การตัดสินใจปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือ “วิปฝ่ายค้าน” หลัง สส.พรรคกล้าธรรม 58 คน ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 สวนทางกับมติวิปฝ่ายค้าน ทำให้เกิดคำถามทันทีว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “เปลี่ยนขั้ว” และนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่
คำถามนี้มีเหตุผลรองรับ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างจากปรากฏการณ์ “งูเห่า” ที่มักเป็นกรณี สส.ฝ่ายค้านบางส่วนโหวตสวนมติพรรคหรือแนวทางฝ่ายค้านเป็นรายบุคคล
กรณีพรรคกล้าธรรมเป็นท่าทีระดับพรรค และ สส.ทั้ง 58 คนลงมติไปในทิศทางเดียวกัน การสนับสนุนกฎหมายงบประมาณซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล จึงมีน้ำหนักมากกว่าการลงมติแตกแถวของ สส.ไม่กี่คน
เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องในวันที่ 22 กันยายน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ประกาศปรับพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้าน พร้อมตั้งคำถามถึงท่าทีของพรรคในการตรวจสอบรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายค้านกำลังเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ภาพของกล้าธรรมในฐานะพรรคฝ่ายค้านจึงยิ่งถูกตั้งคำถาม
แต่สำหรับคนที่ติดตามการเมือง กล้าธรรมไม่ใช่พรรคที่เพิ่งถูกมองว่าอาจเข้าร่วมรัฐบาลหลังการโหวตงบประมาณ 58 เสียงของพรรคอยู่ใน “สมการการเมือง” มาแต่เดิม และไม่ได้ปิดประตูต่อการเข้าร่วมรัฐบาลหากมีโอกาสทางการเมืองเปิดขึ้น
สิ่งที่การโหวตงบประมาณทำให้เห็นชัดขึ้น คือท่าทีดังกล่าวไม่ได้อยู่ในระดับ สส.บางคน แต่ปรากฏออกมาพร้อมกันทั้งพรรค 58 เสียง ก่อนจะตามมาด้วยการพ้นจากวิปฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ตาม การพร้อมเข้าร่วมรัฐบาลกับการที่รัฐบาลจะดึงเข้าร่วมในเวลานี้เป็นคนละเรื่องกัน
รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่งอยู่แล้ว และมีพรรคเพื่อไทย 74 เสียงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญ รัฐบาลจึงไม่ได้อยู่ในภาวะที่ต้องการ 58 เสียงของพรรคกล้าธรรมเพื่อรักษาเสถียรภาพ
การดึงพรรคขนาด 58 เสียงเข้าร่วมรัฐบาลยังหมายถึงการจัดสรรพื้นที่ในฝ่ายบริหารใหม่ พรรคขนาดนี้จะเข้าร่วมรัฐบาลโดยไม่มี “โควตาทางการเมือง” เลยย่อมเป็นไปได้ยาก และเมื่อจำนวนเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรีมีจำกัด การเพิ่มพรรคร่วมก็ต้องกระทบกับสัดส่วนของพรรคร่วมเดิม
“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์“ รองนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุปมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย จึงตอบคำถามเรื่องกระแสดึงกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลว่า ยังไม่มีสัญญาณดังกล่าว พร้อมย้ำว่าพรรคเพื่อไทยยังรับผิดชอบ 5 กระทรวง และเมื่อถูกถามถึงเสถียรภาพรัฐบาลก็ตอบว่า “ตอนนี้เราก็อยู่ได้”
ในสภาพเช่นนี้ ภูมิใจไทยยังไม่มีเหตุผลต้องเปิดการจัดสรรอำนาจใหม่เพียงเพื่อเพิ่มอีก 58 เสียงเข้ามาในรัฐบาล การพ้นวิปฝ่ายค้านของกล้าธรรมจึงยังไม่ใช่สัญญาณเพียงพอว่า การปรับ ครม.เพื่อเปิดทางให้พรรคนี้เข้าร่วมรัฐบาลกำลังจะเกิดขึ้น
แต่หากมอง 58 เสียงนี้ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง “ภูมิใจไทย” กับ “เพื่อไทย” ภาพจะเป็นอีกแบบหนึ่ง
ตราบใดที่พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในรัฐบาล 58 เสียงของพรรคกล้าธรรมแทบไม่มีความจำเป็นต่อการรักษาเสียงข้างมาก แต่หากวันหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทยเดินไปถึงจุดแตกหัก “สมการ” จะเปลี่ยนทันที
