อย่าให้คนไทยคิดผิดที่เลือกมา! 'ชูวิทย์' ฝากถึง 'นายกฯหนู'

30 มี.ค. 2569 – นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “สงครามของคนไทย” โดยระบุว่า มีคนจำนวนมากถามถึงผมว่าหายไปไหน สังขารของผมก็เช่นเดียวกับผู้ป่วยมะเร็งทั่วไปที่มีขึ้นมีลง เพราะเป็นการรักษาแบบประคับประคองไม่ใช่การรักษาให้หาย จึงมีช่วงที่ผมต้องไปเข้าเงียบเพื่อให้จิตใจนิ่ง ส่งผลให้ร่างกายไม่ทุกข์ทรมานมาก

เรื่องสำคัญของบ้านเมืองขณะนี้ คือ “น้ำมัน“ จริงอยู่ว่าสภาวะสงคราม อิหร่าน-สหรัฐ อิสราเอล ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงทั่วโลก นายกฯ หนู ออกมาขอโทษว่าคาดผลของสงครามผิดว่าจะจบเร็ว จึงตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน แต่เมื่อสงครามไม่ได้จบอย่างที่คาด ทำให้ต้องปล่อยราคาน้ำมันลอยตัวขึ้นถึง 6 บาท ในครั้งเดียว

และเมื่อราคาขึ้น ทุกปั๊มกลับมีน้ำมันให้เติมสบายๆ ทันที ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าชาวบ้านต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด ท้ายสุดเจอป้าย “น้ำมันหมด“ อย่างนี้มันน่าสงสัยในหัวอกของประชาชนว่ามีการกักตุนน้ำมัน และสวาปามผลต่างบนความเดือดร้อนของประชาชน

ราคาน้ำมันขึ้นเพราะสงคราม ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าสงสัย ในเมื่อเรามีโรงกลั่นถึง 6 แห่ง รับน้ำมันดิบจากต่างประเทศล่วงหน้ามาแล้วถึง 3 เดือนในขณะที่ยังไม่มีสงคราม เท่ากับปัจจุบันยังมีน้ำมันดิบเพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศด้วย “ต้นทุนเดิม” แต่ทำไมเราถึงต้องอ้างอิงราคาน้ำมันที่สิงคโปร์ในปัจจุบันที่มีสงครามแล้ว มาเป็นฐานในการปรับขึ้นราคาตอนนี้?

รัฐบาลควรชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ “ต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริง” มากกว่า “ต้นทุนทิพย์“ พ่อค้าทุกคนย่อมสามารถแจงต้นทุนสินค้าที่ตัวเองขายได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะขายลูกชิ้น หรือขายน้ำมัน แต่น้ำมันกลับเป็นเรื่องยุ่งยาก และเกรงที่จะชี้แจง “ต้นทุนที่แท้จริง“ ให้ประชาชนทราบ

หากรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงต้นทุนน้ำมันที่ขายให้ประชาชนได้ ก็ย่อมเป็น “การค้าที่ผิดปกติธุระ“ คือขายโดยมี ”นายทุนใหญ่” ผู้บงการอยู่เบื้องหลัง แอบทำกำไรมากเกินกว่าที่ควรได้บนความเดือดร้อนของประชาชนคนไทย

คิดฐานราคาน้ำมันของวันที่มีสงครามตอนนี้ ทั้งที่ต้นทุนน้ำมันที่ได้มาเป็นราคาก่อนช่วงสงคราม มันจึงเป็นการ “ตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรม“ อย่างยิ่งกับประชาชน เหมือนซื้อหุ้นตอนถูก แล้วรอจังหวะขายตอนราคาขึ้น

แต่นี่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ใช่จะมาเก็งกำไรใส่กระเป๋าเอาตอนนี้ ผลต่างของต้นทุนช่วงที่ไม่มีสงคราม กับตอนมีสงครามกลายเป็น “กำไรมหาศาล“ ที่เข้ากระเป๋าใคร?

รัฐบาลต้องมีความจริงใจในการชี้แจงให้ชัดเจน หากจะบีบไข่ให้ “ไอ้โม่งนายทุน” คายกำไรคืนให้ประชาชนได้ นายกฯ หนู ก็ต้องทำ ในสถานการณ์เช่นนี้ผมว่าประชาชนจะเข้าใจได้ง่าย หากยอมพูดออกมาตรงๆ นายกฯ จะได้รับการยกย่องแทนการถูกตำหนิ

แต่การให้คุณพิพัฒน์เป็นหนังหน้าไฟมาฟังคำแนะนำจากประชาชนคงไม่น่าเป็นสิ่งที่ควร เพราะนอกจากคุณพิพัฒน์เป็นผู้มีความรู้เรื่องน้ำมันดี มีประสบการณ์มากมายเพราะค้าขายน้ำมันจนร่ำรวย ยังเป็นนักการเมืองที่ได้รับเลือกจากประชาชนมาทำหน้าที่อีกด้วย

แม้การเลือกระหว่าง “นายทุน“ กับ ”ประชาชน” จะยากลำบากสำหรับนักการเมือง แต่เมื่อถึงเวลาบ้านเมืองวิกฤตนักการเมืองทุกคนต้องเลือกประชาชนมากกว่านายทุน เพราะประชาชนจำนวนมากเลือกพรรค เลือก สส. ของภูมิใจไทยมากสุดจนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

อย่าให้ประชาชนบอกว่า “คิดผิดที่เลือกมา” ประชาชนอย่างพวกผมต้องพึ่งรัฐบาลในขณะนี้ หากท่านทำพัง ประชาชนก็พังไปด้วย

มันถือเป็น “สงครามของคนไทย“ ที่ต้องเอาตัวรอดไปวันๆ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'โบว์' ซัดฝ่ายค้านชอบปั้นวาทกรรมแบ่งแยก 'นายทุน' กับ 'ประชาชน' ปมแขวะรัฐบาลรับฟัง CEO

รัฐบาลจัดงานหารือ 2 ชั่วโมง รับฟังความเห็น CEO จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อจะได้ส่งเสริมการแข่งขันกันได้เต็มศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ   มีฝ่ายค้านบอกให้จัดงานฟังประชาชนบ้าง

'อนุดิษฐ์' จี้ 'รบ.' แก้ปัญหาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานจริงจัง มากกว่าคำขอโทษปลอบใจหลังเกิดเหตุ

อนุดิษฐ์ ชี้คนไทยไม่ได้ต้องการเพียงคำปลอบใจหลังเกิดเหตุ แต่ต้องการเห็นรัฐบาลลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

นายกฯ รุดดูจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ คาใจทำไมไม่แจ้งเตือนมีรถคร่อมอยู่

นายกฯ รุดดูจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ แสดงเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-ผู้บาดเจ็บ กำชับดูแลเยียวยาเต็มที่ เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต ย้ำชัดไม่ควรมียานพาหนะจอดคร่อมรางรถไฟ คาใจทำไมไม่แจ้งเตือนมีรถคร่อมอยู่

นายกฯผลักดันงาน 'ฮักบั้งไฟพุเตย' หนุนต่อยอดท่องเที่ยว–ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น

นายกฯ เปิดงาน “ฮักบั้งไฟพุเตย 2569” ชื่นชมพลังชุมชนสืบสานวัฒนธรรม หนุนต่อยอดท่องเที่ยว–ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น