
หากฉากทัศน์ของนายกฯ และพ่อนายกฯ เป็นดังที่ประเมินไว้ นอกจากปิดฉากเส้นทางการเมืองของ “ตระกูลชินวัตร” แล้ว แรงสั่นสะเทือนยังกระทบไปถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เข้าสู่โหมดล่มสลายหรือแพแตกเช่นกัน
พี่น้องชาวไทยยังฝากความหวังไว้กับกระทรวงกลาโหมและกองทัพ ในการหาทางออกสู่สันติภาพ หลังเกิดการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนมีทั้งพลเรือนและทหารเสียชีวิต ความเสียหายไม่เพียงแต่จำกัดอยู่ในมิติชีวิตและร่างกาย แต่ยังลุกลามไปถึงทรัพย์สิน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศก็นับว่ามหาศาล สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความสูญเสียเชิงรูปธรรม แต่ยังสร้างบาดแผลทางความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองชาติ
หลังจากความตึงเครียดดำเนินมาหลายวัน ในที่สุดผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ประเทศมาเลเซีย นำมาซึ่งทั้งสองชาติสามารถตกลงหยุดยิงได้ 13 ข้อ โดยใจความสำคัญคือการเห็นพ้องที่จะรักษาสันติภาพชายแดน และยุติการใช้อาวุธทุกประเภทโจมตีทั้งพลเรือนและทหารในทุกพื้นที่ทุกกรณี ซึ่งถือเป็นข้อตกลงสำคัญต่อการลดความรุนแรง
ในทางปฏิบัติยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์ และจำเป็นต้องดำเนินการต่อในการประชุมครั้งถัดไป
ข้อเสนอของไทยที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา เช่น การร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และการปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ
ในทางกลับกัน ฝ่ายกัมพูชาก็มีข้อเรียกร้องเช่นกัน ได้แก่ การให้ไทยใช้กำลังทางอากาศ เช่น เครื่องบินขับไล่ F-16 ในพื้นที่ปะทะ และการรื้อลวดหนามจาก 11 พื้นที่ อาทิ บริเวณปราสาทตาเมือนธม
เงื่อนไขเหล่านี้สะท้อนว่าข้อตกลงที่ได้มาเป็นเพียงการ “พักรบ” มิใช่การยุติข้อขัดแย้งอย่างแท้จริง ภายใต้บรรยากาศที่ยังไม่นิ่งนี้ จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าฝ่ายกัมพูชาจะรักษาข้อตกลงได้จริงเพียงใด
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็มีโจทย์ใหญ่รออยู่เบื้องหน้า คือการรักษาความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ เพราะภาพลักษณ์ปัจจุบันถูกมองว่าไทยอยู่ในสถานะที่เป็นรอง ทั้งด้านการเจรจาและความคล่องตัวในการตอบสนองสถานการณ์
อีกทั้งยังต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศ โดยเฉพาะเสียงวิจารณ์เรื่องการบริหารจัดการงบประมาณฉุกเฉินให้ถึงมือประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างทันท่วงที
กรณี “ดรามางบฉุกเฉิน” จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นตัวอย่างสะท้อนปัญหาได้อย่างชัดเจน หลังจากที่ “น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์” รมช.มหาดไทย (มท.2) สร้างภาพใหญ่กลางสภา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีโทรศัพท์เข้ามากลางสภา ยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องการใช้งบ
แต่ข้อเท็จจริงกลับกลายเป็นว่าจ่ายได้เพียง 55,000 บาทเท่านั้น ขณะที่จังหวัดอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงกลับได้รับงบหลักสิบล้านบาท เช่น สุรินทร์ 55,196,982 บาท, บุรีรัมย์ 14,160,000 บาท และศรีสะเกษ 46,810,500 บาท
เหตุการณ์นี้ทำให้ “มท.2” ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “ชอบทำงานหน้าสื่อ” มากกว่าลงพื้นที่จริง อีกทั้งเชื่อฟังข้อมูลจากข้าราชการโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ส่งผลให้ประชาชนเสียโอกาสและเผชิญความเดือดร้อนโดยตรง กระแสวิจารณ์ยังลุกลามจนต้องสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเข้ากรุ พร้อมมีการโยนความผิดไปยัง “มท.1” คนก่อนว่าเป็นผู้แต่งตั้ง
