"นายกฯ" สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัด บังคับใช้ กม.ขั้นเด็ดขาดเอาผิดผู้กักตุนน้ำมัน ลักลอบส่งขายชายแดน ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ยันไม่ทอดทิ้ง ปชช. พร้อมตั้งศูนย์ฯ มท.ดูแลใกล้ชิด "คลัง" ชงลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร รอชง "กฤษฎีกา-กกต." เห็นชอบมีผลทันที "สศค." เร่งศึกษารีดภาษีลาภลอยโรงกลั่น "พิพัฒน์" เคาะมาตรการช่วยภาคขนส่ง "พณ." เล็งควบคุมสินค้าเพิ่ม "นักการเมือง" แห่โวย รบ.แก้วิกฤตผิดพลาด
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 27 มี.ค. เวลา 14.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับรถรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น BYD Sealion 7 สี Shark Grey มาทำงานเป็นวันที่ 3 โดยวันนี้เปลี่ยนทะเบียนป้ายแดง ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร เป็นป้ายขาวทะเบียน จต 32 กรุงเทพมหานคร
เวลา 14.30 น. นายอนุทินเป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมันในแต่ละจังหวัด และกำชับให้ตรวจสอบปัญหาการกักตุน การลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศในแต่ละพื้นที่
นายอนุทินกล่าวว่า เกิดความตื่นตระหนกและมีการกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวเลขยอดความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงถึง 87 ล้านลิตร เกินกว่ากำลังการผลิตภายในประเทศไปมาก เพียงเพราะความวิตกกังวลจากสถานการณ์ จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเลิกตรึงราคาและปรับราคาน้ำมันขึ้นตามกลไกตลาด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด และจัดสรรเพิ่มปริมาณน้ำมันไปยังแต่ละพื้นที่เพื่อให้เพียงพอให้เกิดภาวะสมดุลต่อไป
นายอนุทินกล่าวว่า สิ่งที่เป็นผลกระทบสืบเนื่องจากปัญหาน้ำมัน คือการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน ทั้งการขึ้นราคาสินค้า การกักตุนน้ำมันเพื่อขายต่อในราคาสูง รวมถึงการลักลอบเอาน้ำมันไปขายในพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องขอให้ท่านผู้ว่าฯ สั่งการไปยังนายอำเภอ ตรวจตราสอดส่องดูแล บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นกับผู้ที่ฝ่าฝืนให้ถึงที่สุด รวมทั้งขอให้ช่วยอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจรณรงค์การใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน และไม่กักตุนน้ำมันด้วย
"ในภาวะวิกฤต การสื่อสารสำคัญที่สุด ขอให้ทุกท่านอย่าลืมทำความเข้าใจประชาชนว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่เราเร่งดูแลช่วยเหลือ ทั้งกลุ่มผู้ที่ประกอบการขนส่ง กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอื่นๆ ซึ่งเราจะได้หามาตรการเยียวยาชดเชยต้นทุนผลกระทบให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมไปถึงการส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงาน ค่านิยมการใช้พลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความตระหนักรู้อย่างเต็มที่ ผ่านการใช้หอกระจายข่าว ตลอดถึงทุกช่องทางสื่อสารในจังหวัด เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน" นายกฯ กล่าว
ช่วงท้าย นายกฯ ยังสั่งการผู้ว่าฯ ทั้ง 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ถึงการดำเนินมาตรการความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในห้วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 โดยเน้นย้ำในเรื่อง 7 วันอันตราย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสามารถทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลง โดยในช่วง 7 วันอันตรายที่จะถึงนี้ ขอให้เข้มงวดทั้งเรื่องการตั้งด่านความปลอดภัยทางถนน จุดตรวจ/จุดสกัด การห้ามดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ และการใช้อุปกรณ์นิรภัย ทั้งเข็มขัดนิรภัยและหมวกกันน็อกในการเดินทาง มุ่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเข้มข้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และขอให้ทุกจังหวัดได้ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด
มท.สั่งติดตามปัญหาพลังงาน
ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทินได้ลงนามคำสั่งเรื่อง จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบเป็นเอกภาพและทันต่อสถานการณ์
นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีภารกิจสำคัญในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานระดับกระทรวงเพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานของส่วนราชการในสังกัด รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับส่วนกลางและจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ที่สำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1. ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น 2.บูรณาการการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3.กำหนดแนวทาง มาตรการ และแผนการช่วยเหลือประชาชน 4.สั่งการและประสานการปฏิบัติงานของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5.รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานต่อศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง 6.ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้อง และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
ทั้งนี้ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อํานวยการศูนย์ รองปลัดมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน และปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามเวที “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” นำโดยนายอนุทิน พร้อมทีมเศรษฐกิจ ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์และแนวทางการรับมือของภาครัฐ หลังผ่าน 1 เดือนของวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพทั่วโลก พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอบทุกคำถามตามข้อเท็จจริง ในวันเสาร์ที่ 28 มี.ค.2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พร้อมถ่ายทอดสดผ่านเพจ “ไทยคู่ฟ้า” และ NBT
ลดภาษีสรรพสามิตดีเซล 1 บ.
