
“ในภาพรวม ประเด็นเรื่องการโกง หรือกลืนชาติ จึงอ่อนไหวและมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลจึงต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สิ้นซาก เดินหน้าสร้างผลงานอย่างเร่งด่วน"
ไม่รู้ว่ามีแรงฮึดจากไหน สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวกลางวงข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในประเด็นร้อนที่เกี่ยวพันกับข้อกล่าวหาเรื่อง ทุจริต-โกงชาติ
ไล่ตั้งแต่การจัดการต่างชาติผิดกฎหมายและการเนรเทศ และการดำเนินการสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล
“พูดในภาษาที่เป็นพี่น้องกัน คือการมาโกงกันบนหัวผม แล้วตอนนี้สังคมสรุปและพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว และตัวผมเองก็พิพากษาไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เพียงแต่อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมันต้องมีขั้นตอน มีหลายหน่วยงาน มีการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิด และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดย ปปง.ยึดทรัพย์กว่า 380 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่หมดเท่านี้” นายอนุทินระบุ
และวันที่ 30 กันยายน 2569 คือวันขีดเส้นตายที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยสะสางและปิดคดีการสอบสวนทางวินัยข้าราชการที่พัวพันกับการทุจริตโกงสอบท้องถิ่นให้เสร็จสิ้น โดยย้ำชัดเจนว่า ไม่มีการต่อเวลา อีกต่อไป
ในยามนี้ “นายกฯ อนุทิน” จึงหลับตาข้างเดียว หรือยอมๆ กันอีกต่อไปไม่ได้ เพราะจะถูกหยิบยกไปขยายผลทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล
โดยสภาพการณ์ทั้งหมด แม้จะถูกโจมตี ชี้ปมให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่ในข้อกฎหมาย นายกฯ อนุทินยังอยู่ไกลเส้นที่จะหลุดจากตำแหน่ง หรือ “ตกเก้าอี้” กลางคัน
แม้จะมีกระแสข่าวลือมากมาย แต่ก็เชื่อว่าทั้งเก้าอี้นายกฯ และคนรอบตัวยังมีความแข็งแกร่ง
แต่ในฐานะที่นายกฯ ต้องบริหารประเทศและรับผิดชอบตามกฎหมาย การยอมรับและความชอบธรรมก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ แม้จะเป็น “นามธรรม” แต่มีผลต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน
หันกลับมาดูการแก้ไขปัญหาต่างชาติเข้ามาถือครองสิทธิ์ที่ดิน และประกอบธุรกิจโดยใช้วิธีการเลี่ยงกฎหมาย ทำกิจกรรมทางธุรกิจผ่าน “นอมินี” คนไทยในหลายพื้นที่
นายกฯ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจับกุม ปราบปราม เนรเทศ ทั้ง "ทุนจีน" และ "ทุนยิวและตะวันตก" ด้วย บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น นอมินี สแกมเมอร์ ฟอกเงิน โดยไม่ให้กระทบกับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตถูกต้องตามกฎหมาย
ประเด็นดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อคะแนนความนิยมของฐานเสียง “อนุรักษนิยม" ของพรรคภูมิใจไทยอยู่ไม่น้อย การเร่งเครื่องจัดการปัญหาให้เห็นผลอย่างจริงจังจึงปรากฏให้เห็นเป็นข่าวมากขึ้น มีทีมของมหาดไทยนำโดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำทีมลงไปจัดการเอง
ในทางกลับกัน การสะสางปมปัญหาต่างๆ ล้วนส่งผลกระทบกับ คนกันเอง และกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากกิจกรรมของต่างชาติเหล่านั้น ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดแรงเหวี่ยงกลับมาสู่รัฐบาล
แต่ถ้ารัฐบาลปล่อยปละละเลย ปล่อยให้กลุ่มต่างชาติเหล่านี้ยึดครองต่อไป จะส่งผลต่อการปราบปรามที่ยากขึ้นในอนาคต
