
“หากพรรคเพื่อไทยเลือกจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคาดว่าจะได้อันดับหนึ่งหรือสอง ก็มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น ขณะที่ความเสี่ยงทางคดีของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็อาจไม่เพิ่มขึ้น ต่างจากหากเลือกจับมือกับพรรคประชาชน ที่อาจเป็นรัฐบาลอายุสั้นจากแรงกดดันกรณีการชี้มูล 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งมี 14 คนถูกส่งลงสมัครในนามพรรคประชาชน และถือเป็นระเบิดเวลาหลังการเลือกตั้งรออยู่”
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงโค้งสำคัญ พรรคการเมืองต่างเร่งนำเสนอนโยบาย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และทีมรัฐมนตรี เพื่อขอโอกาสประชาชนเข้ามาบริหารประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า
ภาพรวมของนโยบายยังเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาชายแดน ภัยพิบัติ ปัญหาสังคม การปราบสแกมเมอร์และทุนเทา รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และกลายเป็นเส้นแบ่งทางการเมืองที่ชัดเจนมากขึ้นคือ จุดยืนต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ขณะเดียวกัน การเมืองรอบนี้ยังไม่รอให้ผลเลือกตั้งปรากฏ หลายพรรคการเมืองเลือกประกาศ เลือกขั้ว ล่วงหน้าว่าจะจับหรือไม่จับมือกับใครในการจัดตั้งรัฐบาล
ซึ่งยิ่งทำให้การแข่งขันเข้มข้น และตอกย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชิงคะแนนเสียง แต่เป็นการชิงความได้เปรียบในการตั้งรัฐบาลตั้งแต่ยังไม่เปิดหีบ
คู่เอกของสนามเลือกตั้งที่ถูกจับตามากที่สุดคือ พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคประชาชน ซึ่งถูกประเมินว่ามีโอกาสแย่งชิงอันดับหนึ่ง หลังเกิดการปะทะกันอย่างตรงไปตรงมาระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จากกรณีเวทีดีเบตของไทยรัฐทีวี ต้นเหตุสำคัญมาจากการที่ “ณัฐพงษ์” แสดงท่าทีสนับสนุนนิรโทษกรรมทางการเมืองเกี่ยวกับคดี 112 และกล่าวบนเวทีว่า "ไม่มีใครควรติดคุกเพราะคำพูด”
หัวหน้าเท้ง ยอมรับว่ากฎหมายมาตรา 112 มีปัญหาในบางส่วน โดยเฉพาะโทษขั้นต่ำ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าเปิดช่องให้แก้ไขได้ ทั้งยังระบุว่าการแก้ไขต้องอยู่ภายใต้กรอบข้อจำกัดทางการเมืองที่มีอยู่ และหวังว่าสังคมไทยจะร่วมกันตกผลึกและปรับปรุงแก้ไขในอนาคต
คำพูดดังกล่าวกลายเป็นชนวนให้ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคมีความชัดเจนมาตลอดว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
อนุทิน กล่าวว่า “ผมติดตามชมรายการไทยรัฐดีเบต ทราบว่าหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นคนเดียวบนเวทีที่ยังยืนยันว่าต้องแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถ้ายังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ร่วมด้วยแน่นอน พรรคไหนจะร่วมก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรค แต่เท่าที่ดูแคนดิเดตของทุกพรรค ไม่มีพรรคไหนตอบว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ยกเว้นพรรคประชาชน”
ท่าทีดังกล่าวเท่ากับเป็นการปิดประตูความร่วมมือทางการเมืองระหว่างสองพรรคอย่างเป็นทางการ ด้าน ณัฐพงษ์ โต้กลับทันที โดยย้ำว่า เมื่อ อนุทิน ประกาศจุดยืนชัด การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง รัฐบาลประชาชน กับ รัฐบาลภูมิใจไทย พร้อมปฏิเสธว่าประเด็นดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ตามที่ถูกกล่าวอ้าง
