การดับ ‘ไฟใต้’ แบบ ‘ย่ำเท้า’ อยู่ใน‘เขาวงกต’ กับการ ‘บูรณาการ’ ที่ ‘ล้มเหลว’ ใน จชต.

สถานการณ์ความรุนแรง หรือการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่มีการ วิสามัญ กองกำลังติดอาวุธ ที่บ้าน บาโงระนะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 2 ศพ และล่าสุดคือการปิดล้อม ตรวจค้น และ วิสามัญ ที่บ้านโคกเค็ด ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา รวม 3 ศพ ทำให้ สถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในบรรยากาศที่ อึมครึม เหมือนมี เมฆหมอก เกิดขึ้น ซึ่งเป็นบรรยากาศของความ ไม่สบายใจ และ ไม่เข้าใจ ของคนส่วนหนึ่ง กับ หน่วยงานความมั่นคง

แม้ว่าหลังการ วิสามัญ 3 ศพที่ บ้าน โคกเค็ด หน่วยงานปฏิบัติการร่วมของ กอ.รมน.จะไม่มีปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น ต่อกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งคงเป็นการหยุดปฏิบัติการ เชิงรุก ชั่วคราว เพื่อให้ กระแส การ โจมตี ใน โซเชียล ที่เป็น ฝีมือของ ปีกทางการเมือง ขบวนการ บีอาร์เอ็นเบาบางลงจากปฏิบัติการ วิสามัญ ที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายครั้ง หลายพื้นที่ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา                              

การโฆษณาชวนเชื่อ หรือ ไอโอ ที่เป็นปฏิบัติการ ปีกทางการเมือง ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น เท็จ หรือจริง ไม่มีใครให้คำตอบได้ แต่ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็น เรื่องเท็จ ถ้ามีคนเชื่อ ก็เท่ากับเรื่องเท็จที่ถูก ไอโอ คือเรื่อง จริง ซึ่งเข้าลักษณะของคน มุสลิม ส่วนใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเรื่อง จริง ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงแถลงไขเป็นเรื่อง เท็จ ส่วนเรื่องที่มีการ ไอโอ จาก ปีกการเมือง ของ บีอาร์เอ็น คือเรื่องจริง 

เพราะแม้แต่เรื่องการซ้อมเผชิญเหตุของ ฉก.46 ที่บ้านยือลาแป ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ถูก ปีกทางการเมือง ของ บีอาร์เอ็น นำไปทำ ไอโอ จนคนในพื้นที่เข้าใจว่านั่นคือการ บังคับใช้กฎหมาย จาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 
คำว่า การบังคับใช้กฎหมาย ของ พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ถูกนำมา ผลิตซ้ำ ถูก ปีกทางการเมือง ของ ขบวนการบีอาร์เอ็น นำไปขยายความให้คนในพื้นที่เข้าใจผิดว่าเป็นการใช้ความรุนแรง และต้องจบลงด้วยการ วิสามัญ นี่คือความน่ากลัวในงาน ไอโอ ของบีอาร์เอ็น 

จะสังเกตว่า บีอาร์เอ็น และกลุ่มตัวแทนในการ พูดคุยสันติสุข ได้สร้างความ อึมครึม ให้เกิดขึ้น ตั้งแต่เหตุการณ์วางระเบิดแสวงเครื่อง 20 กว่าจุด ในเขตเทศบาลนครยะลาด้วยการ นิ่งเฉย ไม่แถลงข่าว ไม่รับ ไม่ปฏิเสธ ว่าเป็นการลงมือของ แนวร่วม ขบวนการในพื้นที่ เพื่อให้มีการเข้าใจผิดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์โดยรัฐตาม ไอโอ ของ ปีกทางการเมือง 
อีกประเด็นที่ อึมครึม คือในการ ปิดล้อม ตรวจค้น ทุกครั้งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ใช้ขบวนการนำตัวผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ไป เจรจา หรือการ กล่อม ให้กองกำลังติดอาวุธ หรือ คนร้าย มอบตัวกับเจ้าหน้าที่ วันนี้ในสังคมของ มุสลิม ของ ผู้นำศาสนา ของผู้นำท้องที่ ของผู้นำท้องถิ่น มีการ วิพากษ์วิจารณ์ กันมากว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้สร้างความ อึดอัด ให้เกิดขึ้นกับพวกเขา 

