ตีฆ้องอย่างเป็นทางการสำหรับการแข่งขันเพื่อชิงชัยความเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วประเทศ โดยเริ่มรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเพียงวันแรก เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ความคึกคักก็บังเกิดแทบทุกพื้นที่
โดยเฉพาะสถานที่รับสมัคร ส.ส.เขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ (ไทย-ญี่ปุ่น) เรียกได้ว่าตลาดแทบแตก บางพรรคมาตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ ซึ่งยานพาหนะที่หลายพรรคส่วนใหญ่โดยสารมาคือรถเมล์ ทั้งพลังประชารัฐ ก้าวไกล เพื่อไทย ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ซึ่งมีแกนนำระดับท็อปของพรรคเข้าร่วมส่งผู้สมัครของตนเอง
อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากรวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จากพลังประชารัฐ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากก้าวไกล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากเพื่อไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากประชาธิปัตย์ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากไทยสร้างไทย เป็นต้น
แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในวันรับสมัครคือกองเชียร์ โห่ร้องโชว์แสดงพลังของตัวเองประหนึ่งงานกีฬาสีโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่น่าประทับใจคือ แต่ละกองเชียร์แต่ละพรรคไม่มีการกระทบกระทั่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรง แม้กระทั่งช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์นำผู้สมัครพรรครวมไทยสร้างชาติเข้ามาในพื้นที่ โดยมีกองเชียร์จากพรรคก้าวไกลยืนขนาบรั้วหน้าอาคารกีฬาเวสน์ก็ไม่ได้มีการโห่แต่อย่างใด กลับกันมีบางรายตะโกนเรียก "ลุงตู่" น้ำเสียงเหมือนเชียร์ สร้างสีสันที่น่ารักกับการเมืองไทยไม่น้อย
พูดถึงข้อดีแล้ว ข้อเสียก็ต้องพูดถึงบ้าง นั่นคือปัญหาความแออัดในพื้นที่ ด้วยความที่อาคารกีฬาเวสน์มีแค่หนึ่งประตู โดยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงหลายพรรคจากที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่หน้าอาคารสมัคร เมื่อใกล้ถึงเวลา 08.00 น. ต่างกรูเข้ามาในประตูรับสมัครพร้อมกัน บวกกับมีบางคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองเชียร์เข้าพร้อมกับผู้สมัคร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เข้าไป จึงทำให้เสียเวลากับผู้สมัครคนอื่น และเกิดปัญหาการเบียดเสียดเกิดขึ้น
สำหรับบรรยากาศการรับสมัครในพื้นที่ต่างจังหวัดก็ร้อนระอุไม่น้อยหน้า กทม.เช่นกัน ที่ จ.นครราชสีมา จังหวัดที่มี ส.ส.รองจาก กทม. มี 16 เขตเลือกตั้ง พรรคชาติพัฒนากล้า นำโดย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายเสกสกล อัตถาวงศ์ แกนนำพรรค พรรคพลังประชารัฐ นำโดย นายวิรัช รัตนเศรษฐ แกนนำพรรค พรรคเพื่อไทย นำโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นำทีมสมัครอย่างคึกคัก
ขณะที่ เสี่ยหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้อยู่ กทม. แต่กลับไปส่งลูกพรรคสมัคร ส.ส.ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นเขตระดับใหญ่ ต้องแข่งกับบ้านใหญ่ ที่ต้องเข้ามาให้กำลังใจผู้สมัครเช่นกัน
ด้าน จ.อุทัยธานี บ้านใหญ่อ้อนประชาชนขอคุมสัมปทานทั้งจังหวัด เพราะตระกูลไทยเศรษฐ์ส่งเข้าประกวดถึง 2 คน ประกอบด้วย เขต 1 คือ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ อายุ 34 ปี ลูกชายของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้หมายเลข 4 และ เขต 2 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อายุ 62 ปี พี่มนัญญา ได้หมายเลข 4 ซึ่งทั้ง 2 คนอยู่พรรคภูมิใจไทย และตัวพรรคก็ได้เบอร์พรรคหมายเลข 4