“ผมยืนยันอีกครั้งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง 112 ตามที่คุณอนุทินอ้างทั้งสิ้น พอได้แล้วกับนิทานหลอกลวงประชาชน เพื่อกักขังประเทศให้อยู่กับอดีต”
ขณะที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ก็ออกมาชี้แจงว่า อนุทิน อาจเข้าใจผิด เพราะจุดยืนในเวทีดีเบตเป็นเรื่องนิรโทษกรรมทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับมาตรา 112
สาเหตุที่พรรคส้มต้องรีบออกมาเคลียร์ เพราะไม่ต้องการถูกประทับตราว่าเป็นพรรคล้มเจ้า และไม่ต้องการซ้ำรอยการเลือกตั้งปี 2566 ที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องไปนั่งเป็นฝ่ายค้านเพราะไม่มีพรรคไหนเอาด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเนื้อหาที่ ณัฐพงษ์ สะท้อนออกมา สามารถตีความได้ถึงแนวคิดและทัศนคติที่ซ่อนอยู่ แม้จะไม่ได้เอ่ยออกมาตรงๆ
ในอีกด้าน พรรคประชาชนยังมีจุดยืนคล้ายกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลเดียวกับพรรคกล้าธรรม โดยอ้างถึงประวัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีคดีร้ายแรง และหลักฐานในกระบวนการสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีภาพปรากฏในเอกสาร MOU ต่างตรงที่พรรค ปชป.ก็ไม่ยุ่งมาตรา 112
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของทั้งสองพรรคถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างบท พระเอก ที่ไม่อาจร่วมงานกับ ผู้ร้าย เพื่อสื่อสารกับประชาชนในเรื่องสีเทา
แต่คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดจึงไม่กล้าประกาศแตกหักกับพรรคเพื่อไทย ทั้งที่มีภาพและความเชื่อมโยงระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร รวมถึงรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ร่วมเฟรมภาพกับ เบน สมิธ ผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลสำคัญในเครือข่ายทุนสีเทา และเชื่อมโยงกับชนชั้นนำกับผู้นำกัมพูชา หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. มีมติยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายมูลค่าหมื่นล้านบาท
ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ออกมาตอบโต้ทันที โดยยืนยันว่า ตนมีผลงานเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการพูดจาดูดีแต่ไร้ผลงาน และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสีเทาทั้งปวง
“หากนำรูปมาเปิดเผย กลุ่มชนชั้นนำเกือบทั่วประเทศที่ร่วมถ่ายรูปด้วย รวมถึง สส.และข้าราชการ ซึ่งต้องแยกแยะสแกมเมอร์และการพนันผิดกฎหมาย จะเหมารวมทุกอย่างไม่ได้ การเล่นการเมืองต้องรู้จักแยกแยะ น้องๆ หลายคนที่เล่นการเมือง ฟันน้ำนมยังไม่หลุดจากปาก อย่าอวดเก่งมาก เพราะชีวิตยังอีกไกล รักษาตัวเองดีๆ บางคนปากกล้า พูดไปเรื่อย ผมก็แจ้งความไปเรื่อยต่างกรรมต่างวาระ”
นอกจากนี้ ผู้กองธรรมนัส ยังประกาศจับมือเดินหน้ากับพรรคภูมิใจไทย พร้อมอ้างว่าได้พูดคุยกับ อนุทิน เมื่อคืนวันที่ 23 ธันวาคม หลังมีหลายพรรคประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับทั้งสองพรรค โดยหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินตอบกลับว่า “เราก็ต้องอยู่ด้วยกัน จะไปยากอะไร” ซึ่งสะท้อนว่าทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมมีจุดยืนร่วมกันคือไม่ยุ่งเกี่ยวกับมาตรา 112