ยิ่งในยามที่ ข้าวยากหมากแพง ประชาชนหน้าดำคร่ำเครียดในการทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง การแย่งชิงทรัพยากรจากคนชาติอื่นที่เข้ามาทำอย่างผิดกฎหมาย เพื่อเอาเปรียบคนไทยที่ทำมาค้าขายสุจริต สร้างกระแสความไม่พอใจให้กับพ่อค้าแม่ขายเป็นอย่างมาก
ในภาพรวม ประเด็นเรื่องการ “โกง” หรือ "กลืนชาติ” จึงอ่อนไหวและมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลจึงต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สิ้นซาก เดินหน้าสร้างผลงานอย่างเร่งด่วน
พร้อมไปกับการ “ลาก” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ด้วยการเติมเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน แต่ลดทอนวงเงินลงครึ่งหนึ่ง แม้จะลดภาระให้ประชาชนได้บางส่วนเท่านั้น แต่ก็ยังมีผลดีในแง่การใช้จ่ายเงินภาครัฐ และค่อยๆ ผ่อนมาตรการจนถึงช่วงเวลาที่ต้องเลิกมาตรการไป
ในขณะที่เดียวกัน เครือข่ายทางการเมืองที่คุมกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเคยมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณ หรือการประมูลงานของรัฐ เลยไปถึงกลุ่มทุนใหญ่ที่แสวงหาการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ เพื่อเติมทุนใช้สนับสนุนการหาเสียงในวาระต่อไป อาจต้อง “เสียสละ” ส่วนต่างที่เคยรับลงไปบ้าง
เพราะอย่าลืมว่าสถานการณ์ข้างหน้า ประเทศไทยต้องเจอวิกฤตอีกหลายด้าน อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก สงครามในตะวันออกกลางที่ส่อเค้าว่าจะไม่ยุติลงได้ง่ายๆ แต่อาจจะขยายวงออกไปอีก จะกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ต่อเศรษฐกิจของโลกและประเทศไทย
ไม่เท่านั้น ผลกระทบจากราคาพลังงานซ้ำเติมวิกฤตดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง แม้จะมีการเปิดแหล่งซื้อในประเทศอื่น แต่การ “ดีล” จะทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะทุกประเทศต่างแข่งขันให้ได้มาและมีความต้องการเช่นกัน
ยังไม่นับสถานการณ์น้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อันเกิดจากสภาพปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก บางรัฐขาดขีดความสามารถในการรับมือ หรือบรรเทาสาธารณภัยได้ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า ต้องใช้เงินมหาศาลในการเยียวยา
ขณะที่รัฐบาลไทยเองก็คงหนีไม่พ้นกับ “โจทย์” ที่ยากขึ้น และต้องใช้เงินมหาศาลในการเยียวยาและวางมาตรการป้องกันล่วงหน้า ที่ต้องใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีราคาสูงเข้ามาช่วย
ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์การเมืองนอกสภา ที่ภาคประชาชนเติมหัวเชื้อทางการเมืองด้วยการ “ปลุกม็อบ” เขย่ารัฐบาลอย่างที่กล่าวมาข้างต้น
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องโกง ทุจริต ขายชาติ สืบทอดอำนาจ ถือเป็น “ไม้ตาย” ที่เคยใช้จุดพลุสร้างกระแสมวลชนในอดีตได้เป็นอย่างดี และม็อบภายใต้การนำของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เคยจุดติดมาแล้วในอดีต ซึ่งก็ต้องพิสูจน์ในว่าทศวรรษนี้ “ม็อบสนธิ” จะมีมวลชนเข้าร่วมมากน้อยแค่ไหน
เมื่อผนวกกับ “พรรคส้ม” ที่รุกหนักในประเด็นฮั้ว สว. ซึ่งเกี่ยวโยงเรื่องการหลบเลี่ยงกฎกติกาเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง ชี้ปมไปที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่บิดเบี้ยว จะมีม็อบ GEN Z ออกมาถือธงร่วมด้วยหรือไม่
ท่ามกลางความไม่แน่ใจว่า “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน หรือ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ไอลอว์ จะดึงมวลชนลงถนนเหมือน “แฟลชม็อบ” ในช่วงประเด็น “ดันเพดาน” ได้หรือไม่
ที่สำคัญ ไปด้วยกันกับ “ม็อบชาตินิยม” ได้หรือ?