จ.สมุทรปราการก็เดือดไม่ใช่ย่อย เพราะพรรคพลังประชารัฐ โดยการนำของ ตระกูลอัศวเหม ส่งเข้าประกวดถึง 3 คน จาก 8 เขตเลือกตั้ง โดยมีผู้สมัครประกอบด้วย นายอัครวัฒน์ อัศวเหม เขต 1, นายยงยุทธ สุวรรณบุตร เขต 2, น.ส.ภริม พูลเจริญ เขต 3, นายวรพร อัศวเหม เขต 4, นายจาตุรนต์ นกขมิ้น เขต 5, นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เขต 6, นายต่อศักดิ์ อัศวเหม เขต 7 และนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก เขต 8 อีกฟากฝั่งเพื่อไทยเตรียมล้างตากับตระกูลอัศวเหมเช่นกัน
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัย “ปักธง คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน เพื่อคนสมุทรปราการ” โดยมีบุคคลระดับบิ๊กเข้าร่วมการปราศรัยหวังปักธงชัย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ถือว่าเดือดพอสมควรกับ 2 พรรคนี้ ต้องลุ้นกันว่ากลุ่มเพื่อไทย หรืออัศวเหม ที่ไร้เอ๋-ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ใครจะครองใจชาวปากน้ำมากกว่ากัน
จ.สุพรรณบุรี ลูกท็อป-นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นำทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 5 เขต ใน จ.สุพรรณฯ เดินทางมาที่พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อทำพิธีบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมีการตั้งโต๊ะเครื่องบวงสรวงขนาดใหญ่ ประกอบด้วย หัวหมู เป็ด ไก่ สุรา ผลไม้มงคลนานาชนิด พร้อมกราบสักการะขอพร คล้องพวงมาลัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมีคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา, น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มาให้กำลังใจผู้สมัคร
อย่างไรก็ตาม ในการรับสมัคร สิ่งที่ กกต.มักเตือนผู้สมัครคือ ให้เตรียมเอกสารการรับสมัครให้ครบถ้วน เนื่องจากแม้ขาดเอกสารเพียงแค่อย่างเดียวก็ไม่สามารถสมัครได้ นอกจากนี้สิ่งที่ กกต.เป็นกังวลคือ เรื่องการจัดรถแห่ ถ้าได้เบอร์แล้วไม่ควรแห่ออกไป เพราะอาจเข้าข่ายจัดมหรสพรื่นเริง สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน กกต.อยากขอความร่วมมือพรรคการเมือง และผู้สมัครในเรื่องการติดป้ายหาเสียง ที่พบว่ามีหลายพรรคติดบดบังทัศนวิสัยการสัญจรของผู้ใช้ถนน อยากให้มีการปรับเปลี่ยน เพราะถ้าหากไม่มีการแก้ไข เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจัดเก็บ
สำหรับวันที่ 4 เม.ย. เป็นการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และการรับแจ้งรายชื่อบุคคล ซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คงจะมีความคึกคักเช่นกัน
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าปีไหนๆ ก็ตาม ความคึกคักของการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง 4 ปีมีครั้งคงไม่อยากมีใครน้อยหน้าใคร เรียกได้ว่าเป็นสีสันอีกอย่าง ส่วนใครจะเป็นที่ 1 ในเขตไหน ต้องดูวันเลือกตั้ง 14 พ.ค.นี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว
‘ณรงค์’เชื่อมั่น เลือกเทศบาล! ปกติเรียบร้อย
กกต.โวจัดเลือกตั้งเทศบาล-นายกเทศมนตรี 297 แห่งไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งใหญ่ “ณรงค์” บอกบรรยากาศเรียบร้อย
อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.
คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’
ปีเตอร์ พีรพัฒน์ สส.สตูล "รัชกิจประการ"รุ่น 2 นิวเจนรุ่นใหม่ พรรคสีน้ำเงิน
หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง8 ก.พ. ไทยโพสต์ ได้สัมภาษณ์สส.-นักการเมือง รุ่นใหม่-สส.สมัยแรก ไปหลายคน และสัปดาห์นี้มาถึงคิว"นิวเจน-สส.สมัยแรก นักการเมืองรุ่นใหม่พรรคภูมิใจไทย พรรคแกนนำรัฐบาล"ที่ชื่อ "พีรพัฒน์ รัชกิจประการหรือปีเตอร์ สส. เขต 1 จังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย"ที่ชนะการเลือกตั้งมาด้วยคะแนนประมาณ 38,000 คะแนน
'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'
อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน
ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!
เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

