
รัฐสภาสมบูรณ์แล้ว หลังได้ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา และรองประธานสภาฯ อีก 2 คน เป็นที่เรียบร้อย กระบวนการขั้นตอนหลังจากนี้คือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
โดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้นัดประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคมนี้ หากชื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ไม่ผ่านรอบแรก มีแนวโน้มจะนำรายชื่อเข้าที่ประชุมสองสภาให้โหวตใหม่ในวันพุธที่ 19 กรกฎาคม อีกครั้ง
ถึงวันนี้หลายฝ่ายให้น้ำหนักสูงมากว่า โอกาสที่ชื่อของ พิธา จะฝ่าด่านไปได้มีน้อยถึงน้อยมาก โดยเฉพาะท่าทีของวุฒิสภาซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินว่านายพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นไปในแนวทางลบต่อพรรคก้าวไกล
ส.ว.หลายคนที่ก่อนหน้านี้เปิดตัวว่าจะโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอันดับ 1 กลับมีท่าทีเปลี่ยนไปในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี
โดยเฉพาะนายทรงเดช เสมอคำ ส.ว. ที่มีพื้นเพเป็นคนจังหวัดสุโขทัย บ้านเดียวกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้ประกาศว่าพร้อมสนับสนุนนายพิธา แต่ล่าสุดพลิก 360 องศาเรียบร้อยแล้ว โดยให้สาเหตุที่ไม่สามารถโหวตให้กับนายพิธาได้คือ เรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
เช่นเดียวกับ ส.ว.อีกหลายคนอย่าง นายเฉลิม เฟื่องคอน ส.ว. ที่เคยยึดหลักยกมือให้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันออกมาระบุในทำนองเดียวกันว่า ไม่สามารถยกมือให้เพราะเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยกเว้นยกเลิกนโยบายนี้ไปถึงจะโหวตให้
ขณะที่นายประพันธ์ คูณมี ส.ว.อีกราย ออกมาเปิดเผยเมื่อปลายสัปดาห์ว่า เสียงส่วนใหญ่ใน "สภาสูง" ขณะนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่ยอมรับนายพิธา ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กันคือเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ธงของ ส.ว.ส่วนใหญ่ขณะนี้คือ หากนายพิธาและพรรคก้าวไกลไม่ยอมลดธงเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะไม่มีวันโหวตให้ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่พรรคก้าวไกลจะยอมลดเพดานตัวเอง เพราะขณะนี้มวลชนหลายคนเริ่มไม่พอใจที่พรรคสีส้มยอมถอยในหลายเรื่องเพียงเพราะจะเข้าสู่อำนาจ อย่างเช่นการยอมถอยเรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎรให้กับพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาของ ส.ว.ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ ที่มีการกลับลำตั้งแท่นว่าจะไม่โหวตให้นั้น ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง ว่าได้รับสัญญาณอะไรทำให้ไม่กล้าแหกคอกหรือไม่
หรือเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว เพียงแต่การแสดงออกในช่วงแรกเป็นแค่ละครว่า ส.ว.ไม่ได้จ้องจะขัดขวางนายพิธา และในสภาสูงเองมีความหลากหลายเพียงเท่านั้น
อย่างไรก็ดี เหตุผลในการจะไม่ยกมือโหวตนายกฯ ของ ส.ว.ขณะนี้ ดูเหมือนเรื่องความสำคัญของคดีถือหุ้นสื่อของนายพิธา จะถูกพูดถึงไม่มากเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ให้น้ำหนักไปที่ประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แทน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว นั่นคือ "ความคลุมเครือ"