เพราะพวกเขาลงความเห็นว่า จะ เจรจา หรือไม่ เจรจา สุดท้ายทุกครั้งที่มีการ ปิดล้อม ก็จบลงที่การ วิสามัญ อยู่ดี ดังนั้นการไป เจรจา กับ คนร้าย เพื่ออย่าให้มีการ จับตาย หรือ วิสามัญ จากเจ้าหน้าที่รัฐ กำลังถูก ไอโอ จาก ปีกทางการเมือง ของ บีอาร์เอ็น ว่าเป็นเพียงขบวนการ ที่เหมือนกับเป็น อย.ให้การ วิสามัญ ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

ประเด็นนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ต้อง รับฟัง เพื่อเป็น โจทย์ ในการแก้ เพราะนี่เป็น ความรู้สึก ที่อาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่ก็อย่าลืมว่า ไฟใต้ ที่ ยืดเยื้อ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ที่ สยาม ยึด ปัตตานี มาเป็น ดินแดน ทุกอย่างเกิดจากความ รู้สึก ทั้งนั้น และความ รู้สึกคือปมลึกของไฟใต้ กล่าวเช่นนี้ก็ไม่ผิดนัก 
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง สำหรับคน ไทยพุทธ คือประเด็นการ พูดคุยสันติสุข ที่เป็นคำถามว่า พูดคุย แล้วได้อะไร เพราะไม่เคยเห็นว่าขบวนการ พูดคุย จะทำให้ความรุนแรง หรือ ธง ของบีอาร์เอ็นเปลี่ยนจาก ความรุนแรง มาเป็น สันติวิธี อย่างที่มีการแถลงข่าวและกลุ่มที่ รู้ลึก และ รู้จริง ยังมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงขบวนการ พูดคุย ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ จริงจัง หรือ จริงใจ กับการ พูดคุย เพราะเป็นการ พูดคุย ที่อยู่ในลักษณะ นอนเตียงเดียวกัน แต่ฝันคนละเรื่อง
วันนี้ เจนีวาคอล เดินทาง เข้า-ออก และมีบางส่วน ปักหลัก อยู่ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อกำหนด กติกา ในการ พูดคุย และเดินเกมให้ขบวนการ บีอาร์เอ็น เพื่อให้แบ่งแยกดินแดนตาม ยุทธศาสตร์ ที่บีอาร์เอ็นวางไว้ 

มีการนำ แกนนำ ของ บีอาร์เอ็น เดินทางไป พูดคุย ในต่างประเทศ เช่นที่ประเทศตุรกี ซึ่งการ ล้ำเส้น ของ เจนีวาคอล แม้แต่มาเลเซีย ผู้ที่เป็นประเทศที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการ พูดคุย ก็ได้แต่ทำ ตาปริบๆ เพราะวันนี้ผู้ที่มี บทบาท ในการ คอลโทรล แกนนำบีอาร์เอ็นคือ เจนีวาคอล ซึ่งเป็นองค์กรต่างประเทศที่มีอิทธิพลในองค์การสหประชาชาติ และเป็นองค์กรที่ จุ้นจ้าน ในทุกประเทศมีปัญหาการแบ่งแยกดินแดน 

ส่วนในประเทศ ณ วันนี้ องค์กรกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ไอซีอาร์ซี ก็เปิดเกม รุก ในพื้นที่ 3 จังหวัด ยิ่งมีการขอร้องจากสภาความมั่นคงให้ย้ายสำนักงานจากปัตตานีมาอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยิ่งทำให้ ไอซีอาร์ซี เหิมเกริมกว่าเดิม เพราะมีการตั้ง สำนักงานถาวรที่ อ.หาดใหญ่ เพื่อการปฏิบัติการในพื้นที่ 3 จังหวัดอย่างถาวร 

และในเร็วๆ นี้ ตัวแทนไอซีอาร์ซี จะมีการพบปะกับ นายพล นอกราชการที่เป็นที่ปรึกษา และ นายพล ในราชการที่มีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ในขณะนี้ การพบปะครั้งนี้คือการ ล็อบบี้ ให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยินยอมให้ ไอซีอาร์ซี ดำเนินการในโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นการ เอื้อ ต่อ ปีกทางการเมือง ของบีอาร์เอ็นในพื้นที่ เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่ต้องการ 

อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดับ ไฟใต้ ซึ่งมีการ นินทา กันอย่างมาก เพราะเกี่ยวกับผลประโยชน์ในการดับ ไฟใต้ นั่นคือการต่อสัญญากล้อง ซีซีทีวี ที่ กอ.รมน.เซ็นสัญญากับบริษัทเจ้าของกล้อง ซีซีทีวี ที่ใช้ในการรักษาความสงบ ความปลอดภัยในพื้นที่ ในงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีมูลค่าค่าเช่าปีละ 600 ล้าน และหน่วยงานของตำรวจ รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ต้องการให้มีการ ทบทวน การเช่า เพราะใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า แต่ หน่วยเหนือ ที่เป็น แบ็กอัพ อยู่ข้างหลังไม่ยอม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะมีผลประโยชน์ หรือมีอะไร ก็เป็นเรื่องที่ต้อง สืบสาวราวเรื่อง กันเอง แต่ ประเด็นของกล้อง ซีซีทีวี ที่ต้องจ่ายค่าเช่าปีละ 600 ล้าน กำลังเป็นประเด็น ฮอต ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าอยู่ในขณะนี้ 

ซึ่งนอกจากเรื่องของกล้อง ซีซีทีวี แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องของการเช่า ของการ จัดซื้อ จัดจ้าง ที่เริ่มจะมีคนที่ทนไม่ไหวกำลังออกมา แฉ ถึงความไม่ชอบมาพากล ของการใช้งบประมาณ และการใช้อำนาจจาก ส่วนกลาง ดำเนินการ จัดหา จัดซื้อ จัดจ้าง โดยหน่วยงานในพื้นที่ไม่มีการมีส่วนร่วม และคนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์จากงบ ดับไฟใต้ ที่ควรจะ กระจายให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ 

นี่กระมังที่คนในพื้นที่ออกมาพูดกันมาก และพูดกันมาหลายสิบปีก่อนที่จะเกิดเหตุ ไฟใต้ ระลอกใหม่ ในปี 2547 เสียอีกว่า ใต้สงบ งบไม่มา ในขณะที่บางกลุ่ม บางคน ถึงกับตั้งคำถามกับหน่วยงานความมั่นคงว่า เหตุผลที่ยังดับ ไฟใต้ ไม่ได้ อาจจะไม่ใช่ แม่ทัพ และ นายกอง ไม่เก่งในการรบ ไม่เก่งในงาน มวลชน แต่เป็นเพราะมีการ ค้าสงคราม หรือไม่ 

เพราะล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับข้อมูลจากฝ่าย พลเรือน และต้องการให้ฝ่าย ทหาร ดำเนินการตามที่ฝ่าย พลเรือน ให้ข้อมูล แต่กลับสร้างความไม่ แฮปปี้ เพราะมองว่าเป็นการ ข้ามหัว และไม่เชื่อใน ข้อมูล และแผนงาน ของพลเรือน ที่ ชุดความจริง ไม่เหมือนกับ ชุดความจริง ของหน่วยงานตนเอง แต่ที่จะดำเนินแผนเพื่อดับ ไฟใต้ กลายเป็นการขอตรวจสอบ ชุดความจริง ของฝ่ายพลเรือนว่า เชื่อได้ขนาดไหน  

ที่นี่เคยเขียนหลายครั้งว่า การดับ ไฟใต้ ไม่ได้ผล เพราะแต่ละหน่วยงานต่างมี ชุดความจริงคนละชุด และไม่เคยที่จะเอา ชุดความจริง ของแต่ละหน่วยที่มีอยู่มาร่วม บูรณาการ ให้เป็น ชุดความจริง เพียงชุดเดียว เพื่อใช้เป็น เครื่องมือ ในการดับ ไฟใต้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การดับ ไฟใต้ จึงเหมือนกับการเดินย่ำเท้าอยู่ใน เขาวงกต ที่สุดท้ายหาทางออกไม่พบนั่นเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว

อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.

คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’

'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'

อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน

ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!

เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'ครม.หนู 2' เปลี่ยน 'ซือแป๋' สเปก-จังหวะ-ภารกิจ ลงล็อก 'ปกรณ์'

‘ดร.ปื๊ด’ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ไปต่อใน ‘ครม.อนุทิน 2’ ส่วนคนมาแทนที่คือ ‘เลขาฯ เล็ก’ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หนึ่งในนักกฎหมายเครือข่าย ‘เนติบริกร’ เครือเดียวกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายบวรศักดิ์เอง