสู่เป้าหมายไม่สำเร็จ ในยุคของตนเอง แต่ขอสร้างหน้าประวัติศาสตร์ไว้ให้ขบวนการเพื่อสานต่อไป “

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาครัฐก็มีการปรับโครงสร้างการ “ดับไฟใต้”ใหม่ โดยรัฐบาลมีการตั้งคณะผู้แทนพิเศษฯ ซึ่งมี   “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะ ให้น้ำหนักในการสร้างสันติสุขและสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดึง “มาเลเซีย” เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

ในระดับหน่วยอำนวยการ รับภารกิจรักษาความสงบฯ ยังเป็น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) โดยมี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า บูรณาการในพื้นที่

ที่ผ่านมา ถูกโจมตีในเรื่องการใช้งบประมาณ รวมถึงผลสัมฤทธิ์ของงานการแก้ไขปัญหายังไม่เป็นที่น่าพอใจ  ปัจจัยหนึ่ง คือเรื่องความคาดหวังของสังคม และการกำหนดห้วงเวลาในการแก้ไขปัญหาด้วยการตีกรอบด้วยระยะเวลา ตามแผนยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ที่จะจบในปี 2570   และ ต้องเตรียมส่งคืนพื้นที่ให้ฝ่ายปกครองและพลเรือนในการดูแลพื้นที่

ทุกอย่างดูเหมือนสวนทางกับการกลับมาของ “บีอาร์เอ็น”ในเจนเนอเรชั่นใหม่ และมีการปรับขบวนในยุทธวิธีเพื่อริดลอนกำลังของรัฐ ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่ฝ่าย “กองทัพ” ยังตระหนักต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การผ่องถ่ายไปสู่กำลังประจำถิ่นจึงทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับการเสริมเขี้ยวเล็บให้ อส.  และส่งกำลังจากส่วนกลางเข้าทำหน้าที่ ฉก.นราธิวาส จำนวน 1 กองพัน

ส่วน“กองกำลังทหารพราน” ที่กระจายอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีส่วนสำคัญ  ยังต้องหมุนเวียนทหารจากกองทัพภาคอื่นลงไป

และเมื่อประกอบกับช่วงของการจัดทำ“ โผโยกย้ายนายทหาร”  จึงคาดการณ์กันว่า พล.อ พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ รอง ผอ.รมน.  อาจตัดสินใจเปลี่ยน พล.ท. นรธิป โพยนอก  แม่ทัพภาคที่4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แต่ในที่สุด ก็ยังไม่มีสัญญาณแน่ชัดในการ“ เปลี่ยนม้ากลางศึก

แต่ที่แน่ชัด คือ การปรับแผน และ มาตรการ ในการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองกำลังภาครัฐ ทั้ง “ ทหารดำ- ทหารเขียว- นาวิกโยธิน- อาสาสมัครรักษาดินแดน” ที่เป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตี

ในส่วนของ  พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.ก็มีแนวโน้มอาจต้องขยับออกจากเก้าอี้เสนาธิการทหารบก  จึงต้องหาคนที่มีศํกยภาพรอบด้านเข้ามาทำหน้าที่แทน

ท่ามกลางการปรับทัพครั้งใหญ่ กอ.รมน.ยังเจอกับแรงกดดันจากภาคการเมืองพุ่งเป้า “เปิดแผล”หลายเรื่อง ประกอบกับ“งบประมาณ”ถูกตัดออกไป ทำให้แนวทางในการวางกำลังคนในพื้นที่มีข้อจำกัด และอาจส่งผลให้ต้องชะลอการบรรจุกำลังพลทดแทน ในส่วนของ อาสาสมัครทหารพราน (อส. ทพ.) ที่เป็นกำลังหลักในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่

เพราะต้องยอมรับว่าแม้ศักยภาพของ“กกล. ภาครัฐ”จะเหนือกว่าผู้ก่อความรุนแรง แต่ก็ต้องอยู่ในฐานะของ “ ผู้รับมือ” ส่วน “ บีอาร์เอ็น” คือผู้ที่จ้องก่อเหตุ ด้วยการค้นหาเป้าหมาย

ผลสุดท้ายความเสี่ยงก็อยู่ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ต้องรักษาพื้นที่ปลอดภัยอยู่ดี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?

คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน

อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี

วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง

สางปม'โกง-ขายชาติ'ลดเงื่อนไข บริหารสมดุลเครือข่าย'สีน้ำเงิน'

ไม่รู้ว่ามีแรงฮึดจากไหน สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวกลางวงข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในประเด็นร้อนที่เกี่ยวพันกับข้อกล่าวหาเรื่อง ทุจริต-โกงชาติ

'น้ำเงิน'พลิกเกมเอาคืน สวนหมัด'ส้ม'ปมฮั้วสว.

แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติสั่งฟ้องคดี ฮั้วเลือก สว. จำนวน 77 ราย ซึ่งรวมถึง 26 สว.สายสีน้ำเงินที่เป็นแกนนำและประธาน กมธ.สำคัญ เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา 

“ฟริเกต”เขย่าความเชื่อมั่นทัพน้ำ โจทย์หิน“ผบ.ทร.”คนใหม่

ในวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย.นี้ จะครบ 7 วันทำการ ที่กองทัพเรือ (ทร.) กำหนดให้บริษัทเอกชนต่อเรือฟริเกตตามงบประมาณ 2569 ที่ไม่ผ่านการคัดเลือกอุทธรณ์เข้ามา และในวันที่ 18 ก.ย.นี้ จะเปิดแถลงถึงเหตุผลในการเลือกบริษัท “ฮันวา โอเชียน”

ศึกใน7เสือฉีกหน้าฝ่ายค้าน สังคมรุมขยี้มติกกต.

หลังจากเสร็จการลงมติ กกต.ในคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ใช้เวลาดองเค็มข้ามปี พร้อมคำตัดสินจากผู้ถูกร้องระดับมหากาพย์ 427 ราย