เพราะทั้งยุทธวิธีและประเด็นต่อสู้ นับว่า เป็นปลาคนละน้ำ อีกทั้งมวลชนก็แปลกแยกแตกต่างกัน การเคลื่อนไหวกดดันจึงน่าจะออกมาในรูปแบบแม่น้ำแยกสาย ทำให้ขาดพลังและไม่ได้สร้างแรงกดดันรัฐบาลเท่าใดนัก
ยกเว้นมีกลุ่มทุน กลุ่มอำนาจ พรรคการเมืองลงมาเล่นเต็มตัว การชุมนุมจึงจะพัฒนาไปสู่ “ม็อบใหญ่” ซึ่ง ณ เวลานี้ยังไม่น่าจะใช่ช่วงเวลาที่ต้อง ลงขัน
อย่างไรก็ตาม ปมประเด็นที่น่าสนใจและน่าจะสร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาลมากที่สุดคือ การแบ่งขั้วในเครือข่ายสีน้ำเงินด้วยกันเอง ที่แม้จะไม่ได้ขัดแย้งกันแบบแตกหัก แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ “สามเส้า” ระหว่างนายกฯ บ้านใหญ่ และนายทุน ที่ต่างฝ่ายต้องเดินตามเป้าหมายและรักษาผลประโยชน์ รวมถึงสถานะของตัวเองให้มั่นคง มั่งคั่ง
การบริหารอำนาจในส่วนนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นายกฯ ในฐานะที่มีอำนาจตามกฎหมาย ต้องคุมสภาพไม่ให้ “ล้ำเส้น” หรือ “เกินธง” มากเกินไป เพราะคนที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายคือผู้นำประเทศ
แต่ถ้าทุกคนเลือกที่จะกอบโกยทั้งอำนาจและผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงกฎ กติกา ก็ยิ่งเติมเชื้อไฟให้กลุ่มต้านได้แนวร่วมในการล้มกระดานเครือข่ายสีน้ำเงินเร็วขึ้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย
วุฒิสัญจรสู้ฮั้วสว. เต็มสูบ!สภาสูงขนกมธ.ไปตราดตอบทุกเรื่องที่สงสัย
“กมธ.วุฒิสภา” เปิดเวทีโชว์ผลงาน ด้าน “พิสิษฐ์” ยันคดี "ฮั้ว สว." ไม่กระทบ เดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบจนกว่าศาลสั่ง “ธณัชญ์พงศ์” มอง “กอ.รมน.” ยังจำเป็น ไปต่อ
'แก้วสรร' ชำแหละคดีฮั้ว สว. ถามหา 'ช้างตัวจริง' โยงศึกการเมืองน้ำเงิน-ส้ม
“แก้วสรร” ออกบทความถาม-ตอบ “ช้างตัวจริง...ในคดีฮั้ว สว.” เทียบมุม กกต.เสียงข้างมาก-ข้างน้อย ก่อน
'โจ มณฑานี' ประกาศแบก 'อนุทิน' เต็มตัว ลั่นใครไม่เลือก เจ้เลือก!
“โจ มณฑานี” ประกาศจุดยืนหนุนนายกฯ และรัฐบาลแบบเต็มกำลัง สวนเสียงเชียร์
'ยุทธพร' ชี้มติ กกต.ปม สว.สร้างความชัดเจน รัฐบาลไปต่อ-เศรษฐกิจคลายกังวล ลดความเสี่ยงเกมเซตซีโร่
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มติดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ และลดความกังวลว่าผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่เกม “เซตซีโร่” ทางการเมือง
จับตา 3 สำนวน 'ฮั้ว สว.ส้ม' ปมมาตรฐานเดียวคดีสีน้ำเงิน
“เทพไท” หยิบ 3 สำนวนเลือก สว.ที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ มาเทียบกับคดี 77 ผู้ถูกร้อง ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการตรวจสอบทั้งเส้นเงิน ที่พัก การติดต่อและโพยลงคะแนน พร้อมระบุข้อสังเกตถึงรูปแบบและเงินทุนที่อาจใช้ในกระบวนการฮั้ว ซึ่งยังเป็นความเห็นของเจ้าตัว ไม่ใช่ข้อสรุปของ กกต.

