การประชุมกรรมการบริหารพรรคและ สส.พรรคประชาชน วันจันทร์ที่ 1 ก.ย. ที่จะเริ่มตั้งแต่ 13.00 น. เพื่อกำหนดท่าทีของพรรคในการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่
มติและท่าทีของพรรคประชาชนที่จะออกมา คือการกำหนดทิศทางประเทศและการเมืองไทยอย่างแท้จริง แม้พรรคประชาชนจะแสดงท่าทีจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ว่าจะโหวตให้ฝั่งไหน ก็จะขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาฯ ไม่ส่งคนในพรรคหรือนอมินี ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลแม้แต่คนเดียว ขอเพียงแค่นายกฯ คนใหม่และรัฐบาลทำตามข้อเสนอ-เงื่อนไข ที่พรรคทำเป็นทีโออาร์ขึ้นมา คือให้นายกรัฐมนตรียุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน หรือปลายปี นับจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา-จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลชุดใหม่จะอยู่ในอำนาจแบบเต็มรูปแบบ อีกแค่ไม่ถึง 4 เดือน ไม่นับรวมการเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง อีกประมาณ 3 เดือนเศษ อันเป็นเงื่อนไขที่หากอยู่ในสถานการณ์ตั้งรัฐบาลปกติ นักการเมือง-นักเลือกตั้งไม่มีใครอยากรับข้อเสนอดังกล่าวอยู่แล้ว เพราะต่างก็อยากเป็นรัฐบาลให้นานที่สุด
แต่เมื่อการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลของขั้ว "ทักษิณ ชินวัตร-เพื่อไทย" กับ "ขั้วอนุทิน ชาญวีรกูล-ภูมิใจไทย" ต่างก็มีเสียงไม่เกิน 247 เสียง ในการโหวตนายกฯ ที่ต้องได้เสียง สส.สนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของ สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ จึงทำให้ต้องพึ่ง 143 เสียงของพรรคประชาชน
โดยเฉพาะฝั่งทักษิณ-เพื่อไทย ที่อยู่ในสภาพตั้งรับ-เสียเปรียบฝั่งอนุทิน-ภูมิใจไทย หลังภูมิใจไทยได้พรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 25 เสียง, สส.รวมไทยสร้างชาติ กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์อีกประมาณ 16-18 เสียง และ สส.งูเห่า เพื่อไทยอีกราวๆ 10 เสียง, สส.ประชาธิปัตย์ สงขลา 2 คน สายนิพนธ์ บุญญามณี คือ สรรเพชร บุญญามณี ลูกชาย และสมยศ พลายด้วง ขณะเดียวกันอีก 3 คนของ ปชป.คือ ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่แม้อาจไม่ยกมือหนุนอนุทิน หากต้องปฏิบัติตามมติพรรค ปชป. แต่ก็อาจ "งดออกเสียง" ตอนโหวตนายกฯ ของเพื่อไทย เมื่อเช็กเสียงทั้งหมด ถึงตอนนี้ฝั่งอนุทิน ชั่วโมงนี้เลยมากกว่าฝั่งเพื่อไทย
ขณะที่การ ขู่ยุบสภาฯ ของภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ จากเพื่อไทย เพื่อหวังดึงให้กล้าธรรม-กลุ่มสุชาติ และฝ่ายอนุทินกลัว เพราะยังไม่พร้อมลงเลือกตั้ง จนฝั่งอนุทินแพแตก แต่การขู่ดังกล่าวก็ติดล็อกปัญหาข้อกฎหมายว่า นายกรัฐมนตรีรักษาการอาจทำไม่ได้ มีความสุ่มเสี่ยง ถ้ามีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาล รธน.วินิจฉัยว่าการยุบสภาฯ เป็นโมฆะ ก็อาจโดนยื่นเอาผิด ข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ ทำผิดรัฐธรรมนูญ
สภาพการณ์หลังชนฝา อำนาจรัฐในมือเสี่ยงหลุดจากมือ
ทำให้ทักษิณ-เพื่อไทย อยู่ในสภาพ “จนตรอก” ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อดิ้นรนต่อท่ออำนาจ หวังกลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบ ไม่ยอมให้อำนาจรัฐเปลี่ยนมือไปอยู่กับ ฝ่ายอนุทิน-ภูมิใจไทย
การดิ้นรนในช่วงเฮือกสุดท้าย ก่อนการโหวตนายกฯ ของฝั่งทักษิณ-เพื่อไทย จึงต้องทำทุกวิถีทาง ทั้ง ดีลเปิดเผย-ดีลลับ แต่ดูเหมือนผลที่ออกมาจะไม่เข้าทางฝั่งเพื่อไทยเสียทีเดียว
เช่น มีกระแสข่าวว่า รอบนี้ หลังบ้านขั้วเพื่อไทย ต้องขยับแรง มีการปล่อยข่าวลือถึงขั้นว่า คุณหญิงอ้อ พจมาน ชินวัตร กับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พยายามต่อสาย-ขอคุยกับ "สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" หรือเจ๊สมพร ประธานของบริษัท ไทยซัมมิท กรุ๊ป แม่ของธนาธร ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้ม แม้ที่ผ่านมาแนวคิดทางธุรกิจ-การเมืองของสมพร ที่เป็นพี่สะใภ้ของสุริยะ ไปคนละทางและไม่ได้สนิทอะไรกัน
