มติ7กกต.ปิดคดีฮั้วสว. ยังมีไคลแมกซ์หลัง14ก.ย.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดแถลงข่าวผลการประชุมลงมติชี้ขาด คดีฮั้ว สว. ในเวลา 15.00 น. วันจันทร์ที่ 14 ก.ย.

โดยก่อนหน้านั้น ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.นัดประชุม กกต.ลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว. ในเวลา 10.00 น. หลังคำร้องคดีเลือก สว.อยู่ในกระบวนการพิจารณาของ กกต.-สำนักงาน กกต.มายาวนานร่วม 2 ปี อันเป็นการแถลงข่าวที่ถูกจับตามองจากคนทั้งประเทศว่า กกต.จะมีมติออกมาอย่างไร

สำหรับสำนวนคดีฮั้ว สว.ที่ผ่านมา กกต.มีการพิจารณาสำนวน-พยานหลักฐาน-คำให้การของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วม 3 เดือน โดยประชุมกันนัดสุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. และนัดลงมติ 14 ก.ย. ซึ่งการเว้นช่วงห่างร่วม 2 สัปดาห์เศษ เพื่อให้ กกต.แต่ละคนไปใช้ดุลยพินิจว่าจะลงมติอย่างไรเพื่อปิดคดีนี้ ดังนั้นการประชุม กกต. 14 ก.ย. จึงไม่ต้องมานั่งถกพิจารณาสำนวน เพราะถือว่าพิจารณาจบแล้ว

ทำให้เมื่อเริ่มประชุม กกต.ทั้ง 7 คนก็ใส่กันเต็มที่ได้เลย ด้วยการส่งใบลงมติของตัวเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของสำนักงาน กกต.ที่ตั้งไว้ 7 ข้อกล่าวหา และเมื่อการลงมติเสร็จสิ้นลง เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมจะรวบรวมผลการลงมติและขานมติว่า กกต.เสียงข้างมากมีมติอย่างไร โดยหลัง กกต.มีมติออกมาแล้ว ทางสำนักงาน กกต.จะทำการรวบรวมความเห็นของ กกต.แต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเป็นมติเอกฉันท์ มาจัดทำเป็นคำวินิจฉัย โดยหาก กกต.มีมติให้ส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ ทางสำนักงาน กกต.จะใช้เวลาในการจัดทำคำร้องเพื่อส่งไปศาลฎีกาภายในไม่เกิน 60 วัน แต่หากมีมติยกคำร้อง ก็ถือว่าสำนวนคดีฮั้ว สว.ที่มีผู้ถูกกล่าวหา 229 คนในล็อตนี้จะยุติลงทันที ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561  

และเนื่องจากเป็นคดีที่คนให้ความสนใจกันทั้งประเทศ ทำให้สำนักงาน กกต.เตรียมพร้อมรับมือในการจัดประชุม โดยมีรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.ประเมินว่าอาจจะมีกลุ่มมวลชนต่างๆ มาเฝ้าติดตามการลงมติและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่หน้าสำนักงาน กกต. สำนักงาน กกต.จึงประสานกับกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย 1 กองร้อย

ส่วนสื่อมวลชนที่จะเข้าไปทำข่าว ถ่ายภาพ ไลฟ์สด จะต้องลงทะเบียนกับสำนักงาน กกต.ไว้ก่อนเท่านั้น เพื่อสกรีนให้สื่อมวลชนเท่านั้นที่เข้าพื้นที่รับฟังการแถลงข่าว

สำหรับข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ที่มีด้วยกัน 7 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย

1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่

2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด คือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว.2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่

4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (1) หรือไม่

5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3) หรือไม่

6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่ 

7.ผู้มีสิทธิ์เลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่

ส่วนผู้ถูกกล่าวหาในสำนวนคำร้องคดีนี้ 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 136-138 คน ที่มีตั้งแต่ระดับ ประธานวุฒิสภา มงคล สุระสัจจะ, พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา และคีย์แมน สว.สีน้ำเงินอีกหลายคน อาทิ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ปธ.กมธ.คมนาคม วุฒิสภาและเลขานุการวิปวุฒิสภา-พรเพิ่ม ทองศรี ปธ.กมธ.พลังงาน วุฒิสภา พี่ชายทรงศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี-พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ปธ.กมธ.กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ วุฒิสภา อดีต ผบก.ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ มือกฎหมายคนสำคัญของ สว.น้ำเงินเข้ม เป็นต้น 

และอีกส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ที่มีทั้งรัฐมนตรี-สส.-กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่มีการเลือก สว.เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 รวม 21 คน เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย-เนวิน ชิดชอบ ผู้มากบารมีพรรคภูมิใจไทย, กลุ่มรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เช่น 4 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ ศุภมาส อิศรภักดี-ภราดร ปริศนานันทกุล-นภินทร ศรีสรรพางค์-สุขสมรวย วันทนียกุล และอีกหลายคน เช่น ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย  สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวฯ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย เป็นต้น

