
ข้อยุติของ 8 พรรคร่วมในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมอย่างเป็นทางการนัดแรก หลังจากมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาไปแล้วช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ยังส่อเค้าว่าวุ่นไม่เลิก แม้แกนนำที่เป็นตัวแทนเจรจาของพรรคใหญ่จะออกมาระบุว่า 28 มิ.ย.จะได้ข้อยุติในเรื่องดังกล่าว แต่นั่นก็ไม่ได้ยืนยันว่าในที่สุดจะมีชื่อเพียงคนเดียวจากพรรคร่วมเสนอให้สภาเห็นชอบ เพราะวันนี้โจทย์ดังกล่าวก็ยังถูกแขวนไว้ เหมือนรอใครบางคนเจรจาหลังม่านให้เสร็จเรียบร้อยก่อน
การนิ่งของพรรคก้าวไกล จึงน่าจะอยู่ในช่วงประเมินสถานการณ์ว่าจะตอบโต้เกมการเมืองนี้อย่างไร เมื่อการปักธงหลักการพรรคอันดับหนึ่งต้องเป็นผู้ที่เสนอชื่อผู้นั่งประธานสภาฯ ซึ่งมาจากพรรคของตนเอง เพื่อผลักดันกฎหมายที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ จึงไม่สามารถพลิกเป็นอื่นไปได้ แต่ก็ยังไม่กล้าหักกับพรรคเพื่อไทย เพราะไม่เช่นนั้นการจัดตั้งรัฐบาลก็อาจล้มไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มปฏิบัติการตามเอ็มโอยู
สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่ยังสับสน เริ่มจากที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาบอกว่าเพื่อไทยเห็นชอบให้พรรคอันดับ 1 ได้เก้าอี้ประธานสภาฯ และพรรคอันดับ 2 ได้รองประธาน จากนั้น ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ก็ให้สัมภาษณ์ผ่านทีวีช่องหนึ่ง พูดในหลักการคล้ายกับที่ภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ อย่างไรก็ตาม “ภูมิธรรม” ได้มาอธิบายขยายความว่า ตนพูดในหลักการเท่านั้น มิได้หมายความว่าจะยกเก้าอี้ประธานสภาฯ ให้ก้าวไกล เพราะสองพรรคยังต้องพูดคุยกันอีกครั้ง เนื่องจากมีสัญญาณบางอย่างจากการแสดงความคิดเห็นของนักการเมืองในพรรคบางคน
นำไปสู่การประชุมกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. เพื่อรายงานข้อสรุปการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ รวมถึงรายงานไทม์ไลน์เปิดสภา ความคืบหน้าเกี่ยวกับการประสานงานร่วมรัฐบาลกับ 8 พรรค และตำแหน่งประธานสภาฯ ที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้มอบหมายให้ผู้แทนไปดำเนินการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติ ก็จะได้รับฟังแนวทางที่กรรมการบริหารพรรคจะให้ดำเนินการต่อ
“แล้วแต่ผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม ส.ส.ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ซึ่งผมเชื่อว่าการประชุมน่าจะได้ข้อยุติที่ไปคุยกับพรรคก้าวไกล ในวันที่ 28 มิ.ย. ที่ได้นัดหมายพูดคุยกันเรื่องนี้ที่พรรคเพื่อไทย และหลังจากนั้นวันที่ 29 มิ.ย. หัวหน้าพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 8 พรรค จะมีการประชุมกันที่พรรคก้าวไกล" อ้วน-ภูมิธรรมระบุ
หากดูท่าทีแกนนำของพรรคเพื่อไทยที่น่าสนใจคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาระบุว่า ประธานสภาฯ ต้องเป็นของทุกพรรค ไม่ใช่เป็นตัวเอง ตัวเองเสนอกฎหมายคนเดียวจะผ่านหรือไม่ ก็ไม่ผ่าน ที่พูดมามันโง่ เห็นหรือไม่มาวันแรกก็เปิดศึกแล้ว
"กรณีพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล มีตัวแทน 8 พรรคหารือกันจะเลือกใครเป็นประธานสภาฯ เพื่อไทยก็มีตัวแทนไปแต่ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ต้องกลับมาถามผู้แทนของพรรค ไม่ใช่ไปกัน 7-8 คน แล้วไปตกลง เพราะประธานสภาฯ ต้องเป็นกลาง ต้องเป็นประธานของทุกพรรคการเมืองในสภา และกรณีที่กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ ขอยืนยันว่าจะขอให้ทั้ง 8 คน จาก 8 พรรคกลับไปที่พรรคตัวเองก่อนแล้วค่อยวิจารณ์" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ขณะที่นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาบอกว่า ประเด็นของประธานสภาฯ นั้นข้อมูลอาจจะไม่ตรงกัน ส.ส.ทั้ง 141 คนของพรรค ตอนแรกบอกว่ารัฐมนตรี 14+1 ก้าวไกลได้นายกฯ เพื่อไทย 14+1 ได้ประธานสภาฯ ถ้าเป็นไปตามนี้พวกเราก็มีความสุข แต่จู่ๆ ก็ไปยกตำแหน่งประธานสภาฯ ให้พรรคอันดับ 1 ซึ่งคนที่มีหน้าที่ไปเจรจากับพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมต้องคำนึงถึงความรู้สึก ส.ส.เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ของพรรคเพื่อไทย ว่ามีความคิดเห็นลักษณะเช่นนี้ แล้วไปพูดกับพรรคก้าวไกลว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไร
"ผมไม่อยากให้ประธานสภาฯ มาขัดขวางการเจริญเติบโตของรัฐบาลผสมที่ใกล้เข้ามาแล้ว ขอภาวนาให้เจรจาจบลงเร็วๆ และในพรรคมีความเห็นแบบนี้เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะคะแนนเราอาจจะห่างกันไม่มาก” นายอดิศรกล่าว
คงไม่ใช่เรื่องปกติที่คนของ “พรรคเพื่อไทย” ระดับที่เรียกว่า สายตรงนายใหญ่ ออกโรงวิจารณ์เรื่องประธานสภาฯ เอง ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองหัวหน้าพรรค และ นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค เพราะอย่าลืมว่าในพรรคเพื่อไทยก็มีหลายท่อ ทั้งบ้านแจ้งฯ-บ้านจันทร์ฯ-บ้านลาดฯ แต่ในที่สุดเมื่อต้องโหวต จะมีเพียงสัญญาณเดียวที่ทำให้มติพรรคออกมาซ้ายหรือขวา และท่าทีของระดับยกหูคุย-ไลน์ทางไกลกันได้ จึงมีน้ำหนักที่จะนำมาวิเคราะห์
ถึงขนาด “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรหลอมรวมประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า การประชุมพรรคเพื่อไทยที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.นั้น ได้ให้นายอดิศร เพียงเกษ ขึ้นพูดเป็นคนแรก แล้วสื่อมวลชนถ่ายทอดสัญญาณทางการเมืองสู่สาธารณะจนจบจึงให้สื่อมวลชนออกจากห้องประชุม ดังนั้นพฤติกรรมการเมืองเช่นนี้ เป็นการจงใจให้เกิดขึ้น เป็นการตระเตรียมไว้ของพรรคเพื่อไทย และไม่น่าใช่เหตุบังเอิญ
“ในเกมการเมืองที่ถูกออกแบบไว้นั้น ตำแหน่งประธานสภาฯ เป็นของพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะพิจารณามุมไหนก็ได้พรรคเพื่อไทยอยู่ดี คือก้าวไกลยอมหรือไม่ยอมก็ได้พรรคเพื่อไทย หรือเพื่อไทยมีมติยกให้พรรคก้าวไกลก็ตาม ก็ยังจะได้พรรคเพื่อไทยอยู่ดี” อดีตแกนนำ นปช.ผู้นี้ระบุ