ยังมีแรงกดดันให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้เสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน มูลค่า 8-10 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ต้องสร้างความเป็นธรรม และขจัดคำครหาให้แก่การเสียสละชีวิตและร่างกายของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะทหาร-ตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ต่อสู้ปกป้องอธิปไตยเช่นกัน
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกผลักขึ้นมาเรียกร้องอย่างจริงจังคือ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับที่ 43 และ 44 ซึ่งถูกมองว่าอาจเปิดช่องให้ตีความเสียเปรียบต่อไทย ทั้งการยอมรับพื้นที่ทับซ้อนอย่างถาวร หรือเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ร่วมในทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลซึ่งอุดมไปด้วยพลังงานและทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง การคงไว้ซึ่ง MOU ที่ถูกตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมาย อาจกลายเป็นการสูญเสียโอกาสสำคัญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ
นอกจากนี้ยังคำถามเรื่อง “ความจริงใจ” ของรัฐบาล ว่าจัดการ “ฮุน เซน” แบบจริงจังหรือไม่ ที่ประกาศว่าจะดำเนินคดีแพ่งและอาญาในศาลไทย หลังจากไม่สามารถฟ้องต่อศาลโลกได้ เพราะไทยไม่ใช่สมาชิก เนื่องจากพ่อนายกฯ กัมพูชาเป็นผู้บัญชาการรบจนทำให้พลเรือนไทยเสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย แต่หลายเสียงมองว่าเป็นเพียงการ “เล่นตามกระแส” ก่อนจะปล่อยให้เรื่องค่อยๆ เงียบหายไป
รวมถึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลถอดถอนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ “ฮุน เซน” สมัยเป็นนายกฯ กัมพูชา ที่ได้รับในยุค “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกฯ เมื่อปี 2544 ซึ่งเป็นที่ทราบว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเป็นผู้เสนอขอพระราชทานเป็นกรณีพิเศษ แต่สุดท้ายกลับมาทำร้ายประเทศไทย เช่นเดียวกับข้อครหาความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ของสองตระกูล “ชินวัตร-ฮุน” ที่นำมาซึ่งข้อครหาว่าเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” จนเกิดความเสียหายและสูญเสียอย่างมหาศาล
ตราบาปเหล่านี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลเพื่อไทยยากจะลบล้างได้ ในเมื่อมี “สทร.” เป็นผู้ครอบงำรัฐบาล เช่นเดียวกับการทำงานของรัฐบาล นอกจากไม่สลัดเงาทักษิณแล้ว ยังเลือกใช้วิธีเบี่ยงประเด็นไปโจมตีฝ่ายตรงข้าม เช่น การเดินหน้าเพิกถอนที่ดินเขากระโดงเพื่อกลบกระแสความล้มเหลวของตัวเอง หรือการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย สายตรงข้ามทางการเมืองอย่างแข็งกร้าว ต่างจากท่าทีต่อสู้กับกัมพูชา จนถูกประชดว่า “มะเขือเผา”
สถานการณ์ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์เชิงลบ เมื่อในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญความไม่สงบและกังวลต่อสงคราม รัฐบาลภายใต้การนำ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ กลับมีการผลักดันให้การพนันโป๊กเกอร์ถูกกฎหมายโดยที่ชาวบ้านไม่รู้ตัว
ทั้งหมดนี้คืองานยากที่รัฐบาลเพื่อไทยต้องเผชิญและแก้ไขภายใต้วิกฤตศรัทธาและแรงกดดันทั้งในและนอก นักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนประเมินว่า นี่อาจเป็นสัญญาณ “อวสานตระกูลชินวัตร” ในเร็วๆ นี้
โดยเฉพาะเมื่อคดีสำคัญกำลังนับถอยหลังเข้ามาภายในเดือน ส.ค.-ต้น ก.ย.นี้ เริ่มที่คดีของ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.วัฒนธรรม ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกรณีคลิปเสียงอังเคิล ถือเป็นหนึ่งในจุดชี้ชะตา หลายฝ่ายมองว่ามีโอกาสเข้าข่าย “ไม่ซื่อสัตย์สุจริต” และ “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” ในข้อกระทำไม่เหมาะสมแก่ “เกียรติศักดิ์ตำแหน่งผู้นำประเทศ”
