‘เอกนิติ’ คอนเฟิร์มชงครม.ก่อนสงกรานต์ เคาะมาตรการอุ้มปชช.อ่วมพิษน้ำมันแพง ขยายเพดานกองทุนน้ำมันกู้เงิน1.5แสนล.

‘เอกนิติ’ คอนเฟิร์มเตรียมชง ครม. ใหม่นัดแรงก่อนสงกรานต์ เคาะมาตรการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันแพง จ่อผุด ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รวมคนละครึ่ง พลัส – บัตรคนจน บรรเทาค่าใช้จ่าย ยืนยัน พ.ค. 69 ได้ใช้แน่ ยอมขยายเพดานกองทุนน้ำมันกู้เงินได้ 1.5 แสนล้านบาท

31 มี.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้เร่งเตรียมมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานโลกที่รุนแรง จนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นมาแล้ว 300-400% จากระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาเรล เป็น 240 ดอลลาร์ต่อบาเรล ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น ได้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงราคาขายปลีกในประเทศอยู่

โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งออกแบบรายละเอียดของ ‘โครงการไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือน พ.ค. 2569 โดยโครงการดังกล่าวจะรวมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าด้วยกัน เบื้องต้นผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะสามารถใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้า และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัสได้ด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในโครงการคนละครึ่ง พลัส ก็จะสามารถใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าได้ด้วยเช่นกัน รวมถึงจะมีการดึงเอไอเข้ามาเสริมทักษะของร้านค้าด้วย

“คลังจะเตรียมมาตรการที่ช่วยอุดหนุนประชาชน แทนการอุดหนุนราคาพลังงาน เพราะมองว่าเราต้องช่วยคนเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดยมาตรการจะมีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้ และโดยหลังแถลงนโยบายของรัฐบาล คาดว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกทันที ซึ่งน่าจะเป็นช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ คลังจะเร่งเสนอมาตรการในการให้ความช่วยเหลือในส่วนของกระทรวงการคลังที่เตรียมไว้หลายเรื่องให้ ครม. พิจารณาทันที” นายเอกนิติ ระบุ

สำหรับมาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า การพิจารณาจะต้องสอดประสานกับกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนจะลดในอัตราเท่าไหร่ หรือทำขนาดไหน จะต้องพิจารณาฐานะการคลังเป็นสำคัญด้วย เพราะต้องเข้าใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน การจะทุ่มทุกอย่างเข้าไปเพื่ออุ้มราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราไม่สามารถไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริงได้ เนื่องจากไม่ใช่ทุกคนที่มีรถใช้ ดังนั้นเป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่การอุ้มราคาน้ำมัน การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ

“ฐานะการคลังวันนี้ยังพอรับได้ การจัดเก็บรายได้ในช่วงที่ผ่านมายังเป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันคงต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะวันนี้เรามีกลไกหลักที่ประเทศใช้คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต ซึ่งทั้ง 2 เรื่องเป็นการอุ้มราคา ดังนั้นไม่ว่าใช้กลไกอะไรผลต่อประชาชนก็ไม่แตกต่างกัน เป็นการอุ้มราคา ช่วยคนใช้รถ แต่วันนี้รัฐบาลพยายามจะเปลี่ยน เพราะต้องยอมรับว่าพลังงานราคาถูกอาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแหล่งพลังงานถูกทำลาย สิ่งที่รัฐบาลจะทำจากนี้คือการพยายามช่วยคนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เราเปลี่ยนมาช่วยคนแทน” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สื่อสารผ่านกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น (บอร์ด) ในบริษัทน้ำมันที่มีโรงกลั่นให้เข้มงวดเรื่องการห้ามกักตุนน้ำมัน ห้ามให้น้ำมันขาดแคลน พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต เข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำน้ำมันในประเทศออกไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำเรื่องเพื่อขอให้กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ เป็นระยะเวลา 1 ปี จากปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีภาระอยู่ราว 4 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งการขยายเพดานดังกล่าวจะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีช่องว่างในการบริหารจัดราคาน้ำมันช่วงสุดท้าย ซึ่งหากกองทุนน้ำมันฯ กู้เต็มจำนวน จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะ ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% ของจีดีพี จากปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66.09% ของจีดีพี และหากกู้จนครบวงเงินแล้ว ก็สามารถพิจารณาขยายเพิ่มได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นด้วย โดยยืนยันว่ายังมีช่องว่างที่สามารถกู้ได้อีก 3.5 แสนล้านบาท ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี

โดยหลังจากนี้จะต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่การหารือของที่ประชุมคณะกรรมการหนี้สาธารณะ เพื่อบรรจุในแผนการก่อหนี้ และทำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุม ครม. หากผ่านความเห็นชอบ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ก็จะเริ่มกระบวนการในการจัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสมให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทันที

“รัฐบาลต้องดูแลราคาน้ำมันสุดท้ายให้กับประชาชน วันนี้เราใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการดูแลราคาดีเซลอยู่ราว 19 บาทต่อลิตร ถ้ากองทุนน้ำมันฯ ไม่ทำอะไรเลย ประชาชนจะต้องจ่ายราคาน้ำมันดีเซลสูงถึง 59 บาทต่อลิตร แต่ตอนนี้อยู่ที่ลิตรละ 40 บาทเศษ ยืนยันว่าการดูแลเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกประเทศ และไทยโชคดีที่มี 2 เครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันสุดท้ายไม่ให้ลอยตัวโดยที่ไม่มีอะไรช่วยเลย คือ กองทุนน้ำมันฯ และภาษีสรรพสามิต” นายลวรณ กล่าว

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในส่วนของคนละครึ่ง พลัสนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ ซึ่งคลังกำลังดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และจะเร่งเสนอ ครม. พิจารณาโดยเร็วที่สุด โดยส่วนตัวหวังว่าน่าจะเริ่มใช้คนละครึ่ง พลัส ได้เร็วที่สุดภายในเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้มีการลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดได้ภายในช่วงปลายเดือน เม.ย. นี้ ยกเว้นกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของมาตรการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อเดือน รวมเป็น 400 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยค่าครองชีพจากผลกระทบราคาน้ำมันแพงนั้น เป็นมติ ครม. เดิม ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งขณะนี้ได้สิ้นสภาพไปแล้ว ดังนั้นหลังจากนี้จะมีการนำมาทบทวนใหม่ว่า 100 บาทนั้นน้อยเกินไปหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูรวมกับงบประมาณที่มี แต่ยืนยันว่าเม็ดเงินจะไม่น้อยกว่าเดิมอย่างแน่นอน และหลังจากนั้นจะเร่งเสนอให้ ครม. พิจารณาทันที

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ภราดร' ยันรัฐบาลเดินหน้า พรก.กู้เงิน ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 25 พ.ค.นี้ ชี้ศาล รธน. ไม่มีคำสั่งให้ชะลอ

"ภราดร" ยันรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้ให้ชะลอหรือหยุด คลังเตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน บอกไม่กระทบลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย