หากใครนับวันรอเลือกตั้งรอบใหม่ ช้าที่สุดคงเหลือเวลาไม่ถึง 3 เดือนดีของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นับแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะเวียนไปบรรจบกับวันที่ 31 มกราคม ปี 2569 ตามข้อตกลง MOA ที่ได้ทำไว้กับพรรคประชาชน และ ‘นายกฯ หนู’ ประกาศให้คำมั่นไว้
แต่สิ่งที่ทำให้สังคมกำลังตั้งคำถาม ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ คือ ระหว่าง ‘การยุบสภา’ หรือ ‘เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ’ อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน เนื่องเพราะสถานการณ์หลายอย่างดูไม่ได้เป็นผลดีต่อฝ่ายใดมากนัก จากการที่ผู้เล่นหลัก พรรคประชาชน (ปชปน.) และ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ต่างจำต้องรับแรงกดดันกันคนละทาง
ด้านฝ่ายบริหาร มีเหตุการณ์มากมายหลายอย่างถาโถมมาให้จัดการไม่เว้นวัน ทั้งสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่องมา และยังไม่มีท่าทีจะได้ข้อยุติ หรือเข้าสู่จุดสมดุลเสียที ปัญหาสแกมเมอร์ที่แก้ไม่คืบหน้า แถมยังถูกเชื่อมโยงกับหลายบุคคลสำคัญในรัฐบาล
ขณะที่การทำงานฝ่ายนิติบัญญัติเอง ก็ดูจะยังไม่ค่อยขยับไปไหน มีเพียงผู้สมประโยชน์ อย่างพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นแกนนำฝ่ายค้านเสียงข้างมากของสภา ได้โอกาสฉวยจังหวะเร่งผ่านกฎหมายที่ตัวเองเสนอรัวๆ แต่กระนั้น การเดินต่อเพื่อให้บรรลุได้จริง ยังดูช่างห่างไกล
โดยเฉพาะ ‘การแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งถือเป็น ‘เงื่อนไขทางการเมือง’ ที่พรรคประชาชนใช้ในการต่อรองเพื่ออำนาจ และวาระของพรรค แม้การที่ร่างของพรรคประชาชนได้รับการโหวตรับหลักการในรัฐสภา ควบคู่กับร่างของภูมิใจไทย และคว่ำร่างของเพื่อไทย (พท.) จะถือเป็นชัยชนะสำคัญ ที่ช่วยรักษาความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือ ในฐานะผู้ผลักดันวาระหลักของประเทศได้
ฟาก พท.ที่ถูกปัดตกไป ทำให้ไม่อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งหลัก หรือจะเป็นตัวแปรอะไรในเวลานี้ ยิ่งมีแต่จะแสดงความกระเหี้ยนกระหือรือ ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน เพื่อเรียกคะแนนนิยมกลับคืนมา จากการขู่ยุบสภาของนายอนุทินเอง ซึ่งทำให้ในอีกมุม ก็เหมือนการบีบให้ ปชน.ต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน
ความหนักใจจึงย้อนกลับมาที่ ปชน. ว่าจะเลือกเดินทางใดแน่ แทงรัฐบาลอนุทินทันที ตามข้อมูลที่คนของตัวเองเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ หรือต้องอดทน เพียงรอให้การแก้รัฐธรรมนูญไม่ล่มกลางทาง ท่ามกลางความแคลงใจของสังคม ที่มองว่าอาจดันไม่สุดสักทาง จากปัญหาการสื่อสารภายใน ปชน. ที่สะท้อนผ่านตัวบุคคลแถวหน้าเอง
จากการให้สัมภาษณ์ของ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. ที่ระบุ “ทุกวันนี้เราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้ามีเรื่องร้ายแรง ที่เราไม่สามารถให้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำบริหารประเทศต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว เราไม่ลังเลใจที่จะยื่นแน่นอน แม้จะเท่ากับว่า MOA จะสูญเปล่า แต่จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่พบข้อมูลที่คิดว่าร้ายแรงสุดๆ จริงๆ ที่เราอยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง”
ทำให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตอบโต้ว่า “ไม่ได้แปลกใจอะไรกับสิ่งที่นางสาวศิริกัญญาพูด เพราะสัญญาณความใกล้กันของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยมีมาสักพักแล้ว เพียงแต่เป็นห่วง หากพรรคเพื่อไทยจะมีการยื่นจริงๆ ก็ต้องหารือร่วมกัน ว่าพรรคประชาชนคิดเห็นอย่างไร” ก่อนเปิดเผยว่า จะมีการนัดพบกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งจะไปนั่งคุยกันเร็วๆ นี้
จน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ปชน. ต้องออกมาย้ำถึงเงื่อนไขชัดเจน 3 ข้อขั้นต่ำ ที่จะใช้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ 1.ถ้ารัฐบาลนี้อยู่เกินวันที่ 31 ม.ค.2569 คือมีวันที่ 121 ก็แสดงว่าอยู่เกิน 4 เดือน ตามข้อตกลงใน MOA ซึ่งถ้าไม่มีการยุบสภา เราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที
2.หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 เพื่อปลดล็อกการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สำเร็จในชั้นของสภาในสิ้นปีนี้ เราก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน เพราะถ้าจะให้เสร็จในวาระ 3 ต้องมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาวาระ 2 เป็นขั้นต่ำ เพื่อถ้าไปรอให้เปิดสมัยสามัญในวันที่ 12 ธ.ค. แล้วค่อยมาพิจารณาวาระ 2 และต้องรอ 15 วัน ถึงจะพิจารณาวาระ 3 ได้ ก็ไม่ทันสิ้นปี ดังนั้น การที่รัฐบาลตัดสินใจเปิดหรือไม่เปิดสมัยวิสามัญ ก็บ่งบอกได้แล้วว่า รัฐบาลจริงใจเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญแค่ไหน หากไม่จริงใจ เราก็พร้อมใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
และ 3.ขอย้ำ 2 เงื่อนไขเบื้องต้น ไม่ได้เป็นการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ตามอำเภอใจ เพราะหากมีการดำเนินนโยบาย หรือทำอะไรที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส หรือมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เราก็อาจจะยื่นอภิปรายได้อย่างเร็วที่สุด แต่ในเชิงธุรการต้องรอเปิดสมัยประชุมในวันที่ 12 ธ.ค. ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเก็บข้อมูล
นายพริษฐ์ ยังกล่าวในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณารัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา โดยเชื่อว่า อาจต้องมีปรับเนื้อหาจากร่างของ ปชน.ในบางเรื่อง เพื่อให้ร่างดังกล่าว ‘ได้รับฉันทามติของรัฐสภา’ และ ‘ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน’ ป้องกันการผูกขาด การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และเดินหน้าไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ยืนยันว่า ไม่ได้ตั้งธงควบคุม กมธ.ให้เป็นไปตามสิ่งที่ ปชน. เสนอ แต่ต้องพยายามแสวงหาฉันทามติในประเด็นที่ยังเห็นต่างกัน
มองภาพกว้าง การยื้อกันไปขู่กันมาเช่นนี้ ก็ต่างเป็นไปเพื่อความต้องการของตัวเอง ภท.บอกอาจยุบสภา ถ้ามีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่อีกนัยก็สะท้อนความต้องการให้ ปชน. ปรับแก้รัฐธรรมนูญตามแบบตัวเอง โดยส่งสัญญาณผ่านการวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุมกรรมาธิการ
ส่วน พท.ขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ก็จริง แต่หากทำเพียงพรรคเดียวไปก่อน ก็จะถูกตั้งคำถามเรื่องความจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ดี
ทำให้ ปชน. จึงต้องรับบทผู้ประนีประนอม ประคองตัวคล้ายเป็นโซ่ข้อกลาง แก้ต่างให้ขั้วตรงข้าม และผลักดันเรื่องตัวเองไปพร้อมๆ กัน
คงไม่ต่างกับละครเรื่องหนึ่ง ที่ทุกคนกำลังดำเนินการตามบท เพียงหวังให้แต่ละฉากขยับเข้าใกล้ตอนจบที่ตัวเองหวังมากที่สุด หากสามฝ่ายตกลงกันได้ ข้อกังวลทั้งหมดนี้ก็จะสลายไป แต่มันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ ทุกฝ่ายสมประโยชน์กันจริงๆ!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"
ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เท้ง-ไหม-โรมและพวก กับโอกาสรอดที่ศาลฎีกา?
จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!
กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง
ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น
โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ
ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

