14ก.ย.คุมเข้มกกต. เตรียมตร.1กองร้อยอารักขาแถลงเย็นไม่ระบุมติ-ชื่อ

“อนุทิน” มั่นใจ ปชช.ยังเชื่อมั่นรัฐบาลนี้บริหารประเทศ ย้อน “สนธิ” ทำเพื่อความสะใจ ผลที่ได้ประชาชนเดือดร้อน กับ “เนวิน” มองตาก็รู้ใจ ขณะที่ กกต.คุมเข้มวันลงมติฮั้ว สว. 14 ก.ย. จัดตำรวจ 1  กองร้อยรับมือมวลชน จ่อแถลงผลช่วงเย็น คาดไม่เปิดเผยคะแนน-ชื่อคนผิด “ไอติม” ลั่นหากไม่ส่งฟ้องศาล 229 คน ไม่จบแน่

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย  ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สวมเสื้อแบรนด์  SIRIVANNAVARI คอลเลกชันพิเศษ  “CheerTeamThai” ที่ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทย ในการแข่งแข่งขันกีฬา “เอเชียนเกมส์“ ครั้งที่ 20  โดยนายกฯ เดินลงจากที่ทำการพรรค มาที่ร้านกาแฟ  “จาริสต้าร์” ซึ่งอยู่ด้านล่างของที่ทำการพรรคภูมิใจไทย  เพื่อมาตามหานางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา แต่ไม่เจอ  แต่ได้เจอกับสื่อมวลชนแทน

โดยนายอนุทินกล่าวว่า “มาหาเจ๊” ซึ่งสื่อมวลชนแซวว่า “มาตอกบัตรเข้าพรรค” นายอนุทินหัวเราะก่อนจะแซวสื่อมวลชนกลับที่หลังของสื่อไปชนป้ายร้านกาแฟของภริยาว่า “เบาๆ ป้ายนี้เป็นอะไรยุ่งเลย อยู่ได้เพราะร้านนี้นะเนี่ย”

จากนั้นนายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์เนื่องในวันใกล้วันคล้ายวันเกิด วันที่ 13 กันยายนนี้ ที่จะอายุครบ 60 ปี หรือแซยิด ซึ่งเหล่าบรรดา สส.และแกนนำพรรคได้อวยพรอะไรหรือไม่ว่า ได้มีการมอบดอกไม้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ต้องรอประชุมก่อน

ผู้สื่อข่าวว่า นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรค ได้อวยพรอะไรหรือไม่ นายอนุทินได้หัวเราะก่อนกล่าวว่า “มองตารู้ใจอยู่แล้ว”

ถามอีกว่า อยู่ครบ 8 ปีเลยหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “หากอยู่แล้วทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้เหมือนที่ได้อยู่เท่าไรก็ได้ ไม่มีปัญหา ซึ่งจะอยู่ได้หรือไม่ได้ อยู่ที่การทำให้เห็นว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพหรือไม่ เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือเสียงที่สนับสนุนรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และทุกกฎหมายที่เสนอก็ได้รับการสนับสนุน ทั้งจาก สส.และ สว. ซึ่งร่างกฎหมาย พ.ร.บ.งบฯ ได้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งในมิติด้านความมั่นคงก็ขอให้ประชาชนได้มีความมั่นใจว่ารัฐบาลให้การสนับสนุน และเชื่อมั่นในกองทัพ ในยามที่เรามีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการสู้รบกัน จึงขอความมั่นใจได้เลยว่าประเทศไทยจะไม่ถูกคุกคาม จะไม่เสียอธิปไตย เสียแผ่นดินอย่างแน่นอน ภายใต้การทำงานของรัฐบาลและกองทัพร่วมกันแบบนี้ในรัฐบาลชุดนี้

‘ผมไม่มีค่าพอ’

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล  ได้นำกลุ่มมวลชนทวงคืนประเทศไทย โดยยืนยันว่าไม่ได้ไล่รัฐบาล แต่อาจทำให้รัฐบาลอยู่อย่างไม่เป็นสุข ตรงนี้คิดอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ทำไมถึงอยากทำให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข รัฐบาลไม่มีวันมีความสุขเพราะรัฐบาลต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่รัฐบาลต้องสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ตนคิดว่าที่เขาพูดคงอาจจะหมายความว่าไม่อยากให้รัฐบาลทำงานได้ ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ได้ คนที่ได้รับความเดือดร้อนคือพี่น้องประชาชน ฉะนั้นคุณสนธิจะทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยเดือดร้อนหรือ ไม่มีความสุขหรือ ทำไปเพื่ออะไร ทำไปแล้วสะใจกับนายอนุทินเท่านั้นหรือ

“ผมไม่มีคุณค่าพอที่จะต้องเอาไปแลกกับความสุขของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกวัน ทุกวินาทีอยู่แล้ว และก็ได้ทำมาพิสูจน์ให้เห็นเชื่อว่าจากการที่ผมได้สัมผัสพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในทุกๆ ที่ผมไป เชื่อว่าพี่น้องประชาชนยังให้โอกาสกับผม และยังเชื่อมั่นในการบริหารประเทศนี้ของรัฐบาลชุดนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายการสัมภาษณ์ นายอนุทินได้โชว์พระกริ่ง ของจังหวัดสุรินทร์ ที่ห้อยติดตัวในช่วงวันเกิด โดยนายอนุทินกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “หลวงพ่อให้มา” ก่อนจะบอกว่า “ซินเหนียน ไคว่เล่อ” แปลว่า ขอให้มีความสุข และ “หลิ่วซือสุ่ย” แปลว่า ครบรอบอายุ 60 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งจะเริ่มในเวลา 10.00 น.นั้น มีรายงานว่า ในวันดังกล่าวเมื่อเริ่มการประชุม กกต. แต่ละคนจะส่งใบลงมติของตนเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ใน 7 ข้อกล่าวหา  โดยใบลงมติดังกล่าว กกต.แต่ละคนได้รับไปตั้งแต่ครั้งจบการรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา จากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมจะรวบรวมผลการลงมติและขานมติ ซึ่งเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา กกต.ได้มีการประชุมทำความเข้าใจในเรื่องการลงมติดังกล่าวแล้ว

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน, รมต. สส.และกรรมการบริหารพรรคพรรคภูมิใจไทย 21 คน, เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน, สว.สำรองและผู้สมัคร สว. 50 คน

เตรียม ตร. 1 กองร้อย

ทั้งนี้ หลัง กกต.มีมติแล้ว จะเป็นขั้นตอนของสำนักงาน ซึ่งจะต้องมีการรวบรวมความเห็นของกรรมการแต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเป็นมติเอกฉันท์ มาจัดทำเป็นคำวินิจฉัย โดยตามกฎหมายจะต้องดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน กรณีหากเป็นมติให้มีการส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ก็จะใช้เวลาในการจัดทำคำร้อง 60 วันเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังพบว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีการเตรียมการเรื่องของการแถลงผลการประชุมไว้ในเย็นวันเดียวกัน โดยจะมีการเปิดให้สื่อมวลชนลงทะเบียนในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และมีความเป็นไปได้สูงที่การแถลงจะไม่มีการระบุจำนวนเสียง กกต.ที่ลงมติว่าเป็นเท่าใด ใครเป็นเสียงข้างมาก ข้างน้อย รวมถึงจะไม่มีการระบุรายชื่อผู้ถกกล่าวหากรณีที่ กกต.มีมติให้ส่งศาลฎีกาพิจารณา แต่จะเป็นการระบุจำนวนคนเท่านั้น โดยความชัดเจนให้รอคำวินิจฉัยและคำสั่งรับฟ้องของศาลฎีกาเป็นหลัก

 นอกจากนี้ สำนักงานประเมินว่าอาจมีกลุ่มมวลชนต่างๆ มาเกาะติดการลงมติและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่เช้า จึงมีการเตรียมในเรื่องมาตรการความปลอดภัย โดยประสานกับกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยจำนวน 1 กองร้อย รวมทั้งมีการกันพื้นที่ให้ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนอยู่บริเวณภายนอกสำนักงาน จนกว่าจะถึงช่วงเวลาใกล้แถลงข่าว จึงจะเปิดให้สื่อมวลชนเท่านั้นเข้าพื้นที่เพื่อรับฟังการแถลงข่าว

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคประชาชน กล่าวว่า หาก กกต.มีคำตัดสินออกมาแล้วเป็นการยกคำร้องหรือไม่สั่งฟ้องใครทั้งๆ ที่หลักฐานมันชัดเรื่องนี้ไม่จบแน่นอน กกต.เตรียมคำตอบไว้เลยตอนที่จะมารายงานประจำปีต่อ สภาผู้แทนราษฎรในวันพุธที่ 16 ก.ย.นี้ ว่าจะตอบคำถามสส.และประชาชนอย่างไร ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาซึ่งบางส่วนอยู่ในฝ่ายบริหารก็ต้องเตรียมคำตอบไว้เช่นกันในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ในเชิงกฎหมาย อยากสื่อสารถึงผู้ถูกกล่าวหาว่า กกต.มีมติยกคำร้องก็อย่าชะล่าใจว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาลฎีกา และฝากถึงกกต. หากมีการยกคำร้องทั้งๆ ที่หลักฐานชัด ขณะนี้ถือเป็นสิทธิ์ของพวกเราในการดำเนินการฟ้อง กกต. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เสียหายจะเป็นผู้ยื่น  เราพร้อมจะทำทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิ์ที่เรามีในการทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น

สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด

“หาก กกต.มีการตัดตอนให้เรื่องของใครไม่ส่งไปถึงศาลแม้มีหลักฐานชัดเจน หากคดีโกง สว.ครั้งนี้มันสำเร็จโดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด หลายคนพูดเรื่องอยู่เหนือดวง สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีที่อยู่เหนือกฎหมาย” นายพริษฐ์กล่าว 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์การเมืองและบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยยอมรับว่า หลังการเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลชุดนี้ นักลงทุนต่างชาติเคยมองว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพสูง ช่วยดึงดูดการลงทุนเข้ามาได้มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปร่วมครึ่งปี ทั้งนักธุรกิจไทยและต่างชาติเริ่มตั้งคำถามดังก้องขึ้นเรื่อยๆ ว่า รัฐบาลเอาเสถียรภาพไปทำอะไร

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ภาคธุรกิจเคยคาดหวังให้รัฐบาลใช้เสถียรภาพที่มีผ่าตัดประเทศครั้งใหญ่เพื่อยกระดับประเทศไทย โดยเฉพาะการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ทว่าเครื่องหมายคำถามที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้กลับกลายเป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมเผยว่าได้สนทนากับนักธุรกิจรายใหญ่  ซึ่งยอมรับว่าเริ่มลังเลและไม่สามารถยอมรับการปล่อยให้ความไม่ถูกต้องมาครอบงำประเทศได้

อดีตนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำและฝากข้อคิดเตือนใจไปถึงผู้มีอำนาจและองค์กรอิสระด้วยว่า 1.แม้ไม่มีใครอยากให้ประเทศปั่นป่วน แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่สร้างเงื่อนไขหรือเติมเรื่องให้เป็นปัญหากับประเทศ การหลงคิดว่ายึดกุมกลไกต่างๆ ไว้แล้วจะอยู่ได้นั้นไม่จริง เพราะไม่มีใครยอมรับความไม่ถูกต้องได้ตลอดไป 2. ปัจจุบันประชาชนบ่นเรื่องค่าครองชีพและความเป็นอยู่อย่างหนัก รัฐบาลจึงไม่ควรมองสถานการณ์ดีเกินจริงหรือสร้างเงื่อนไขซ้ำเติมซ้อนเข้ามาอีก 3.เตือนสติ กกต. ถึงบทเรียนคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีตที่เคยสั่งจำคุก กกต. และผู้ใหญ่ระดับสูงมาแล้ว ซึ่งศาลเคยระบุชัดว่าคุณงามความดีหรือประสบการณ์ที่เคยมีมาจะถูกลบล้างทั้งหมดหากไม่ทำหน้าที่อย่างสุจริต

พร้อมยกกรณีตัวอย่างอดีตรัฐมนตรีที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งปมถือหุ้นส่วน  ชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าในการวินิจฉัยของหน่วยงานตรวจสอบ และเตือนว่าการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องไม่ใช้เป็นช่องทางดึงเวลาหรือบิดเบือนหลักกฎหมาย

 “เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต จำคุก กกต. มาแล้วก็จำคุกผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งสำคัญ แล้วก็ เขียนในคำพิพากษาเลยว่า ที่บอกว่ามีประสบการณ์ คุณงามความดีอะไรทั้งหลายมา ถ้าคุณไม่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาตรง สิ่งเหล่านั้นถูกลบล้างไปหมด ผมไม่อยากให้ประเทศไปเลือกเส้นทางนั้นหรอกครับ ก็อยากให้ กกต.ทำตรงไปตรงมา ทุกท่านไม่ได้กำลังจะไปประหารชีวิตใคร ท่านเพียงแค่ทำให้บอกว่า เมื่อมันมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ตามมาตรฐานที่ศาลเคยตัดสินมาแล้ว ท่านก็ส่งไป ก็เท่านั้นเอง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ได้ช็อกแน่ใจเย็นๆ

ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และฝ่ายกฎหมายพรรค ตอบโต้นายอภิสิทธิ์ว่า ที่บอกว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดให้ กกต.ส่งเรื่องไปยังศาล ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของท่าน เป็นความเห็นในเชิงอัตตา เพราะท่านเองคิดว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือยื่นศาล แต่ขณะเดียวกันตนอยากทบทวนให้ท่านทราบว่าอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เขียนไว้ชัดว่า ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดต้องส่งศาล แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่าถ้าเหตุนั้นมันไม่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด  กกต.ก็มีสิทธิ์ที่จะยกคำร้องนี้และไม่ยื่นต่อศาล

นายศุภชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ท่านพูดอยู่ครึ่งเดียว และที่ตนพูดเพื่ออยากจะบอกว่าอำนาจตามกฎหมายของ กกต. รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด สิ่งที่จะย้ำให้ประชาชนได้ทราบคือ กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ ที่เมื่อมีการไต่สวน สอบสวนจบแล้วก็ต้องส่งไปยังศาล แต่ กกต.มีหน้าที่จะวินิจฉัยในเรื่องเหล่านั้นในทุกคดี  และ กกต.ได้ปฏิบัติอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่อง สส.หรือท้องถิ่นทั้งหมดเป็นอำนาจของ กกต. ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อก็ส่ง ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องต้องส่ง แต่ถ้าท่านไม่เชื่อท่านก็ไม่ส่ง วันนี้ก็พยายามที่จะกดดันบอกต้องส่งอย่างเดียว วันนี้ท่านทั้งหลายจะกดดันอย่างไรก็กดดันไปเถอะ แต่ต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระ องค์กรอิสระมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือบิดไปในทางที่ท่านปรารถนา ในฐานะพรรคการเมืองต้องพูดสองมุม ตนยืนยันมาตลอดและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าวินิจฉัยแล้วไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายที่ตั้งข้อหามา 6 ข้อหา ท่านฟ้องไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง คณะไต่สวนชุดที่ 26 จะฟ้องแบบเหวี่ยงแห ฟ้องทุกราย ทั้งๆ ที่แต่ละคนพฤติการณ์ การกระทำไม่เหมือนกันคุณจะมาจับเหวี่ยงแห อันนี้ผิด กกต. มีสิทธิ์จะถูกฟ้องได้

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าวันที่ 14 กันยายนจะมีคดีที่ช็อกคืออะไร นายศุภชัยกล่าวว่า ช็อกนี้ มันแล้วแต่ใครจะช็อก ตนคิดว่ามันต้องมีช็อกนั่นแหละ แต่คงไม่พูดดีกว่า เอาเป็นว่าตั้งแต่ตนดูมาถึงวินาทีนี้มีคนช็อกกันเป็นระยะอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าช็อกเกิดจากอะไรก็ใจเย็นๆ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อนุทิน’สั่ง‘เอกนิติ’ ต่ออายุ‘ไทยพลัส’

“อนุทิน” สั่ง “เอกนิติ” ขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่อ 1 หรือ 2 เดือน ตามงบที่เหลือ พ่อค้า-แม่ค้าเชียร์ลั่น อยากให้ขยายไปถึงสิ้นปีเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เผยถ้าโครงการจบตลาดเงียบแน่นอน

14ก.ย.ชี้ชะตา 'กระดานการเมือง' คดีฮั้ว สว.กำหนดทิศทางประเทศ

วันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ ถือเป็นวันที่กำหนดทิศทางการเมืองของประเทศไทยอีกครั้ง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยและลงมติคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

สยบข่าวตี‘ศุภจี’ นำ เข้าข้าวโพด เป็นเรื่องเอกชน

รัฐบาลแจงข่าวบิดเบือน “ศุภจี” ไม่เคยลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐ ย้ำเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชน การนำเข้าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐ-คุมผลกระทบเกษตรกรไทย

‘ชวน’แฉหนี้บุญคุณทำพัง

“ชวน” เตือนองค์กรอิสระ จะให้ประวัติซ้ำรอยหรือ ชี้หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน แฉการเมืองส่งคนตัวเองเข้าแทรกแซงหมด

'อนุทิน' ซัด 'สนธิ' ทำรัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข เท่ากับทำประชาชนคนไทยเดือดร้อน

“อนุทิน” มั่นใจประชาชนยังเชื่อมั่นรัฐบาลนี้บริหารประเทศ ย้อน “สนธิ” ทำเพื่อความสะใจ ผลที่ได้ประชาชนเดือดร้อน โวผู้นำหลายประเทศทวงให้เชิญเยือนไทย พร้อมให้ กต. จ่อทำจดหมายเชิญบอกไปไหนได้รับการตอบรับที่ดี

'อนุทิน' ตอบปมอยู่ครบ 8 ปี ชี้กี่ปีก็ได้ถ้าทำประโยชน์ ขอให้มั่นใจประเทศไทยไม่ถูกเพื่อนบ้านคุกคาม

“อนุทิน” สวมเสื้อทีมไทยแลนด์ ฉลองวันเกิด 60 ปี โชว์ห้อยพระกริ่ง จ.สุรินทร์ เผยพรุ่งนี้ทำบุญที่บ้านอยู่กับครอบครัวเงียบ ๆ ไม่มีฉลอง บอกขอพรปีนี้เพียง 2 สิ่งให้ประเทศ-ประชาชนมีความสุข ตอบสื่อเป็นนายกฯ กี่ปีก็ได้อยู่ที่เราทำงาน เป็นประโยชน์ หลังถูกถามจะอยู่ครบ 8 ปีหรือไม่ ปัดตอบ “เนวิน” อวยพร บอกแค่มองตาก็รู้ใจ