'ไม่ล็อกดาวน์'รัฐบาลเข็นต่อ มาตรการสู้ ‘โอมิครอน’

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทั่วโลกยังต้องเผชิญไปอีกนาน และยังสร้างความตื่นตระหนกไม่น้อยเมื่อเชื้อมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ไทยจะมียอดผู้ติดเชื้อลดลงต่อเนื่อง แต่ล่าสุดเกิดเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ในชื่อ โอมิครอน ที่มีการแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์ที่ผ่านมา 2-5 เท่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ หรืออาการน้อยคล้ายไข้หวัด และเชื้อดังกล่าวได้เข้าประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยก่อนหน้านี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้สั่งเข้มมาตรการรับมือในทุกจุดคัดกรองเข้า-ออกประเทศทันทีที่ทราบว่ามีการระบาดของเชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้ และให้เตรียมความพร้อมหากต้องมีการปรับมาตรการต่างๆ เมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วน 

ซึ่งขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ร่วมกับคณะแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ถึงพัฒนาการของเชื้อโอมิครอน 

พร้อมสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข และกระทรวงสาธารณสุข ไปตรวจสอบข้อมูลโอมิครอนว่าเชื้อชนิดนี้แพร่เชื้ออย่างไร และทำให้เกิดความรุนแรงระดับใด รวมทั้งให้เข้มงวดเรื่องมาตรการการคัดกรองการเดินทางเข้าประเทศ 

นอกจากนี้ ขอความร่วมมือให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID-Free Setting) ในช่วงการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ พร้อมกับยืนยันว่าจะยังไม่มีการยกระดับมาตรการ หรือ ล็อกดาวน์ ในตอนนี้ เนื่องจากมาตรการปัจจุบันยังสามารถรับมือได้อยู่ เพียงแต่ขอให้ประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการที่ออกมาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องมีมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร พร้อมกำชับถึงมาตรการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองให้เข้มข้น เพื่อป้องกันการนำเข้าเชื้อ

สำหรับมาตรการต่างๆ ภายในประเทศนั้น ขณะนี้รัฐบาลยังให้ยึดมาตรการเหมือนเดิมทุกอย่าง โดยทีมแพทย์จะใช้เวลาประเมินและรวบรวมข้อมูลจากทั้งโลก ที่ขณะนี้ยังมีไม่เพียงพอเนื่องจากเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ยังไม่ทราบความรุนแรงของเชื้อโอมิครอนว่ามากน้อยแค่ไหนแล้วจะส่งผลกับคนกลุ่มใดมากที่สุด ซึ่งจะต้องรอดูประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับลักษณะของเชื้อดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างทางนี้รัฐบาลยังคงเดินมาตรการเดิมแต่มีความเข้มข้นขึ้น โดยมาตรการในปัจจุบันคือ ห้าม 8 ประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโอมิครอนเข้าไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2564 ประกอบด้วย บอตสวานา เอสวาตินี เลโซโท มาลาวี โมซัมบิก นามิเบีย แอฟริกาใต้ และซิมบับเว ส่วนประเทศอื่นนอกเหนือจาก 8 ประเทศในทวีปแอฟริกา ให้เข้าประเทศในรูปแบบกักตัว

มีการเพิ่มวันกักตัวจาก 10 วันเป็น 14 วัน จากที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีการปรับลดวันกักตัวของผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยจาก 14 วัน เหลือ 10 วัน เนื่องจากการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนหน้านี้พบว่า การตรวจพบติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวันที่ 5-7 อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสายพันธุ์โอมิครอน จึงได้มีการปรับให้การกักตัวเป็น 14 วันเช่นเดิม

พร้อมใช้การตรวจ RT-PCR เช่นเดิม ในผู้เดินทางเข้าประเทศแบบเทสต์แอนด์โก

นอกจากนี้ยังเพิ่มเทคนิคตรวจหาสายพันธุ์โอมิครอนให้ได้รวดเร็ว จากที่โอมิครอนเป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย จึงยังไม่มีน้ำยาเฉพาะในการตรวจหาสายพันธุ์เหมือนสายพันธุ์อื่น แต่เนื่องจากจุดกลายพันธุ์ของโอมิครอนบางจุดเหมือนกันในสายพันธุ์อัลฟา และบางจุดเหมือนกับในสายพันธุ์เบตา จึงมีการใช้น้ำยาเฉพาะของ 2 สายพันธุ์มาตรวจหาโอมิครอน โดยหากพบว่าแสดงเป็นบวกในทั้ง 2 สายพันธุ์แสดงว่าเป็นโอมิครอน ซึ่งทำให้สามารถตรวจรู้ผลได้รวดเร็ว โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถตรวจได้ เป็นการใช้ระหว่างที่พัฒนาน้ำยาตรวจเฉพาะของโอมิครอน

ขณะเดียวกันยังคงเร่งติดตามตัวผู้เดินทางจากทวีปแอฟริกามาตรวจโควิด รอบที่ 4 ด้วยวิธี RT-PCR หลังจากก่อนหน้านี้ผู้เดินทางจากทวีปแอฟริกาสามารถเข้าไทยได้ในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ ผ่านการตรวจหาเชื้อ 3 ครั้ง ก่อนออกจากแซนด์บ็อกซ์ นอกจากนี้ในส่วนการทำงานของฝ่ายต่างๆ ยังคุมเข้มสกัดโควิด โดยกระทรวงมหาดไทยกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ คุมเข้มการลักลอบของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายทุกช่องทางตามดำริของนายกรัฐมนตรี 

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์จะเรียกประชุม ศบค.ชุดใหญ่ โดยจะมีการนำเรื่องโอมิครอนเข้าหารือ ซึ่งต้องจับตาว่า ศบค.จะดันมาตรการใดออกมารับมือเชื้อไวรัสกลายพันธุ์นี้หรือไม่.