หากใช้ฐานเสียงรัฐบาลประมาณ 291 เสียง แล้วหัก 74 เสียงของพรรคเพื่อไทยออก จะเหลือประมาณ 217 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่หากเติม 58 เสียงของพรรคกล้าธรรมเข้าไป จะกลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 275 เสียง
ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทยรุนแรงถึงระดับที่จะต้องแยกทาง และตัวเลขดังกล่าวไม่ได้บอกว่ามีข้อตกลงระหว่างภูมิใจไทยกับกล้าธรรมรออยู่แล้ว
การโหวตงบประมาณสวนมติฝ่ายค้านแบบยกพรรค 58 เสียงของกล้าธรรม จึงเป็นการส่งสัญญาณเปิดตัวอย่างชัดเจนในฐานะ “อะไหล่ทางการเมือง” หากวันหนึ่งสมการรัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยน แม้กล้าธรรมจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เพิ่งปรากฏขึ้น แต่ครั้งนี้ทำให้เห็นชัดว่า 58 เสียงพร้อมถูกนำกลับมาคำนวณได้ทันที
ตรงนี้มีผลต่อเพื่อไทยโดยตรง
เพื่อไทยมี 74 เสียง และจำนวน สส.ก้อนนี้เป็นฐานสำคัญของ “อำนาจต่อรอง” ภายในรัฐบาล หากถอนออกพร้อมกัน รัฐบาลจะเสียเสียงข้างมากทันที น้ำหนักของเพื่อไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนกระทรวงที่รับผิดชอบ แต่อยู่ที่ผลซึ่งจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลหาก 74 เสียงนี้หายไป
แต่การมี 58 เสียงของกล้าธรรมเป็นทางเลือก ทำให้ผลจากการถอนตัวของเพื่อไทยไม่เหมือนเดิม
รัฐบาลอาจเสีย 74 เสียง แต่มีอีก 58 เสียงที่สามารถนำเข้ามาเติม และจากฐานตัวเลขปัจจุบันยังเพียงพอให้รัฐบาลกลับมามีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง
นี่ไม่ได้ทำให้ 74 เสียงของเพื่อไทยหมดความสำคัญ และ 58 เสียงก็ไม่ได้ทดแทน 74 เสียงได้ทั้งหมด แต่ในทางการเมือง สิ่งสำคัญอยู่ที่รัฐบาลยังสามารถรักษาเสียงข้างมากได้หรือไม่
หากคำตอบคือทำได้ อำนาจต่อรองของพรรคที่ถอนตัวก็ย่อมต่างจากกรณีที่การถอนตัวของพรรคนั้นทำให้รัฐบาลเสียเสียงข้างมากโดยไม่มีทางเติมกลับ
จุดนี้เองที่ทำให้การโหวตงบประมาณของกล้าธรรมมีผลไกลกว่าความสัมพันธ์ระหว่างกล้าธรรมกับฝ่ายค้าน เพราะ 58 เสียงที่แสดงท่าทีพร้อมกันทั้งพรรค กำลังเข้ามาอยู่ใน “สมการอำนาจ” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วย
และพรรคที่ได้รับผลจากสมการนี้โดยตรงคือ “เพื่อไทย”
เพื่อไทยยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลขนาดใหญ่ มี สส.74 คน รับผิดชอบ 5 กระทรวง และยังไม่มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์กับภูมิใจไทยเดินไปถึงจุดที่จะต้องแยกทางกัน
การมีชื่อกล้าธรรมอยู่ในสมการจึงไม่ได้หมายความว่าเพื่อไทยกำลังจะถูกผลักออกจากรัฐบาล หรือภูมิใจไทยกำลังเตรียมปรับ ครม.เพื่อนำกล้าธรรมเข้ามาแทน เพราะรัฐบาลปัจจุบันยังเดินต่อได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนองค์ประกอบ
แต่สถานะในการต่อรองระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทยมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นแล้ว
ก่อนหน้านี้ หากความขัดแย้งระหว่างสองพรรคเดินไปถึงขั้นเพื่อไทยถอน 74 เสียงออกจากรัฐบาล ภูมิใจไทยจะเผชิญปัญหาเสียงข้างมากทันที และต้องหาเสียงจำนวนมากเข้ามาทดแทน
วันนี้มีตัวเลข “58” วางอยู่ข้างตัวเลข “74”
แม้จำนวนจะไม่เท่ากัน แต่เพียงพอสำหรับทำให้รัฐบาลที่เหลือประมาณ 217 เสียง กลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 275 เสียง และรักษาสถานะรัฐบาลเสียงข้างมากต่อไปได้
ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ 58 เสียงของกล้าธรรมมีความสำคัญต่อเพื่อไทย
การต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลย่อมมีทั้งเรื่องนโยบาย การบริหาร และการจัดสรรอำนาจ แต่ฐานสำคัญที่สุดยังอยู่ที่จำนวน สส.ในมือ และความสามารถของแต่ละพรรคในการทำให้รัฐบาลอยู่ต่อหรืออยู่ไม่ได้