นอกจากนี้ก็ยังมีบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน เช่น พวกเลขาฯ หรือทีมงานส่วนตัวของรัฐมนตรีและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ตามสำนวนคือเป็นผู้ประสานงานในการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เช่น นัดหมายกลุ่มผู้สมัคร สว.ให้ไปเจอที่ใด รวมถึงมีเส้นเงินโยงเครือข่ายผู้สมัคร สว. เป็นต้น และอีก 50 คน เป็นพวกกลุ่ม สว.สำรอง และผู้สมัคร สว.ที่ไม่ได้เข้าไปเป็น สว.ชุดปัจจุบัน

สำหรับมติ กกต.จะออกมาได้ 3 ทาง คือ

หนึ่ง กกต.มีมติให้ส่งคำร้องไปศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของบุคคลที่ปรากฏในคำร้องรวม 229 ชื่อ ตามสำนวนการสืบสวนไต่สวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ของสำนักงาน กกต. โดยเมื่อศาลฎีกาฯ รับคำร้องไว้ไต่สวน จะมีคำสั่งให้ สว.ที่มีชื่อตามคำร้องหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน โดยหาก สว. 138 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดจะทำให้เกิดสภาพสุญญากาศของวุฒิสภาทันที ส่วนกลุ่มนักการเมือง เช่น รัฐมนตรี-สส.ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าให้ศาลฎีกาฯ ต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย จึงอยู่ที่ดุลยพินิจขององค์คณะศาลฎีกาฯ ที่ไต่สวนสำนวนคำร้องคดีดังกล่าวว่าจะมีความเห็นอย่างไร แต่โดยหลักเมื่อกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ ศาลก็จะไม่มีคำสั่งนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติ 

สอง กกต.มีมติยกคำร้องคดีฮั้ว สว. ไม่ส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ โดยให้เหตุผล เช่น ไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือก สว.หรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือก สว.เมื่อปี 2567 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ซึ่งหากมติ กกต.ออกสูตรนี้ ฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ประกาศแล้วว่าไม่ยอมแน่ จะมีการไล่เช็กบิลเอาผิด กกต.เพื่อเอาเข้าคุก

สาม คือ กกต.มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ แต่ส่งไม่ครบ 229 รายชื่อ โดยจะไม่มีพวก “น้ำเงินเข้ม” ระดับรัฐมนตรี-แกนนำและ สส.พรรคภูมิใจไทย รวมถึงไม่มีบิ๊ก สว.สีน้ำเงินในวุฒิสภาชุดปัจจุบันอยู่ในสำนวนที่ส่งไปศาลฎีกาฯ โดยหากมติ กกต.ออกมาทางนี้ ทำให้ย่อมเกิดเสียงวิจารณ์ต่อ กกต.ว่าเป็นมติ กกต.เพื่อตัดตอนปิดคดีช่วยน้ำเงินเข้ม เอาผิดเฉพาะพวกน้ำเงินอ่อน

สถานการณ์เฉพาะหน้าชี้ชัดว่า มติ กกต.ไม่ว่าจะออกมาแบบใด เรื่องคดีฮั้ว สว.จะเป็นหนังยาวทางการเมือง ที่จะมีฉากมันส์ๆให้ดูกันอีกหลายซีน ไม่จบแค่มติ กกต. 14 ก.ย.  

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คิกออฟประชุม IMF-World Bank เวทีโชว์ศักยภาพปท.ไทย

เริ่มต้นคิกออฟแล้วสำหรับ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดประชุมตลอดสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ซักฟอก18รมต.สีน้ำเงิน-ระบอบน.หนูกินรวบ ทำลายความเชื่อมั่น รอการเปลี่ยนแปลง

รุนแรง ดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ สำหรับญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน

ซักฟอก 'ระบอบ น.หนู' กินรวบ ใช้สภาเปิดแผล หวังผลนอกสภา

มีความชัดเจนแล้วสำหรับการเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร

จับตาไทยผงาดเวที‘IMF-WB’ คว้าโอกาส‘ศักยภาพ-ดึงทุนโลก’

ประเทศไทยเตรียมผงาดสู่สายตานานาชาติอีกครั้ง ในการหวนกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี “สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในรอบ 35 ปี หลังไทยเคยจัดการประชุมมาแล้วเมื่อปี 2534 ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน 

ล็อกเป้ารมต.ฮั้วสว. ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกน้ำเงินเกินโหล/ขวางสอบไอเดียร์

ฝ่ายค้านตีเหล็กตอนร้อน “หัวหน้าเท้ง” นำทีมลุย ยื่นซักฟอก 18 รมต.น้ำเงิน พุ่งเป้าพันคดีฮั้ว สว. รวมถึงบริหารเหลว