
“ไม่ว่าผลจะออกมาทางใด ก็เชื่อว่ามหากาพย์ฮั้ว สว.คงยังไม่ยุติ หากบทสรุปไม่สามารถชี้แจงและทำให้สังคมยอมรับได้ เว้นแต่ กกต.สามารถเคลียร์ทุกข้อสงสัยให้สังคมกระจ่างและปราศจากข้อสงสัยใดๆ ได้”
วันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ ถือเป็นวันที่กำหนดทิศทางการเมืองของประเทศไทยอีกครั้ง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยและลงมติคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
คดีนี้ได้รับความสนใจจากสังคม ประกอบกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ "ไอลอว์" กับ "พรรคประชาชน" พยายามโหมประโคมเรื่องนี้ให้อยู่ในกระแสมาโดยตลอด ด้วยการจัดเสวนาเชิญบุคคลต่างๆ พร้อมกับพยานหลักฐานที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.
โดยมี "ยิ่งชีพ อัชฌานนท์" ผู้อำนวยการไอลอว์ กับ "พริษฐ์ วัชรสินธุ" สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็น "หัวเรือใหญ่" ในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.ในคดีฮั้วเลือก สว.
และยิ่งใกล้ชี้ขาด ไอลอว์และพรรคประชาชนยิ่งเคลื่อนไหวหนัก ใช้ทุกเวที ทุกช่องทาง ที่จะทำให้เรื่องคดีฮั้ว สว.ยังอยู่ในความสนใจของประชาชน อย่างสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ 2 และ 3 “ฝ่ายค้าน” ที่นำโดยพรรคประชาชนก็พยายามจะอภิปรายให้ไปเข้าเรื่องคดีฮั้ว สว.อยู่เป็นระยะ
หรือวันนี้ที่ไอลอว์และพรรคประชาชนจัดเดินขบวนและชุมนุมใหญ่ ภายใต้แคมเปญ "ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229" เพื่อกดดันให้ กกต.มีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด 229 ราย ในคดีฮั้วเลือก สว. เนื่องจากกังวลว่า กกต.จะเห็นพ้องตามคำวินิจฉัยของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ที่ยกคำร้อง สวนทางกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26
โดยไอลอว์และพรรคประชาชนพยายามเชื่อมโยงและลดเครดิตของอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 มาโดยตลอด ทั้งความสัมพันธ์ของ กกต. กรรมการในอนุกรรมการดังกล่าวกับบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์รูปแบบการทำงานเพื่อลดความชอบธรรม ไม่น่าเชื่อถือ
ซึ่งการชุมนุมวันนี้พรรคประชาชนค่อนข้างทุ่มหมดหน้าตก "เท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ลงทุนเชิญชวนและมาร่วมกิจกรรมเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้พยายามหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้อีกฝั่งเล่นงานทางกฎหมาย
การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาชน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ตลอดจนการเคลื่อนไหวของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศเคลื่อนไหวในวันที่ 14 กันยายน เพื่อติดตามการตัดสินคดีของ กกต. ทำให้อุณหภูมิการเมืองสูงขึ้น
ทุกคนสายตาต่างเฝ้ารอและจับจ้องการวินิจฉัยของ กกต.ในวันดังกล่าวอย่างมาก หรือเรียกว่าเป็น วาระทางการเมือง ครั้งสำคัญ
สำหรับ ธง ที่ไอลอว์และพรรคประชาชนต้องการให้ กกต.ทำคือ ยึดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มีมติสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือก สว.รวม 229 ราย
ในจำนวน 229 รายดังกล่าว มีแกนนำพรรค รัฐมนตรี และ สส.ถูกกล่าวหาหลายคน โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย
ขณะที่ฝ่ายตั้งรับอย่างพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้นั่งนิ่ง และพยายามต่อสู้เพื่อให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนมีนัยทางการเมืองแอบแฝงจากฝ่ายตรงข้าม
มีหลายสิ่งที่พยายามเอามาหักล้างเพื่อทำให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นเป็นการกลั่นแกล้งและมุ่งทำลายทางการเมือง โดยเฉพาะการทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ซึ่งไอลอว์และพรรคประชาชนใช้อ้างอิงในการกล่าวหาคดีฮั้ว สว.มาโดยตลอด
ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยพยายามหักล้างด้วยข้อมูลหลายอย่าง เช่น การทำหน้าที่ของดีเอสไอในช่วงที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลดีเอสไอ และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็น รมว.ยุติธรรม โดยมีการตั้งคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ซึ่งเป็น สารตั้งต้น ในยุคนั้น
โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายเอาไว้ในสภาว่า การทำคดีดังกล่าวมีธงตั้งแต่ต้น และตรวจสอบแล้วพบว่าคนร้องเป็นกลุ่มผู้สมัคร สว.ที่เป็นอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ และที่ปรึกษาหน้าห้องกระทรวงหนึ่ง พร้อมยังชี้พิรุธว่า ในข้อกล่าวหาทั้ง 229 คนนั้นมีเนื้อหาเหมือนกัน เขียนบนกระดาษแผ่นเดียว และใช้วิธีเปลี่ยนชื่อผู้ถูกกล่าวหา
นายศุภชัยยังระบุด้วยว่า คดีดังกล่าวมีการข่มขู่เพื่อใส่ร้ายบุคคล มีบุคคลคนหนึ่งยืนยันว่ารัฐบาลในตอนนั้นมีแผนจะใช้ดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย โดยเตรียมสร้างพยานหลักฐานใส่ร้าย ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทยพยายามชี้ให้เห็นว่า ในเมื่อจุดเริ่มต้นนั้นไม่ถูกต้อง ผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ย่อมไม่ถูกต้อง เหมือนผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ
“แบบนี้ไม่ใช่ดีลเพื่อความยุติธรรม แต่เป็นผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ ผลคือใช้การไม่ได้ เพราะหลักกฎหมายต้องพิสูจน์ มีเหตุมีผลพอว่าคนนั้นกระทำผิด ทั้งสำนวนเป็นสำนวนที่เป็นพิษ ที่มาจากการข่มขู่พยาน”
ภายหลังนายศุภชัยอภิปรายเรื่องข่มขู่พยาน ยังปรากฏ เอกสารหลุด ปลิวว่อนในโซเชียลมีเดีย โดยเป็นบันทึกคำให้การเพิ่มเติมส่งถึงประธาน กกต. ซึ่งเป็นการกลับคำให้การของพยานในคดีฮั้ว สว. ลงเลขรับไว้เมื่อวันที่ 30 ต.ค.68 ว่าถูกบังคับขู่เข็ญเพื่อจัดตั้งบุคคลมาให้การเป็นพยานเท็จตามที่มีการสมคบคิดวางแผนไว้อย่างเป็นกระบวนการ
ในหนังสือดังกล่าวยังระบุตอนท้ายถึงเหตุผลที่กลับคำให้การด้วยว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกในความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ของตนเองและครอบครัว เนื่องจากกลุ่มคณะบุคคลที่สมรู้ร่วมคิดซึ่งมีการข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีอำนาจในรัฐบาลแล้ว”
นอกจากนี้ บุคคลที่ถูกกล่าวหาหลายคนยังพยายามหักล้างข้อกล่าวหา โดยเฉพาะเรื่องการเข้าพบบุคคล หรือการเดินทางไปยังจุดต่างๆ
อย่างครั้งหนึ่ง นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งในผู้ถูกล่าวหา ซึ่งเคยถูกพาดพิงว่าอยู่ที่โรงแรมพูลแมนฯ ในช่วงวันที่ 4-5 ก.ค.67 เคยนำหนังสือเดินทางและหลักฐานการลามาแสดงเพื่อโต้แย้งว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเดินทางไปเยอรมนี
รวมถึงเรื่องการที่บุคคลต่างๆ เข้าพบ หรือเพียงแค่การนำสัญญาณโทรศัพท์มาอ้างว่าอยู่จุดนั้นจุดนี้ เพื่อมาปะติดปะต่อกล่าวหา ซึ่งนายนภินทรหักล้างได้ทุกข้อ
นี่เป็นเพียงข้อต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายที่เปิดเผยออกมาสู่สาธารณะ ส่วนหลักฐานในมือของ 7 เสือ กกต.ที่จะตัดสินในวันที่ 14 ก.ย.จะออกมาอย่างไร มีอะไรที่ยังไม่ถูกเปิดเผยอีกหรือไม่ และมีอะไรเป็นไม้เด็ดออกมาเซอร์ไพรส์ หรือออกมาช็อกโลกหรือไม่ ตามที่นายศุภชัยอภิปรายในสภา
คงต้องเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป โดยมีการประเมินกันว่าผลจะออกมาเป็น 3 แนวทางคือ 1.ยกฟ้อง 229 คน ตามความเห็นอนุฯ ชุดที่ 36 2.สั่งฟ้องศาลฎีกาทั้งหมดตามความเห็นอนุฯ ชุดที่ 26 และ 3.เลือกฟ้องบางส่วนที่มีหลักฐานและเส้นเงินชัดเจน มิใช่ตัดสินบนกระแสกดดัน
ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาทางใด เชื่อว่ามหากาพย์ฮั้ว สว.คงยังไม่ยุติ หากบทสรุปไม่สามารถชี้แจงและทำให้สังคมยอมรับได้ เว้นแต่ กกต.สามารถเคลียร์ทุกข้อสงสัยให้สังคมกระจ่างและปราศจากข้อสงสัยใดๆ ได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศึกซักฟอก เดิมพันพรรคส้ม หลังหัวทิ่ม-ดิ่งหนัก บันเทิงธิปไตย-แชร์ข่าวเท็จ
สุดท้าย คอการเมืองต้องกางมุ้งรอ ศึกซักฟอกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปถึงเดือนธันวาคมเลย หลังที่ประชุมวิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้านได้ข้อสรุปเคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สูตร 7-11 ธ.ค. ที่ก็คือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน คือ 7 ธ.ค.ถึง 10 ธ.ค. และลงมติในวันที่ 11 ธ.ค.
นิรโทษแลกโหวต! สะพัด‘ทักษิณ’เดินเกม/‘อนุทิน’ลั่นไม่กลัวซักฟอก
สะพัด “ทักษิณ” กดดัน คกก.สันติสุข รับคำร้องนิรโทษกรรม แลกเสียงโหวตซักฟอกอนุทิน-17 รมต. ภูมิใจไทย ขณะที่ “ร.อ.ธรรมนัส” ไม่เล่นด้วย ด้าน “อนุทิน” ลั่นไม่หนีซักฟอก เจอกัน ธ.ค. ยันรัฐบาลเสถียรภาพแน่น ชูบ้านเมืองมาก่อนการเมือง เอาจริงฟ้องแชร์ข่าว “ค่าน้ำชา 7 ล้าน” ย้ำวิจารณ์ผลงานได้แต่กล่าวหาไร้หลักฐานไม่ได้
นายกฯภูฏาน ชวน 'อนุทิน' ออกรอบตีกอล์ฟกระชับมิตร เจ้าตัวบอกได้เคาะสนิมวงสวิง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนภูฏาน ระหว่างวันที่ 30 ต.ค.-1 พ.ย.69 โดยในช่วงเช้าก่อน นายกฯ เข้าร่วมพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏาน จำนวน 3 ฉบับ ที่โรงแรม Pemako กรุงทิมพู
นายกฯหนู โพสต์ขอบคุณคนไทยร่วมมือเพิ่มการใช้น้ำมัน B20 พุ่งวันละ 3 ล้านลิตร
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนราชอาณาจักรภูฏาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
'โสภณ' เคลียร์ปมยื้อซักฟอก ยันฝ่ายค้านไม่พร้อมเอง ลั่นสภาไม่ใช่เวทีหลอกด่ากัน
ประธานรัฐสภาฯ ซัดกลับ ปมยื้อซักฟอก ยันรัฐบาลพร้อมตั้งแต่วันแรก เตือนอย่าบิดเบือนความจริง ทำ ปชช.สับสน
ตีวัวกระทบคราด! 'เทพไท' มองฝ่ายค้านซักฟอก 'ไชยชนก' พุ่งเป้าพาดพิงถึง 'เนวิน'
เทพไท ชี้ 'ไชยชนก'จะตกเป็นเป้าใหญ่ของการอภิปรายของฝ่ายค้านอย่างแน่นอน เพราะการอภิปรายถึงไชยชนกเสมือนกับการอภิปรายไปถึงเนวิน ชิดชอบ ผู้เป็นบิดา