ข้อแก้ต่างที่ว่า “ฮุน เซน” ไม่มีหน้าที่ในฝ่ายบริหาร อาจยากจะรับฟังได้ เพราะในความเป็นจริง แม้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา แต่ถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของกัมพูชา
ส่วนข้ออ้างไม่รู้ว่าถูกอัดคลิปและไม่คาดคิดว่าจะถูกเผยแพร่ ก็ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมีวิจารณญาณสูง และตระหนักถึงความอ่อนไหวของการสนทนาระหว่างประเทศ
ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า คำพูดและเนื้อหาในคลิปเหมาะสมกับฐานะผู้นำสูงสุดทางการบริหารของไทยหรือไม่ ที่ไปดูหมิ่นแม่ทัพภาคสอง และ “อังเคิลต้องการอะไรบอกมา เดี๋ยวหลานจัดให้”
หากศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย แม้วันนี้ “นายกฯ อิ๊งค์” จะไม่ลาออก แต่หากประเมินแล้วไม่รอด ก็อาจเลือกชิงลาออกก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจารึกในประวัติศาสตร์การเมืองว่าเป็นผู้นำที่ขาดความ "ซื่อสัตย์สุจริต” และ “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” เช่นเดียวกับอดีตนายกฯ คนก่อน
ขณะที่วันที่ 9 ก.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาคดีชั้น 14 เพื่อตัดสินว่า “ทักษิณ ชินวัตร” เคยถูกจำคุกจริงหรือไม่ หลังการสืบพยานที่ผ่านมาไม่ค่อยเป็นคุณ และพบข้อพิรุธมากมายว่าอาจเป็นป่วยทิพย์ หรือนักโทษเทวดา
ฉะนั้น ศาลฎีกาฯ ชี้ว่ายังไม่เคยถูกจำคุก ก็อาจต้องกลับไปติดคุกของจริง การขอพักโทษที่ทำไปก่อนหน้านั้นก็จะกลายเป็นโมฆะหรือไม่ เว้นแต่เจ้าตัวจะเลือกใช้วิธีหลบหนีคดีไปต่างประเทศซ้ำเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา และปล่อยให้บริวารลิ่วล้อติดคุกแทน
หากฉากทัศน์ของนายกฯ และพ่อนายกฯ เป็นดังที่ประเมินไว้ นอกจากปิดฉากเส้นทางการเมืองของ “ตระกูลชินวัตร” แล้ว แรงสั่นสะเทือนยังกระทบไปถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เข้าสู่โหมดล่มสลายหรือแพแตกเช่นกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกก.ฟันวินัย3หมอตร. แบ่งหน้าที่ช่วย‘ทักษิณ’
“รักชนก” ย้ำจุดยืนส้มมีเราไม่มีเทา หลังมีกระแสตั้งรัฐบาลเขียว-แดง-ส้ม “มาร์ค” โนคอมเมนต์ ฝันกลับมาเป็นพรรคหลัก “ผบ.ตร.” ตั้งกรรมการสอบ
'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย
การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์
ล่มซ้ำซาก สุญญากาศกสทช. สรณไม่ถอย-อนุทินลอยตัว
เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพลิก กับภาพ ประชุมล่ม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
'เคสไอ้ป๋อง'บทเรียนราคาแพงยุติธรรมไทย ฆาตกรพ้นคุกแต่สังคมรับเคราะห์
คดีฝังดิน 5 ศพ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ไอ้ป๋อง" อายุ 43 ปี
ปัจจัย ‘ภายใน-ภายนอก’ เร้ากระแสข่าวปรับครม.
กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งจะทำงานมาได้ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบรัฐบาลในอดีต ที่อย่างเร็วที่สุดจะปรับกันทุก 6 เดือน หรือครึ่งปี
โผมท.-คลองหลอดฝุ่นตลบ สิงห์น้ำเงินผงาด แต่ไม่ยกแผง
ปกติการจัดทัพ-ทำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซี 10 ของกระทรวงมหาดไทย ทั้ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้รับความสนใจจากแวดวงการเมืองพอสมควร ไม่แพ้โผทหาร-โผตำรวจ ยิ่งในช่วงการเมืองพีกๆ เช่น จะมีการเลือกตั้งใหญ่ หรือการเมืองแรงๆ มีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจการเมือง โผมหาดไทยก็จะอยู่ในความสนใจของแวดวงการเมืองตามไปด้วย