ท่ามกลางการเลือกขั้วที่ชัดเจน พรรคเพื่อไทยกลับเลือกท่าทีสงบนิ่ง ไม่ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวเหมือนพรรคอื่น ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ดร.เชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ระบุว่า “เราร่วมได้หมด อยู่ที่แนวทางนโยบายของเราจะไปด้วยกันได้หรือไม่ และอยู่ที่พี่น้องประชาชนจะเห็นควร" พร้อมย้ำไม่สนับสนุนนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ยุ่งหมวด 1 และ 2
จากจุดยืนดังกล่าว พรรคเพื่อไทยจึงถูกมองว่าเป็นพรรคที่มีโอกาสเปิดกว้างในการจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุด แม้กูรูการเมืองจะประเมินว่าพรรคอาจได้เพียงอันดับสาม จากปัญหา สส.ไหลออก นโยบายรัฐบาลเดิมที่ล้มเหลว และคลิปเสียงอังเคิลที่ยังหลอนสังคม แต่ก็ยังเป็น พรรคตัวแปร สำคัญกำหนดให้ใครเป็นรัฐบาล เนื่องจากเชื่อว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเกิน 250 เสียงจาก 500 เสียง
หากพรรคเพื่อไทยเลือกจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคาดว่าจะได้อันดับหนึ่งหรือสอง ก็มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น ขณะที่ความเสี่ยงทางคดีของ “ทักษิณ ชินวัตร” ระหว่างคุมขังในเรือนจำ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในคดีอาญาในชั้น ป.ป.ช. ก็อาจไม่เพิ่มขึ้น
ต่างจากหากเลือกจับมือกับพรรคประชาชน ที่อาจเป็นรัฐบาลอายุสั้นจากแรงกดดันกรณีการชี้มูล 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งมี 14 คนถูกส่งลงสมัครในนามพรรคประชาชน และถือเป็นระเบิดเวลาหลังการเลือกตั้งรออยู่ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่รอชี้มูลความผิดอยู่ หากพรรคแดงเลือกทางนี้ ปลายทางอาจไม่ต่างกับพรรคส้มใช่หรือไม่
เมื่อประเมินจากบรรยากาศการหาเสียง การประกาศเลือกขั้ว และสัญญาณทางการเมือง ภายใต้โครงสร้างอำนาจลึกที่ชักใยอยู่หลังฉาก ก็พอจะประเมินได้แล้วว่าพรรคใดมีแนวโน้มเป็นรัฐบาล และพรรคใดต้องเตรียมตัวไปนั่งเป็นฝ่ายค้าน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เทพไท' เตือน กกต.บอกอย่าให้ซ้ำรอยเลือกตั้งสกปรกปี 2500
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปและเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก
'นรากร' จี้ 'เท้ง' ขอโทษ ที่โหวตให้ 'อนุทิน' เป็นนายกฯ ต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้
นารากร ติยายน พิธีกรชื่อดังและผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย
"อนุทิน" สั่ง ครม.เร่งศึกษาเลิก MOU 44 เป็นประธานวันครบรอบ 72 ปี
เท้ง-ไหม-โรมและพวก กับโอกาสรอดที่ศาลฎีกา?
จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
'อนุทิน' บอกยินดีหาก กกต. นับคะแนนใหม่ รอได้อยู่แล้ว ก็รักษาการไปเรื่อย ๆ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีการชุมนุมเพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศว่า ขอให้เป็นไปตามกฏหมายและเป็นดุลยพินิจของ กกต.
ผู้สมัครพรรคส้ม 18 เขต ยื่น กกต. ขอนับคะแนนใหม่ อ้างไม่ได้แพ้แล้วตีรวน
พรรคประชาชน นำโดย นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาชน และ นายธีระ สุธีวรางกูร ทีมเฉพาะกิจตรวจสอบการนับคะแนนเลือกตั้ง ร่วมแถลงการดำเนินการของพรรคประชาชน ในการตรวจสอบสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องการจัดการเลือกตั้ง 69