แค่ "ความคลุมเครือ" ก็เพียงพอในการที่จะไม่ยกมือให้ อีกทั้งถึงอย่างไรก็มีเหตุผลเรื่องนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่กว่า
ฟากปฏิกิริยาของพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกล มองปรากฏการณ์ ส.ว.กลับลำว่ายังเป็นแค่ ส.ว.บางส่วนเท่านั้น พร้อมมองโลกในแง่บวกว่ายังมี ส.ว.ที่ไม่ได้แสดงความเห็นอีกหลายคน
นอกจากนี้ นายชัยธวัชยังย้ำว่า หากชื่อของนายพิธาไม่ผ่านการโหวตในวันที่ 13 กรกฎาคม พรรคก้าวไกลจะเสนอชื่อซ้ำอีกครั้งในวันที่ 19 กรกฎาคม แต่เชื่อว่าจะจบแค่ครั้งเดียว
ท่าทีดังกล่าวดูเหมือนว่าพรรคก้าวไกลมีความมั่นใจ แต่ในทางปฏิบัติแล้วพรรคก้าวไกลรู้อยู่เต็มอกว่า ตราบใดที่ไม่มีการลดเพดานเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่มีวันที่ ส.ว.ส่วนใหญ่จะเติมเสียงให้นายพิธาจนครบ 376 เสียง
พรรคก้าวไกลวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เด็กใสซื่อในเวทีการเมือง แต่มีการปรับแท็กติกเพื่อแก้เกมอีกฝั่ง หรือแม้แต่ใน 8 พรรคร่วมเองที่ไม่ได้สนิทใจต่อกันทุกเรื่อง
ต่อให้ชื่อของนายพิธาจะไม่ผ่านกี่รอบ พรรคก้าวไกลจะไม่ยอมถอยด้วยตัวเอง เว้นเสียแต่มีใครบางคน หรือพรรคบางพรรคอดรนทนไม่ได้ ออกมาเสนอให้เป็นชื่ออื่นแทน
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่กำลังตกเป็น "ผู้ต้องหา" ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ว่าคิดไม่ซื่อกับพรรคก้าวไกล ตั้งแต่เมื่อครั้งประเด็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่แรกๆ เหมือนยอมพรรคก้าวไกล แต่พอเดดไลน์กลับแสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจนว่าต้องการเก้าอี้ตัวนี้
ซึ่งหากชื่อของนายพิธายังไม่สามารถฝ่าด่าน ส.ว.ไปได้ ในขณะเดียวกัน คดีเรื่องถือหุ้นสื่อไอทีวีของนายพิธาก็ยังไม่ได้บทสรุป แต่พรรคการเมืองอื่นเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่น จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม จะกลายเป็น "ผู้ต้องหา" หรือ "ผู้ร้าย" ทันที ยิ่งหากพรรคนั้นคือพรรคเพื่อไทย
วันนี้แม้พรรคก้าวไกลพยายามอ้างเรื่องการเจรจาหาเสียงจาก ส.ว. และเพื่อนสมาชิกจากอีกขั้ว เพื่อให้ได้ 376 เสียง แต่พวกเขารู้ดีว่ามันเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง
สิ่งที่พรรคก้าวไกลพยายามทำในตอนนี้คือ ยืมมือ "สังคม" กับ "มวลชน" เพื่อมาเป็นเกราะป้องกันให้กับนายพิธาและพรรคตัวเอง
จะเห็นว่าที่ผ่านมานายพิธาทำตัวประหนึ่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้แล้ว จนหลายคนไปเย้ยหยันว่า ออกตัวแรงระวังจะรับประทานแห้ว ซึ่งข้อเท็จจริงนายพิธาและพรรคก้าวไกลไม่ได้หูหนวกตาบอด โดยไม่รู้ว่ากำลังตกอยู่ในเกมของอีกฝั่ง แต่พยายามแก้เกมมาตลอดในทุกๆ เรื่อง
พยายามทำให้เห็นว่า ตามครรลองในประเทศนี้ นายพิธาจะต้องเป็นนายกฯ หากไม่ใช่ นั่นหมายความว่าทุกอย่างผิดเพี้ยน
โดยใช้ทุกช่องทางที่ตัวเองมีอย่างโซเชียลมีเดีย ที่ล่าสุดนายพิธาทวีตข้อความพร้อมแท็กเทย์เลอร์ สวิฟต์ เชิญชวนให้มาจัดคอนเสิร์ตที่เมืองไทยอีกครั้ง หลังจากถูกยกเลิกไปในช่วงเวลาที่เมืองไทยเกิดการรัฐประหารปี 57
"เฮ้ เทย์เลอร์ ผมเป็นแฟนเพลงตัวยงของคุณนะ ตอนนี้ประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มตัว หลังจากที่คุณต้องยกเลิกเมื่อครั้งที่แล้วเนื่องจากการรัฐประหาร เสียงของคนไทยได้สะท้อนผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเราทุกคนรอคอยที่จะต้อนรับคุณสู่ประเทศที่สวยงามของเรา! มาสิ แล้วผมจะร้องเพลง Lavender Haze กับคุณ!"