จึงมองได้ว่า จากท่าทีของสายตรงและตัวแทนเจรจาของพรรคที่ยังไม่ชัดเพราะ “คนแดนไกล” ต้องประเมินตัวแปรรอบด้าน เพราะเบื้องหน้ามีอนาคตของตัวเองในการได้กลับบ้านเป็นเดิมพัน ศึกของคนในครอบครัวในการชี้นำในเรื่องนี้จึงเป็นแค่แรงกระเพื่อมก่อนที่ทุกอย่างจะได้รับการ "ฟันธง" เพราะนั่นเป็นเงื่อนไขที่ครอบคลุมไปถึงการเลือกนายกฯ การจัดตั้งรัฐบาล ที่มีสารพัดดีลของหลายบิ๊กในการเข้าสู่ฮอส 376 เสียง ซึ่งมีเพื่อไทยเป็นตัวแปรหลักทุกดีล
แถมยังต้องกังวลเรื่องภาพลักษณ์ที่เพื่อไทยจะสูญเสียการนำขั้วประชาธิปไตย เพราะมีท่าทีลับๆ ล่อๆ ไปจูบปากกับฝ่ายเผด็จการ ซึ่งต้องยอมรับสภาพการถูกแซะจากพวกด้อมส้ม จนถูกผลักให้ไปเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม แสดงออกให้เห็นถึงการปกป้องเทิดทูนสถาบัน ซึ่งต้องวัดใจในการแลก
จึงเป็นเรื่องที่ “นายใหญ่คนแดนไกล” คงต้องชั่งน้ำหนักให้ดี เพราะเมื่อลำดับความสำคัญในขณะนี้คือการ ได้กลับบ้าน ที่อาจมีออปชันพ่วงน้องสาวกลับมาด้วย ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมเจ็บ ดังนั้นภารกิจแรกที่ต้องสกัดแผนของ “ก้าวไกล” ในการแตะสถาบัน ด้วยการเลือกคนนั่งประธานสภาฯ ตามเกมจากคนที่ไปดีลมาจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ
จึงไม่แปลกที่ชื่อ สุชาติ ตันเจริญ จะยังไม่หายไปจากกระแส และเจ้าตัวเองก็ยังไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแส “งูเห่า” ที่พ่วงยาวไปถึงวาระโหวตนายกรัฐมนตรีด้วย
คงต้องติดตามต่อไปว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยจะได้ข้อสรุปอย่างไร แต่เมื่อสภาวะแวดล้อมของ “ตัวจี๊ด-ตัวจริง” ที่ออกมาแสดงท่าทีเป็นเช่นนี้แล้ว ก็เชื่อว่าคงไม่จบลงด้วยการยกเก้าอี้ให้ก้าวไกลไปได้ง่ายๆ ส่อเค้าต้องไปลุ้นกับการ “ฟรีโหวต” ในวันประชุม ให้สังคมได้เห็นว่าใครเป็นใคร
และมีแนวโน้มว่า เกมนี้พรรคก้าวไกลคงปล่อยให้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยไปเอง สะสมความไม่พอใจไว้ในอกให้เหล่าบรรดา “ด้อมสม” เพื่อไปปิดเกมในวันโหวตนายกฯ
โยนระเบิดให้พรรคเพื่อไทยที่กำลังเผยจุดยืน และคำตอบเรื่อง “ดีลลับ” จากผลของการเลือกประธานสภาฯ ในครั้งนี้นั่นเอง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘เสี่ยหนู’จดทะเบียนสมรส
“อนุทิน” หัวใจสีชมพู ควง “จ๋า ธนนนท์” จดทะเบียนสมรสที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยานก่อนวันวาเลนไทน์ “รัฐบาล-ตำรวจ” พาเหรดเตือนภัยวันแห่งความรัก
ฤกษ์ดี! 'อนุทิน' ควง 'จ๋า ธนนนท์' จดทะเบียนสมรส
'อนุทิน' ไม่รอวันวาเลนไทน์ ควง ’จ๋า ธนนนท์‘ จดทะเบียนสมรส ที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยาน
ดึงสติ! หัดมีน้ำใจนักกีฬา แพ้นับใหม่ ยังดรามาไม่ยอมจบ
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ดรามา แพ้นับใหม่
เปิดเบื้องลึก! 'ภท.' ชิงเปิดตัว 'พรรคเล็ก' ร่วมรัฐบาล
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง "ภูมิใจไทย ชิงเปิดตัวพรรคเล็ก" โดยระบุว่า
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
'อนุทิน' บอกไม่สบายใจดัชนีคอร์รัปชันไทยสอบตก!
'อนุทิน' รับไม่สบายใจค่าคะแนน CPI ไทยต่ำ 33 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศอยู่ในเกณฑ์สอบตก กำชับการปฎิบัติงานทุกภาคส่วนโปร่งใส 'บวรศักดิ์' แนะ 5 ข้อ รบ.ชุดหน้าต้องทำ

