การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนเป็น “วัฏจักร” ความรุนแรงที่มีขึ้นมีลงตามเหตุปัจจัยในแต่ละช่วงเวลา
แต่สิ่งหนึ่งที่ “การข่าว” ยังคงย้ำเสมอก็คือ การมีอยู่ ของ ขบวนการบีอาร์เอ็น ที่มีจุดมุ่งหมายในการแบ่งแยกดินแดน โดยปัจจัยของการก่อเหตุจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในภาพรวมของเราในทุกด้าน รวมถึงความพร้อมจากการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างของขบวนการเองด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งสัญญาณว่าขบวนการเริ่มปรับยุทธวิธีต่างๆ จนเข้าที่เข้าทาง คือเหตุการณ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย จนทำให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบกออกมาประกาศวาทะคำว่า “ไล่ล่า” เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของกำลังพล
ณ วันนี้ทางการยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ แต่ทางด้านการข่าวพบข้อมูลว่ามี 2 กลุ่มของขบวนการ ที่แบ่งเป็น ทหารบ้าน กับ ทหารหลัก ร่วม 36 คน ได้แบ่งภารกิจเข้าทำ
กล่าวคือ “ทหารบ้าน” จะดูลาดเลา ชี้เป้า ส่งกำลังบำรุง แต่ “ทหารหลัก” จะใช้อาวุธสงครามเข้าปฏิบัติการจนหลบหนี ในปัจจุบันพบว่ามีการหนี กระจายออกเป็นสองทาง คือ ตะเว-เมาะแต
จากเบาะแสเรื่องของอาวุธ จะเห็นว่าปืนที่ใช้ก่อเหตุอาจไม่ใช่ที่ปล้นมาจากทางการอีกต่อไป มีการวิเคราะห์ว่า ขบวนการ จัดหาของมาจากกลุ่ม ค้าอาวุธเถื่อน ที่ ท่อน้ำเลี้ยง ยังมีเงินเข้าไม่ขาดสาย จากการเรี่ยไรบริจาค 5 วิธีการ
ในปัจจุบันพบว่าโครงสร้างของฝ่ายทหารของขบวนการหลักมีทั้งหมด 1,800 คน ส่วนทหารบ้านที่กระจัดกระจายอยู่ตามชุมชนและหมู่บ้าน จัดตั้งไว้ บ้านละ 2 คน เป้าหมายเป็นกลุ่มเยาวชนที่ได้รับการปลูกฝังกระตุ้นความเป็นนักรบ ใช้ชุดข้อมูลประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ซึ่งในปัจจุบันเป็นวีรกรรมของ มะรอโซ จันทรวดี ซึ่งเสียชีวิตจากการเข้าโจมตีฐาน“ยือลอ” ไม่ใช่ชุดข้อมูลปลุกระดมจากเหตุการณ์ “กรือเซะ-ตากใบ” เหมือนเดิม
ส่วนโครงสร้างการบริหารงานของ สภาซูรอ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะแกนนำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้อายุ 70 ถึง 80 ปี ร่วงโรยไปตามกาลเวลา จึงมีการส่งผ่านให้คนใหม่
ในอดีตใช้ศาสนาชี้นำเป็นหลัก แต่ปัจจุบันพุ่งเป้าไปที่คุณลักษณะของวัยรุ่น นั่นก็คือฮอร์โมนของเยาวชนจะเป็นตัวเร่งในการต่อสู้ แต่ก็มีลักษณะหวือหวาอยู่ไม่นาน เรียนจบก็เลิกไป ยกเว้นคนที่ก่อเหตุ และมีหมายจับ จะกลับเข้าสู่สังคมไม่ได้ เลยต้องเข้าสู่ขบวนการโดยปริยาย
แม้ยังไม่มีการแต่งตั้งประธานซูรอหรือผู้นำสูงสุด หรือผู้นำสูงสุดของ “บีอาร์เอ็น” แต่รักษาการที่ทำหน้าที่คุมสภาพทั้งหมดก็คือ นิเซะ นิมะ เคยเป็นกองกำลังทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่เมื่อปี 2547 เป็นสายแข็งขององค์กรเยาวชน ปัจจุบันหนีประกันฯ คดีความมั่นคงไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน
แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กล่าวถึงยุทธวิธีของผู้ก่อความรุนแรงในรอบ 20 ปีว่า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม รวมถึงการฝึกก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายในแต่ละปีแตกต่างกัน
“ปีนี้พุ่งเป้าไปที่การดิสเครดิตกองกำลังของรัฐ แบ่งการปฏิบัติตามแผนเป็นช่วงห้วงเดือน ส่วนการทดแทน หรือการเปลี่ยนกำลังพลของบีอาร์เอ็นเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยใช้วิธีการบ่มเพาะ สร้างความแตกแยกในสังคม มีการสร้างข้อมูลในโซเชียลมีเดียมากขึ้น หวังสร้างกระแสให้พื้นที่เห็นด้วยกับการกระทำของขบวนการ และต้องถือว่าไอโอของบีอาร์เอ็นทำได้ดีมาก มุ่งไปที่การชี้นำสื่อของรัฐด้วย” แหล่งข่าวระบุ
เมื่อ ข่าวกรอง ที่ได้มาทั้งจากการซักถามจากสมาชิกของ “ขบวนการ” รวมไปถึง “เซลล์” ข่าวที่ฝังอยู่ ยังคงมีความหนักแน่นว่า จุดมุ่งหมาย ของขบวนการในการเดินไปสู้รัฐปาตานียังอยู่ โดยส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น