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สู้กับพรรคเพื่อไทยจนหยดสุดท้าย แต่ด้วยความเก๋าเกมของพรรคเพื่อไทย ที่เสนอชื่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นนักการเมืองอาวุโสที่ด้อมส้มให้ความเคารพจากการวางตัว ทำให้ปรับกลยุทธ์สู้ไม่ทัน ทำให้ต้องถอยไปเพียงรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1
นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังพยายามแก้เกมพรรคเพื่อไทย โดยการยัดบางอย่างลงไปในถ้อยแถลงการณ์ 2 พรรคก่อนวันโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการหยิบเอานิรโทษกรรมทางการเมือง การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ร่างพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคก้าวไกล
รวมไปถึงตารางผลัดกันเกาหลัง ตอนเสนอรายชื่อประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ อีก 2 คน โดยนายพิธา จากพรรคก้าวไกล เสนอชื่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ เป็นประธานสภาฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง จากพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายปดิพัทธ์ สันติภาดา จากพรรคก้าวไกล เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จากพรรคประชาชาติ เสนอชื่อนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จากพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2
ซึ่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เหมือนจะเดินไปตำหนินายชัยธวัช เลขาธิการพรรคก้าวไกล ว่าทำไมไม่เป็นคนของพรรคก้าวไกลที่เสนอรายชื่อคนของพรรคเพื่อไทยบ้าง
แน่นอนว่า นพ.ชลน่านเข้าใจผิดพรรคก้าวไกล เพราะทั้งหมดมีการพูดคุยกันแล้ว แต่อย่างน้อยมันทำให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีความคิดเรื่องความหวาดระแวงและจ้องแทงกันตลอดเวลาอยู่
พรรคก้าวไกลขณะนี้ไม่ได้รบในเกมของอีกฝ่าย แต่กำลังรบในเกมที่ตัวเองถนัด นั่นคือ โซเชียลมีเดีย ที่ทรงอิทธิพลกับกลุ่มมวลชน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘เสี่ยหนู’จดทะเบียนสมรส
“อนุทิน” หัวใจสีชมพู ควง “จ๋า ธนนนท์” จดทะเบียนสมรสที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยานก่อนวันวาเลนไทน์ “รัฐบาล-ตำรวจ” พาเหรดเตือนภัยวันแห่งความรัก
ฤกษ์ดี! 'อนุทิน' ควง 'จ๋า ธนนนท์' จดทะเบียนสมรส
'อนุทิน' ไม่รอวันวาเลนไทน์ ควง ’จ๋า ธนนนท์‘ จดทะเบียนสมรส ที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยาน
ดึงสติ! หัดมีน้ำใจนักกีฬา แพ้นับใหม่ ยังดรามาไม่ยอมจบ
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ดรามา แพ้นับใหม่
เปิดเบื้องลึก! 'ภท.' ชิงเปิดตัว 'พรรคเล็ก' ร่วมรัฐบาล
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง "ภูมิใจไทย ชิงเปิดตัวพรรคเล็ก" โดยระบุว่า
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
'อนุทิน' บอกไม่สบายใจดัชนีคอร์รัปชันไทยสอบตก!
'อนุทิน' รับไม่สบายใจค่าคะแนน CPI ไทยต่ำ 33 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศอยู่ในเกณฑ์สอบตก กำชับการปฎิบัติงานทุกภาคส่วนโปร่งใส 'บวรศักดิ์' แนะ 5 ข้อ รบ.ชุดหน้าต้องทำ

