
ในวันที่ 11-12 กันยายนนี้ รัฐบาลจะแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยมีไฮไลต์เด็ดคือนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท หวังเป็นตัวจุดชนวนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ
ควบคู่นโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และประชาชน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และแก้ปัญหาความเห็นต่างในเรื่องของรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ วิป 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ตัวแทน สส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สว. ได้จัดสรรเวลาการอภิปรายใน 2 วัน รวม 30 ชั่วโมง แบ่งเป็นเวลาของประธานรัฐสภา 1 ชั่วโมง ฝ่าย ครม. 5 ชั่วโมง สส.ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง สว. 5 ชั่วโมง และ สส.ฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง
โดยประเด็นหลักที่ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคก้าวไกลจะอภิปราย เช่น ทวงถามคำสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้ก่อนการเลือกตั้ง แก้รัฐธรรมนูญเรื่องสมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า ยกเลิกเกณฑ์ทหาร และนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ
โฟกัสนโยบายเศรษฐกิจ คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท โดยเฉพาะเรื่องของแหล่งที่มาของเม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านบาท ต้องถูกกฎหมายแล้ว ต้องไม่กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และต้องไม่ใช่วิธีการกู้เงินด้วยหรือไม่
มิเช่นนั้นจะถูกย้อนเกร็ด เพราะก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเคยถล่มการบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ว่า "เป็นนักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา"
"ศิริกัญญา ตันสกุล" รองหัวหน้าและ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตหลังมีกระแสข่าวจะยืมเงินรัฐวิสาหกิจ 5 แสนล้านมาทำนโยบายนี้
เธอมองว่าอาจจะกระทบกรอบวินัยการเงินการคลังตามกฎหมายให้ยืมได้แค่ 32% ของงบ (1.1 ล้านล้านบาท) และตอนนี้เกือบเต็มแล้ว ต้องขยายเพดานเป็น 45% ของงบประมาณ
"ประเดิมงานแรกของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ด้วยการทลายกรอบวินัยการเงินการคลัง โครงการที่กู้ยืมเงินรัฐวิสาหกิจยังมีปัญหาอีกอย่างคือ ไม่อยู่ในงบประมาณ เท่ากับไม่ต้องผ่านสภา ไม่ต้องโดนสภาตรวจสอบตอนอนุมัติงบใช่หรือไม่
ยังมีมุมมองจาก "สมชัย จิตสุชน" ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะจำเป็นที่จะต้องมีนโยบายการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดังเช่นในช่วงภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา เพราะขณะนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นๆ อย่างภาคการท่องเที่ยว ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
ส่วนภาคการส่งออกแม้จะติดลบ แต่ก็เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ และสร้างเม็ดเงินเข้ามาในประเทศมากพอสมควร
“นโยบายของพรรคเพื่อไทยมีทั้งที่เป็นประชานิยมและไม่เป็นประชานิยม ซึ่งประชานิยมในความหมายด้านลบคือการหวังคะแนนนิยม แต่ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจได้จริง โดยในช่วงภาวะวิกฤตนั้น หลายๆ ประเทศก็อัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินทั้งนั้น แต่ช่วงนี้ไทยเราไม่ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตขนาดนั้น” ผู้อำนวยการจาก TDRI กล่าว
ด้าน "เศรษฐา" และผู้เกี่ยวข้องจากพรรคเพื่อไทย ยังไม่ตอบว่าจะนำเงินมาจากไหน แต่นายกฯ และ รมว.คลัง บอกว่าจะจ่ายผ่านบล็อกเชน
โดยที่มาของเงินอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ไม่อยากให้เกิดความสับสน จึงขอให้รอความชัดเจนก่อน แต่ยืนยันว่าจะจ่ายให้ประชาชนตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไปได้แน่ในวันที่ 7 ก.พ.67 ฉะนั้นจึงต้องดูว่าพรรคเพื่อไทยจะผลักดันนโยบายหาเสียงนี้อย่างไรให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด
นโยบายต่อมาที่คาดว่าจะถูกตั้งคำถามไม่แพ้กัน คือเรื่องปฏิรูปกองทัพ ว่าจะกล้าปฏิรูปกองทัพจริงหรือไม่ หลังมีข้อครหาว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" เป็นผู้ส่งต่ออำนาจให้ "เศรษฐา" เป็นนายกฯ ผ่านการเทคะแนนเสียง สว.สายบิ๊กตู่ให้ หวังประนีประนอมอำนาจ และเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อจะไปต่อสู้กับพรรคก้าวไกลในอีก 4 ปีข้างหน้า
เพราะเมื่อเปิดดูนโยบายคร่าวๆ มีข้อสังเกตว่าไม่กล้าแตะเรื่องการจัดซื้ออาวุธ หลังก่อนนี้ในสมัยเป็นฝ่ายค้าน ถล่มเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำและอาวุธต่างๆ แบบสาดเสียเทเสียอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่นโยบายที่ปรากฏ ไม่แน่ใจจะทำจริงหรือไม่ หรือแค่ลูบหน้าปะจมูก อาทิ เกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ, ลดกำลังพลนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง และกำหนดอัตรากำลังในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมให้มีความทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำพื้นที่ของหน่วยทหารที่เกินความจำเป็นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในการแถลงนโยบายยังมีหลายเรื่องไม่ถูกบรรจุไว้ตามที่หาเสียง จึงถูกวิจารณ์ว่าเป็นสินค้าไม่ตรงปก อาทิ ค่าโดยสารรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ 20 บาท, ทุกครอบครัวมีรายได้ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน, ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวันภายในปี 2570 และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือนภายในปี 2570