ถึงขนาดมีการกล่าวว่าแกนนำคนสำคัญประกาศวาทะในทำนองว่า “แม้ภารกิจในการนำไปสู่เป้าหมายไม่สำเร็จ แต่เขาจะสร้างหน้าประวัติศาสตร์ไว้ให้ขบวนการเพื่อสานต่อ”
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ถูกมองว่าจะมีการการปรับแผน และปรับคนชุดใหม่เข้ามา “ดับไฟใต้” แบบยกแผง
ประกอบกับช่วงนี้ตรงกับช่วงของการจัดทำ โผโยกย้าย พอดี จึงคาดการณ์กันว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรอง ผอ.รมน. อาจตัดสินใจเปลี่ยน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าในรอบนี้
แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณชัดในการ เปลี่ยนม้ากลางศึก ขยับ “บิ๊กยูร” ออกไป แล้วเปลี่ยนคนใหม่เข้ามา แต่จะใช้การปรับแผนและมาตรการในการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองกำลังภาครัฐ ทั้ง “ทหารดำ-ทหารเขียว-นาวิกโยธิน-อาสาสมัครรักษาดินแดน” ที่เป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตี
หรือแม้กระทั่ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ที่ลงพื้นที่ให้กำลังใจทหารพราน ไปค้างคืนที่ บก.กรมทหารพรานที่ 45 ก็มีแนวโน้มอาจต้องขยับออกจากเก้าอี้เสนาธิการทหารบก โดยมีแคนดิเดตจาก ตท.26 อีก 2 คน และ ตท.28 อีก 1 คน มีชื่อแคนดิเดตอยู่
ท่ามกลางการปรับทัพครั้งใหญ่ กอ.รมน.ยังเจอกับแรงกดดันจากภาคการเมืองพุ่งเป้า “เปิดแผล”หลายเรื่อง ประกอบกับ “งบประมาณ” ถูกตัดออกไป ทำให้แนวทางในการวางกำลังคนในพื้นที่มีข้อจำกัด และอาจส่งผลให้ต้องชะลอการบรรจุกำลังพลทดแทน ในส่วนของอาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) ที่เป็นกำลังหลักในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่
เพราะต้องยอมรับว่าแม้ศักยภาพของ “กกล. ภาครัฐ” จะเหนือกว่าผู้ก่อความรุนแรง แต่ก็ต้องอยู่ในฐานะของ “ผู้รับมือ” ส่วน “บีอาร์เอ็น” คือผู้ที่จ้องก่อเหตุ ด้วยการค้นหาเป้าหมาย
ผลสุดท้ายความเสี่ยงก็อยู่ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ต้องรักษาพื้นที่ปลอดภัยอยู่ดี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ล่มซ้ำซาก สุญญากาศกสทช. สรณไม่ถอย-อนุทินลอยตัว
เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพลิก กับภาพ ประชุมล่ม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
'เคสไอ้ป๋อง'บทเรียนราคาแพงยุติธรรมไทย ฆาตกรพ้นคุกแต่สังคมรับเคราะห์
คดีฝังดิน 5 ศพ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ไอ้ป๋อง" อายุ 43 ปี
ปัจจัย ‘ภายใน-ภายนอก’ เร้ากระแสข่าวปรับครม.
กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งจะทำงานมาได้ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบรัฐบาลในอดีต ที่อย่างเร็วที่สุดจะปรับกันทุก 6 เดือน หรือครึ่งปี
โผมท.-คลองหลอดฝุ่นตลบ สิงห์น้ำเงินผงาด แต่ไม่ยกแผง
ปกติการจัดทัพ-ทำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซี 10 ของกระทรวงมหาดไทย ทั้ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้รับความสนใจจากแวดวงการเมืองพอสมควร ไม่แพ้โผทหาร-โผตำรวจ ยิ่งในช่วงการเมืองพีกๆ เช่น จะมีการเลือกตั้งใหญ่ หรือการเมืองแรงๆ มีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจการเมือง โผมหาดไทยก็จะอยู่ในความสนใจของแวดวงการเมืองตามไปด้วย
ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.
เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย
ดับฝันเกมเสี้ยม"2น.1พ." “ธรรมนัส"ปิดตาย'ดีลโมนาโก'
ด้วยเสถียรภาพและองคาพยพของ ระบอบสีน้ำเงิน ที่มีความเข้มแข็ง ช่องทางของฝ่ายตรงข้ามที่จะสั่นคลอนรัฐบาลอนุทินได้ก็คือการทำลายความเชื่อถือต่างๆ รวมถึงเสี้ยมให้เกิดความแตกแยก ดังที่เกิดขึ้นในยุค 3 ป. แห่งบูรพาพยัคฆ์ ที่เกิดความขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจ ระหว่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

