
แต่นั่นเป็นไอเดียของทักษิณซึ่งเหมือนจะเป็นการขายของเก่าที่เคยทำไว้แล้วเมื่อตอนที่ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี และวันนี้กลับมาในฐานะของผู้มีบารมีเหนือรัฐบาล
ยืนยันชัดเจนจาก นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Anwar Ibrahim พร้อมรูปภาพคู่กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยและเพื่อนรักอย่าง ดร.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อหารือกันอย่างน่าสนใจ ครอบคลุม และมีประโยชน์ รวมทั้งในฐานะที่ปรึกษาไม่เป็นทางการของมาเลเซียในการเป็นประธานอาเซียน
นายกฯ อันวาร์ระบุว่า การสนทนามุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญในภูมิภาค ได้แก่ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ การส่งเสริมสันติภาพในภาคใต้ของไทย และการแก้ไขวิกฤตเมียนมา
“เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครเทียบได้ของคุณทักษิณในภูมิภาค ประกอบกับความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวของเขา ได้ให้คำมั่นว่าจะเปิดโอกาสอันล้ำค่าสำหรับมาเลเซียและอาเซียน เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ด้วยความมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายกฯ มาเลเซียระบุ
นอกจากนี้ เรายังได้หารือถึงแนวทางในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แข็งแกร่งอยู่แล้วระหว่างมาเลเซียและไทย ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาอย่างยั่งยืนและความสามัคคีในภูมิภาคที่ตนเองมีร่วมกับแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศไทย
ทั้งหมดนั้นสอดคล้องกับการประกาศของ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ของไทย ในการวางแนวทางรับมือกับนโยบายเศรษฐกิจ การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐ หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะเข้ารับตำแหน่งในต้นปีหน้า
แม้ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนระหว่าง “ทักษิณ” กับ “ทรัมป์” จะยังแน่นปึ้ก แต่การผนึกกำลังรวมตัวของอาเซียนเพื่อต่อรองให้เกิดผลกระทบที่สุด ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เขาพยายามทำ เพื่อลดแรงกระแทกที่ส่งผลต่อประเทศไทย ในช่วงรัฐบาลที่มีลูกสาวของเขาเป็นนายกฯ บริหารประเทศอยู่
ด้วยการมองเป้าหมายของสหรัฐในอาเซียนว่าพุ่งเป้าไปที่ประเทศใดบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ เมียนมาและประเทศมุสลิม จึงเป็นที่มาว่าประเด็นที่เขาคุยกับ “อันวาร์” มุ่งเน้นไปที่เมียนมาและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นหลัก ซึ่งการทำหน้าที่บทบาทนำในการรวบรวมเสียงของประเทศสมาชิก จะเพิ่มอำนาจการต่อรองพูดคุยกับสหรัฐและอังกฤษได้อย่างราบรื่นมากขึ้น
จากประเทศสมาชิกอาเซียนที่ “ทักษิณ” เชื่อว่าอยู่ในสถานะที่เป็น “พรรคพวกเดียวกัน” อย่างน้อย 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย บรูไน ลาว สิงคโปร์ และเมียนมา จากสายสัมพันธ์ของผู้นำกันเอง และธุรกิจการลงทุนในธุรกิจในเครือข่าย
โดยเฉพาะที่ สปป.ลาว ที่บริษัทของไทยลงทุนด้านพลังงานจำนวนมหาศาล รายได้ประชาชาตินอกจากจีนแล้วก็มีการลงทุนจากไทยที่มีเม็ดเงินหล่อเลี้ยงในระบบเศรษฐกิจขาลง ยังพยุงตัวต่อไปได้ รวมไปถึงเมียนมา ที่ธุรกิจกลุ่มทุนของตัวเองก็ยังมีฐานที่มั่นอยู่ในนั้นด้วย
จึงเชื่อมั่นว่าอีก 3 ประเทศที่เหลือ ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นประเทศใหญ่ในอาเซียนเหมือนกัน เมื่อเห็นปรากฏการณ์จับมือกัน ภายใต้การแสดงบทบาทนำของ “ทักษิณ” อาจมีอิทธิพลพอในการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจไม่มากก็น้อย
แต่นั่นเป็น ไอเดีย ของทักษิณ ซึ่งเหมือนจะเป็นการขาย ของเก่า ที่เคยทำไว้แล้วเมื่อตอนที่ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี และวันนี้กลับมาในฐานะของผู้มีบารมีเหนือรัฐบาล
จึงไม่แปลกที่หลายฝ่ายกังวลว่า การเจรจาความเมืองต่างๆ ที่ล้วนมีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน แตกต่างจากการดีลการค้าการลงทุนของพ่อค้าที่หาส่วนต่าง ในชื่อของ “ทักกี้-โทนี่” ตอนที่หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศเคยทำหรือไม่ และ จะส่งผลทางบวกหรือลบกับประเทศไทยกันแน่
อีกทั้งเป็นเกมเดิมที่ทักษิณยังคงใช้วิธีซ้ำๆ ในการสร้าง “ตัวตน” ให้กลับมาเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดอีกครั้ง ผ่านโมเดลที่ไม่แตกต่างจากในอดีต
แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าชาติในอาเซียนทั้งหมดจะซื้อไอเดียหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรทุกชาติคงต้องชั่งน้ำหนักว่ามีผลได้-ผลเสีย ที่จะออกมาจากการเล่นเกมนี้อย่างไร และเอาเข้าจริง แนวทางแบบ “คิดใหญ่-คำโต” โดยไทยกลายเป็นผู้จัดการผลประโยชน์ รวมไปถึงจัดระเบียบ กติกาเศรษฐกิจในอาเซียนเอง จะสร้างผลประโยชน์ให้อาเซียนในภาพรวมได้จริงหรือไม่
เพราะในฐานะที่เป็นนักธุรกิจด้วย ย่อมถูกมองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจะถูกจัดเข้ามาอยู่ในสมการของการเจรจาจนอาเซียนอาจจะไม่ได้ประโยชน์ที่แท้จริง
อย่าลืมว่าในยุคที่ทักษิณบริหารประเทศสร้างความหวือหวาให้กับอาเซียนด้วยการดำเนินเศรษฐกิจแบบ ทักษิโนมิก ซึ่งตัวเขาเองมองว่าเป็นนโยบายเศรษฐกิจ 2 แนวทาง (Dual Track Policy) คือ กระตุ้นการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยว เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ
และแนวทางที่สองคือ การกระตุ้นไปในระดับรากหญ้า มุ่งไปที่เกษตรกร ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ๆ โดยมีการอาศัยความสามารถในเชิงบริหารจัดการของฝ่ายบริหารเป็นกลไกสำคัญในการบริหารนโยบาย
ในขณะที่นักวิชาการรายหนึ่งเคยอธิบายว่า ทักษิโนมิก คือลัทธิหรือแนวทางสำหรับทำสงครามทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอีกประเทศหนึ่งในเอเชีย และยังทำให้เอเชียทั้งทวีปเป็นศูนย์กลางสำคัญของเศรษฐกิจโลก
แนวทางการบริหารประเทศตามลัทธิทักษิโนมิก คือสนับสนุนให้ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชนชั้นรากหญ้ามีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตามลำดับ ส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางเข้มแข็ง พร้อมที่จะเข้าสู่สงครามเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ลดบทบาทของชนชั้นกลางลงชั่วคราว โดยการขจัดศัตรูของสังคมอย่างแข็งขัน ศัตรูที่ว่า ได้แก่ นักค้ายาเสพติด มาเฟีย นักทุจริต เป็นต้น
ส่วนบทบาทในอาเซียนและทวีปเอเชีย ลัทธิทักษิโนมิกได้จัดลำดับหุ้นส่วนไว้หลายระดับ มีตั้งแต่เพื่อนบ้านใกล้ชิด 3 ประเทศ พม่า เขมร และลาว ถัดไปคือประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เหลือ นอกนั้นก็จัดแกนนำทวีปเอเชียเป็น 2 แกน คือ แกนที่ 1 เป็นแกนนำทางเศรษฐกิจ มีญี่ปุ่น จีน เป็นหลัก และไทยต้องเป็นหนึ่งในแกนหลักดังกล่าว
ส่วนแกนที่ 2 เป็นแกนด้านตลาด คือ จีนกับอินเดีย เนื่องจากมีพลเมืองมาก ลัทธิทักษิโนมิกมีเป้าหมายนำไทยเข้าไปยืนระหว่างแกนนี้ ดังนั้น การก่อตั้งความร่วมมือแห่งเอเชีย หรือเอซีดี และการจัดตั้งเอเชียบอนด์ หรือตลาดพันธบัตรเอเชีย เกิดขึ้นเพื่อผนึกกำลังหุ้นส่วนทั้งหลายไปทำสงครามเศรษฐกิจกับยุโรปและอเมริกา
นอกจากนั้น การสร้างตัวตนด้วยการเป็น Influencer เปิดประเด็นสร้างกระแสด้วยการใช้ตัวเองเป็น Content หลัก ยังเปรียบเหมือนเป็นการทำหน้าที่ (พ่อ) เลี้ยง ให้ลูกอิ๊งค์เป็นนายกฯ มีผลงาน และสามารถนำพารัฐบาลไปจนครบเทอม ด้วยการเป็นแกนหลักในการช่วยแก้ไขปัญหาที่หนักอึ้งของประเทศ
ด้วยกลยุทธ์การดำเนินนโยบายการเมือง-เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จากคู่แข่งมาเป็นพันธมิตรเพื่อรวมตัวต่อรอง ด้วยการใช้ต้นทุนของประเทศไทยไปการันตี
ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนสมการอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจภายใน ด้วยการเดิมพันเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นกว่าเดิม ล้างธุรกิจใต้ดินเพื่อคุมการบริหารประโยชน์ด้วยรัฐ ขจัดธุรกิจส่วนเกินจากสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งดูดซับเอาทรัพย์สินก้อนใหญ่ไปเสวยสุขอยู่ที่คนกลุ่มเดียว กลับมาเป็นภาษีที่นำมาใช้จ่ายภาครัฐ สร้างเม็ดเงินอัดฉีดให้กับนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง รวมถึงการทวงคือฐานเสียงทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
เข้าลักษณะ ทักษิณคิด-ทักษิณทำ แต่รัฐบาลภายใต้การนำ “อุ๊งอิ๊ง” ที่ได้รับอานิสงส์เหล่านั้นไปเต็มๆ
เพราะอย่าลืมว่า ทักษิณก็นับว่าเป็นชายชราที่กำลังจะเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ถึงเวลาที่จะมอบมรดกทางการเมืองและธุรกิจให้รุ่นลูกรุ่นหลานไปทำต่อในไม่ช้า
จึงไม่แปลกที่ต้องตอกเสาเข็มให้มั่นคง ปูทางให้ราบรื่น เพื่อให้คนในตระกูลรับไม้ต่อได้อย่างไม่สะดุด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ
ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
กระแสมาร์ค แรง-ปชป.พุ่ง กับบทบาทพรรคตัวแปร
เป็นกระแสที่มาแรงจริงๆ สำหรับการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะการลงพื้นที่ไปหาเสียงที่ภาคใต้ และในกรุงเทพมหานคร ที่มีกระแสตอบรับสูง
จำคุก 2 แกนนำ คปท. 1 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมเรียกร้องส่งทักษิณเข้าเรือนจำปี 67
ศาลแขวงดุสิตสั่งจำคุก 2 แกนนำคปท. ไม่รอลงอาญา 1 เดือน ฝ่าฝืนพ.ร.บ.ชุมนุม ชี้ ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก นักศึกษาลงชื่อ 700 คน คำนึงเเต่สิทธิพื้นฐานตนเองพวกมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เคยก่อเหตุ หลายครั้ง ไม่สมควรรอลงอาญา
ตำรวจงัดแผน'พิทักษ์เลือกตั้ง66' วางมาตรการคุมเข้มทุกพื้นที่ไร้เหตุ
เข้าสู่ทางตรงช่วงสุดท้าย นับเวลาถอยหลัง “เลือกตั้ง 69” แต่ละพรรคการเมืองงัดกลเม็ดอัดแคมเปญหาเสียงเรียกคะแนนก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ.นี้ โพลชี้พรรคการเมืองที่จะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลหนีไม่พ้น 3 พรรคการเมืองนี้คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย สู้กันสูสี หายใจรดต้นคอ
มรสุม 'เลือกตั้งล่วงหน้า' สะเทือนวิกฤตศรัทธากกต.
เสียงปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ.2569 ไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการลงคะแนน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของมรสุมลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อันเป็นที่ตั้งของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
'อนุทิน' มั่นใจ ภท. ชนะที่หนึ่ง กวาด 200 เขต บวก 10-15 ปาร์ตี้ลิสต์
'อนุทิน' มั่นใจ ภท. คว้าชัยที่ 1 ตั้งเป้ากวาด สส.เขต 200 ที่นั่ง บวกปาร์ตี้ลิสต์อีก 10-15 เก้าอี้ กั๊กยังไม่รู้ จับมือ 'กธ.' หรือ 'ปชป.' ขอดูตัวเลขก่อน ไม่เอาเทา-ดำ เผย 8 ก.พ.บินเข้าคูหาบุรีรัมย์ ค่ำกลับ กทม. ลุ้นผล