เพื่อไทยยังถือ 74 เสียง และยังมีน้ำหนักสูงในรัฐบาล แต่หากวันหนึ่งเกิดความขัดแย้งจนต้องตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไป การถอนตัวของเพื่อไทยไม่ได้ทำให้ภูมิใจไทยเผชิญทางตันเรื่องเสียงเหมือนกรณีที่ไม่มีพรรคขนาดใหญ่รออยู่ข้างนอก
ภูมิใจไทยมี “ทางเลือก” อีกทางหนึ่งแล้ว
ทางเลือกนั้นมี 58 เสียง และการโหวตงบประมาณครั้งล่าสุดทำให้เห็นทิศทางของเสียงก้อนนี้ชัดกว่าที่ผ่านมา
ดังนั้น กระแสเรื่องกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลอาจยังไม่ใช่เรื่องของวันนี้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ขาดเสียง และยังไม่มีเหตุให้ต้องรื้อโควตา ครม.ใหม่
สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทย หากยังเดินร่วมกันได้ กล้าธรรมก็ยังอยู่ข้างนอกต่อไปโดยไม่มีผลต่อเสียงข้างมากของรัฐบาล
แต่ถ้าวันหนึ่งความสัมพันธ์นั้นไปต่อไม่ได้ 58 เสียงของกล้าธรรมจะถูกหยิบขึ้นมาคำนวณทันที
และเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมไม่ใช่ว่ากล้าธรรมพร้อมเข้ารัฐบาลหรือไม่ เพราะท่าทีทางการเมืองในเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากการโหวตงบประมาณ
สิ่งที่เปลี่ยนคือภูมิใจไทยมี “ตัวเลือก” สำหรับวันที่อาจไม่มีเพื่อไทย
สำหรับเพื่อไทย นี่คือ “เงื่อนไขใหม่” ในการต่อรองกับพรรคแกนนำรัฐบาล
74 เสียงยังสำคัญเหมือนเดิม แต่การถอน 74 เสียงออกไป ไม่ได้หมายความว่าภูมิใจไทยจะไม่มีเสียงก้อนอื่นเข้ามาแทน
เพราะ 58 เสียงนั้นมีอยู่แล้ว และวันนี้เห็นชัดขึ้นกว่าเดิมว่าอยู่ตรงไหนใน “สมการการเมือง”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ก่อแก้ว’ อบรมน้อง ‘วิโรจน์’ เลิกยุ่งเพื่อไทย! ถูกภูมิใจไทยหักอกแล้วอย่างอแง
“ก่อแก้ว” โพสต์สวน “วิโรจน์” ย้อนวันที่เพื่อไทยชวนร่วมรัฐบาลกลับไปจับมือภูมิใจไทย พอถูกหักอกกลับอยากให้เพื่อไทยร่วมล่มหัวจมท้ายด้วย ซัดเลิกยุ่งการตัดสินใจของพรรคอื่น ไปแก้ปัญหาพรรคตัวเองก่อน
'อนุทิน' มั่นใจเสียงรัฐบาล 'กล้าธรรม' โหวตให้ก็สาธุ! ยังไม่คิดปรับ ครม.หลังซักฟอก
นายกฯ มั่นใจเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก 5 วัน ยืนยันไม่มีดีลล่วงหน้ากับกล้าธรรม แต่หากยกมือหนุนก็ “สาธุ” เผยยังไม่คิดปรับ ครม.หลังอภิปราย หยอก “พลพีร์”
'กล้าธรรม' เทซักฟอก! ชี้ฝ่ายค้านมุ่งขยายประเด็นการเมือง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์
"อรรถกร" ย้ำ "กล้าธรรม" ไม่ร่วมสังฆกรรมญัตติซักฟอก ชี้ข้อกล่าวหาหลายข้อไม่โยงบริหารประเทศ ตั้งคำถามฝ่ายค้านมุ่งปม “ฮั้ว สว.” มากกว่าตรวจสอบผลงานรัฐบาล
3 เสียงบนเวทีไทยโพสต์ ชี้ทางออกการเมืองไทย ต้องสร้าง 'ฉันทมติใหม่'
ครบรอบ 30 ปีไทยโพสต์ เปิดเวที “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” 3 นักคิดการเมืองร่วมถอดบทเรียนความขัดแย้ง ชี้ประเทศต้องหากติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ เปิดทางประชาชนกำหนดอนาคต พร้อมหาฉันทามติพาประเทศก้าวพ้นวงจรเดิม
'ธีรยุทธ' ผ่าการเมือง 3 ขั้ว 'คนรุ่นใหม่-บ้านใหญ่-อนุรักษ์' เตือนจุดเปลี่ยนใหญ่
“ธีรยุทธ” ชี้คนรุ่นใหม่ 1 ใน 3 ต้องการเปลี่ยนประเทศ ขณะที่คนจนยังเลือกบ้านใหญ่-ประชานิยม ส่วนฝ่ายอนุรักษ์แม้คะแนนน้อยแต่อิทธิพลสูง ฟันไทยเป็น “ชาติที่ล้มเหลว” แต่ยังไม่ถึงรัฐล้มเหลว เตือนหากอีกไม่กี่ปีไม่เปลี่ยน ปัญหาคนจนจะเป็นชนวนการเมืองครั้งใหญ่
เพื่อไทยไร้แผล! 'สุทิน' ไม่ขัดฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ชี้เป็นกระจกส่องรัฐบาล ประโยชน์ตกที่ประชาชน
นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายต.ค.เหมาะหรือไม่ว่า สามารถทำได้ เพราะบ้านเมืองต้องมีทั้งการบริหาร และตรวจสอบควบคู่กันไป ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ รัฐบาลก็ทำหน้าที่บริหา