โดยเฉพาะค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ 20 บาท ถูกวิพากษ์หนัก เพราะไม่เชื่อมั่นพรรคแกนนำรัฐบาล ตั้งแต่ทิ้งพรรคก้าวไกล และหันมาจับมือกับพรรคสองลุง ไม่เหมือนที่เคยประกาศไว้ก่อนเลือกตั้งว่า "มีเรา ไม่มีลุง"
ประเด็นร้อนไปถึง "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" รมว.คมนาคม ออกมายืนและขอใช้ "คำพูดเป็นสัญญา เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในนโยบายรัฐบาล" และไม่เกิน 2 ปีจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาท แตกต่างจากช่วงหาเสียงที่พรรคเพื่อไทยและนายกฯ ก็บอกว่าจะทำทันที
ส่วนคำพูดของ "สุริยะ" เจ้าของวลีดัง "พุทโธ" จะถือเป็นสัญญาได้หรือไม่ ก็ขอให้ย้อนไปดูวีรกรรมในอดีตก็พอจะทราบ อาทิ ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งปี 62 บอกจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ก็กลืนน้ำลายมานั่งรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมถึง 4 ปี
รวมถึงช่วงปลายรัฐบาลประยุทธ์ ก็บอกว่าจะอยู่กับ "บิ๊กตู่" แต่สุดท้ายก่อนการยุบสภาไม่กี่วันเห็นว่ากระแสไม่ดี ก็หอบผ้าหอบผ่อนกลับไปตายรังเก่า พึ่งบารมี “นายใหญ่” ในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญที่รัฐบาลไม่ค่อยพูดถึงในการแถลงนโยบาย ก็คือการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ให้เกิดขึ้น หลังเกิดเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
เพราะมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอตั้ง ส.ส.ร. โดยไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ คงไม่เพียงพอที่จะถอดสลักความขัดแย้งลงได้
เนื่องจากชนวนปัญหาต่างๆ ของรัฐธรรมนูญใกล้จะได้รับการคลี่คลายหมดแล้ว เช่น ปมอำนาจ สว.โหวตเลือกนายกฯ 5 ปี จะหมดลงในเดือน พ.ค. ปี 67 แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็เปลี่ยนมาเป็นนายกฯ ปัจจุบันดูแลแล้ว เป็นต้น
แตกต่างจากความเดือดร้อนของประชาชนทุกสีเสื้อ ที่ถูกจองจำในคุกและยังต่อสู้คดีความต่างๆ ในรอบเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ในการแสดงออกทางการเมือง ที่รอการช่วยเหลือ
ขณะที่บัดนี้สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตัวแปรและอุปสรรคสำคัญของการนิรโทษกรรมในอดีตที่ไม่สำเร็จได้สลายไปแล้วเช่นกัน เมื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษจาก 8 ปี เหลือ 1 ปี
จึงเป็นโอกาสของรัฐบาลเศรษฐาที่เคลมว่า "เป็นรัฐบาลของประชาชน" จะต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเรียกร้องให้เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย ทั้งพันธมิตรฯ นปช. กปปส. กลุ่มเยาวชนสามนิ้ว ฯลฯ เพื่อสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียม
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า ตนคิดว่าหลังจากที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับการลดโทษจาก 8 ปี เหลือ 1 ปีแล้ว เพื่อสร้างความเป็นธรรมและยุติความขัดแย้งทั้งหมดอย่างแท้จริง
เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่รัฐบาลเศรษฐาควรทำในการประชุม ครม.นัดแรกคือ การออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมคดีการเมืองทั้งหมด
หากรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ เชื่อว่าจะเป็นกุญแจดอกแรกที่จะพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง ลดข้อครหาต่างๆ และยังฟื้นความเชื่อมั่นอีกด้วย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘เสี่ยหนู’จดทะเบียนสมรส
“อนุทิน” หัวใจสีชมพู ควง “จ๋า ธนนนท์” จดทะเบียนสมรสที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยานก่อนวันวาเลนไทน์ “รัฐบาล-ตำรวจ” พาเหรดเตือนภัยวันแห่งความรัก
ฤกษ์ดี! 'อนุทิน' ควง 'จ๋า ธนนนท์' จดทะเบียนสมรส
'อนุทิน' ไม่รอวันวาเลนไทน์ ควง ’จ๋า ธนนนท์‘ จดทะเบียนสมรส ที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยาน
ดึงสติ! หัดมีน้ำใจนักกีฬา แพ้นับใหม่ ยังดรามาไม่ยอมจบ
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ดรามา แพ้นับใหม่
เปิดเบื้องลึก! 'ภท.' ชิงเปิดตัว 'พรรคเล็ก' ร่วมรัฐบาล
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง "ภูมิใจไทย ชิงเปิดตัวพรรคเล็ก" โดยระบุว่า
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
'อนุทิน' บอกไม่สบายใจดัชนีคอร์รัปชันไทยสอบตก!
'อนุทิน' รับไม่สบายใจค่าคะแนน CPI ไทยต่ำ 33 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศอยู่ในเกณฑ์สอบตก กำชับการปฎิบัติงานทุกภาคส่วนโปร่งใส 'บวรศักดิ์' แนะ 5 ข้อ รบ.ชุดหน้าต้องทำ