กระนั้นข่าวว่าความพยายามต่อดีลดังกล่าวไม่มีสัญญาณตอบรับจากตึกไทยซัมมิทฯ ถนนเพชรบุรี
รวมถึงการที่ทักษิณนัดเจอและคุยกับธนาธรโดยตรง แต่ธนาธรตีชิ่งบอกให้เพื่อไทยส่งคนไปคุยกับผู้บริหารพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ เพราะธนาธรรู้ดีว่าสายสัมพันธ์การเมืองของเขากับทักษิณโดนจับจ้องทุกฝีก้าว
เมื่อ "ดีลหลังบ้าน" ไม่มีสัญญาณตอบรับในทางบวก พรรคประชาชนบีบให้เพื่อไทยเข้ามาเล่นในเกม "ดีลเปิดเผย-ตั้งโต๊ะพูดคุย" ผลคือเพื่อไทยต้องหมอบการเมืองให้กับพรรคประชาชนจนหมดท่า
กับการที่แกนนำเพื่อไทย-แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ นำทีมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลไปปิดห้องคุยกับแกนนำพรรคประชาชน เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา
โดยผลการหารือมีการแถลงอย่างเป็นทางการจาก “ภูมิธรรม” ว่า ข้อเสนอพรรคประชาชน ฝั่งพรรครัฐบาลรับหมด พร้อมปฏิบัติไปตามนั้น พร้อมกับย้ำชัดว่า "เรายินดีพร้อมยุบสภาฯ ภายในไม่เกิน 4 เดือน หากต่ำกว่า 4 เดือนที่เขาเสนอ เร็วกว่านั้นเราก็ทำได้"
ที่พบว่าสีหน้าของแกนนำฝั่งรัฐบาลหลังปิดห้องคุยกับแกนนำพรรคประชาชนออกมาดูแล้วเห็นชัดว่า ไม่สู้ดีนัก ที่อาจเพราะก็ยังไม่มั่นใจว่า พรรคประชาชนจะเอาด้วยกับฝั่งเพื่อไทยหรือไม่ คงอยากได้ความชัดเจนมากกว่าที่ได้รับ แต่เมื่อไม่มีความชัดเจน เพราะพรรคประชาชนมีบทเรียน-ประสบการณ์มาแล้วในการเจรจาตั้งรัฐบาลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่ถูกเพื่อไทยหักหลัง ของแบบนี้เจ็บแล้วต้องจำ
เลยทำให้พรรคประชาชนไม่เล่นบทไก่อ่อนทางการเมืองให้เพื่อไทยกดหัวข่ม-หลอกแบบเดิม ต้องมีการสงวนท่าที รอหยั่งเชิง ฟังและประมวลข้อเสนอจากฝั่งเพื่อไทยและภูมิใจไทย รวมถึงความเห็นจากกองเชียร์-มวลชนของพรรค จนตกผลึกว่า เลือกฝั่งไหนแล้วจะเป็นผลดีกับแนวทางของพรรคมากที่สุด จึงต้องแทงกั๊กกับฝั่งเพื่อไทยไว้ก่อน ดังนั้นก็อยู่ที่มติกรรมการบริหารพรรค-สส.พรรคประชาชน ที่จะประชุม 1 ก.ย.นี้แล้วว่าจะเอาอย่างไร?
จะมีมติเป็นทางการว่า สนับสนุน ชัยเกษม นิติสิริ จากเพื่อไทยเป็นนายกฯ หรือจะหนุนอนุทิน จากภูมิใจไทย หรือจะฟรีโหวต ให้เป็นการตัดสินใจของ สส.แต่ละคน หรือจะงดออกเสียง ไม่สนับสนุนทั้ง 2 ชื่อ ก็อยู่ที่การอภิปรายแสดงเหตุผลกันในที่ประชุมพรรค
อ่านสถานการณ์ไว้ว่า วงประชุมพรรคส้มคงมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย แต่แนวทางการจะให้ฟรีโหวต หากใช้วิธีนี้มีผลเสียเยอะ เพราะเท่ากับพรรคไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีทิศทางพรรคที่ชัดเจน ไม่กล้ากำหนดมติพรรคในช่วงการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ อีกทั้งเสี่ยงจะทำให้เกิดการล็อบบี้-ซื้อตัว สส.ที่จะไม่เป็นผลดีกับพรรคประชาชน หรือสุดท้ายจะใช้วิธีงดออกเสียง ที่ก็อาจทำให้การเมืองติดล็อก จนเกิดสูตรตั้งรัฐบาลแบบคาดไม่ถึง พรรคส้มก็จะถูกมองว่าคือต้นเหตุ
ทำให้วงประชุมพรรคประชาชน อาจเป็นไปได้ที่จะยังไม่มีมติใดๆ ออกมา จนกว่าจะมีการกำหนดวันโหวตนายกฯ ออกมา เพื่อประเมินสถานการณ์จนถึงนาทีสุดท้าย ผลเป็นแบบไหน งานนี้อาจมีพีกในพีก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"
ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เท้ง-ไหม-โรมและพวก กับโอกาสรอดที่ศาลฎีกา?
จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!
กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง
ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น
โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ
ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