ที่กระทรวงการคลัง มีรายงานว่าขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างเตรียมเสนอร่างประกาศปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร โดยจะส่งรายละเอียดให้กฤษฎีกาและ กกต.เห็นชอบ หากได้รับการอนุมัติจะมีผลทันที เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน หากไม่ผ่านความเห็นชอบของ กกต. ก็ต้องส่งเรื่องเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาต่อไป
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะดำเนินการในส่วนของน้ำมันดีเซลอย่างเดียว จากปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 5-6 บาทต่อลิตร ขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันดีเซล ส่วนรายละเอียดว่าจะปรับลดเท่าไหร่ ระยะเวลานานแค่ไหน ขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสม โดยจะต้องดูควบคู่ในหลายปัจจัย ทั้งการจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดำเนินการต่ออย่างไร สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ต้องมีการประเมินเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะปรับลดเท่าไหร่และนานแค่ไหน
“ยืนยันการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะทำต่อหรือไม่ ถ้าทำต่อจะทำแค่ไหน ทำมากขึ้นหรือน้อยลง เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนทุกวัน ก็ต้องมาดูว่าแต่ละช่วงเวลาจะใช้มาตรการลักษณะไหนจึงจะเหมาะสม เรื่องนี้สามารถดำเนินการได้เลยผ่านการออกประกาศ หากกรมสรรพสามิตทำการบ้านเสร็จแล้ว ต่อไปก็ส่งเรื่องถามกฤษฎีกา และขอความเห็นชอบจาก กกต. เพราะเรื่องนี้เป็นการบรรเทาภาระของประชาชน” นายลวรณกล่าว
ปลัดกระทรวงการคลังยอมรับว่า การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงทุกๆ 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 2 พันล้านบาทต่อเดือน ซึ่งต้องยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้อย่างแน่นอน โดยขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังเร่งประเมินสถานการณ์อยู่ ขณะเดียวกันคลังก็ต้องมาพิจารณาแนวทางการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมว่าจะมีส่วนไหนมาชดเชยในส่วนที่เสียไปได้บ้าง
"ความขัดแย้งในตะวันออกกลางย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 แน่นอน โดยตัวเลขที่ชัดเจน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ อยู่ระหว่างการเร่งประเมินเพื่อเสนอให้ ครม.รับทราบต่อไป ขณะที่กระทรวงการคลังเอง สศค.ก็อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินในภาพรวมต่อไปเช่นกัน" รมว.การคลังกล่าว
ส่วนนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงเรื่องภาษีลาภลอยสำหรับธุรกิจโรงกลั่นว่า กระทรวงการคลังได้มีการศึกษาเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว โดยยอมรับว่าขั้นตอนการปฏิบัติ วิธีคิด และแนวทางการดำเนินการยังมีความแตกต่างกับหลายประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวหรือไม่ เป็นหน้าที่ของฝ่ายนโยบาย
ทั้งนี้ จากการศึกษาการเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจในต่างประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มขุดเจาะและกลุ่มกลั่น ซึ่งในส่วนของไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมัน 92% ขณะที่มีการขุดเจาะเองเพียง 8% เท่านั้น และวิธีการคิดภาษีมี 2 แบบ คือ 1.การคิดภาษีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น คูณภาษี และตัวคูณอีก 1 ตัว และ 2.การคิดภาษีจากฐานกำไรในปัจจุบัน เทียบกับฐานกำไรปกติ แล้วคูณอัตราภาษีที่ต้องการเก็บ โดยต้องยอมรับว่าทั้ง 2 วิธีคิดยังมีข้อโต้แย้งค่อนข้างมากในต่างประเทศ
“การตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย ซึ่งหากสุดท้ายสรุปว่าจะมีการบังคับใช้จริง ภาษีก็ต้องเป็นระดับ พ.ร.บ.ที่โดยปกติ พ.ร.บ.จะเป็นการบังคับใช้ไปข้างหน้า ก็ต้องมานั่งคิดอีกว่า หากบังคับใช้แล้วในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันที่กฎหมายมีผลจะช่วยอย่างที่เราต้องการในวันนี้หรือไม่” ผอ.สศค.กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กรณีที่มติคณะรัฐมนตรีในการประชุมนัดพิเศษให้ลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทนั้น ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือจาก ครม.มาถึงสำนักงาน กกต.
ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือผลกระทบด้านราคาน้ำมันในส่วนของภาคขนส่งว่า ขณะนี้กระทรวงได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือโดยเป็นการสนับสนุนเท่าที่ดำเนินการจริงจากระบบ GPS และระบบติดตามการทำงานจริง ระหว่างวันที่ 1-30 เม.ย.2569 โดยบางมาตรการช่วยเหลือออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) หรือกลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้า ซึ่งมีจำนวน 287,175 คัน ข้อมูลจาก GPS ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) พบว่ามีเที่ยววิ่งเฉลี่ย 31 ล้านกิโลเมตรต่อวัน อัตราสิ้นเหลืองเฉลี่ย 4 กิโลเมตรต่อลิตร ประมาณปริมาณการใช้น้ำมันรวม 7.8 ล้านลิตรต่อวัน โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันในราคา 6 บาทต่อลิตร
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การสนับสนุนแยกประเภท รถโดยสารหมวด 2 และ 3 จำนวน 11,395 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 4 บาทต่อลิตร รถโดยสารหมวด 4 (เช่น รถตู้) จำนวน 19,414 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อวัน รถกลุ่ม Rider จำนวน 114,653 คัน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อคันต่อเดือน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป
"กระทรวงมีเป้าหมายสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกลุ่มนี้ เพื่อตรึงราคาค่าโดยสารและจูงใจการใช้รถโดยสารสาธารณะ ลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งขอยืนยันจะไม่มีการขึ้นค่าโดยสารเด็ดขาดในช่วงสงกรานต์นี้" นายพิพัฒน์กล่าว
พณ.ชงสินค้าควบคุมเพิ่ม
น.ส.กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงมาตรการดูแลค่าครองชีพและราคาสินค้าว่า จะมีการเพิ่มสินค้าควบคุมและบริการช่วงเวลานี้ โดยปรับแผนจากเดิม 59 รายการ เป็น 66 รายการ โดยมีการเสนอสินค้าควบคุมใหม่ให้ ครม.พิจารณา เช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด ซอสปรุงรส
"รายการเพิ่มเติมจากนี้ต้องรอการทำประชาพิจารณ์ประมาณ 7-15 วัน จากนั้นก็จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ซึ่งจะดำเนินการให้เร็วที่สุด และกลุ่มที่จะต้องขออนุญาตขึ้นราคาเราจะเพิ่ม เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผ้าอนามัย สบู่ น้ำปลาแบบขวด หากพบการจำหน่ายสินค้าเกินราคาสามารถแจ้งสายด่วนของกระทรวงได้ตลอด 24 ชั่วโมง" โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าว
เวลา 16.30 น. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แทนนายพิพัฒน์ ในฐานะ ผอ.ศบก.ใช้เวลากว่า 2 ชม.
นายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุม ศบก.ว่า มาตรการที่จะใช้ลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนได้กำหนดแนวทางและมาตรการดูแลเป็นรายกลุ่ม ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย และกลุ่มผู้ส่งออก โดยมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เป็นกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เป้าหมายหลักคือ ลดค่าครองชีพโดยทันทีและตรงจุด มาตรการหลัก ได้แก่ โครงการไทยช่วยไทย และโครงการธงฟ้าราคาประหยัดกลุ่มเกษตรกร มาตรการหลัก ได้แก่ โครงการธงเขียวราคาประหยัดเปลี่ยนเป็นปุ๋ยธงเขียวพลัส กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย เป็นการเชื่อมโครงการไทยช่วยไทยกับผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัดต่างๆ และกลุ่มผู้ส่งออกมีเป้าหมายเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก คือการบริหารต้นทุนการขนส่ง"กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั้ง 58 แห่งทั่วโลกรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรือสินค้าที่ตกค้างอยู่ตามประเทศต่างๆ จะมีช่องทางนำเข้ากลับประเทศได้อย่างไร รวมถึงการใช้ท่าเรือรองขนถ่ายสินค้าให้เป็นไปได้อย่างสะดวก และดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในเวลานี้" อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ระบุ
ในช่วงค่ำ นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า โอกาสที่จะรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน การกักตุนก็เพิ่มมากขึ้น ก็พยายามให้อยู่ในราคาตลาดโลก ทุกประเทศก็ต้องรับในราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาเซียนเองไทยอยู่ในลำดับท้ายๆ ที่ราคาน้ำมันไม่สูงเท่าประเทศอื่น แม้แต่เพื่อนบ้านหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองราคาน้ำมันเขาก็ยังสูงกว่าเรา
เมื่อถามว่า ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีกหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีโอกาส เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคุกรุ่นอยู่ เมื่อสักครู่มีรายงานว่าเขาประกาศปิดช่องแคบอีกแล้ว สถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน แต่สิ่งที่เราทำได้เรียบร้อยสำเร็จแล้วคือประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน เรายังสามารถใช้ศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามา
โวยรัฐบาลแก้วิกฤตผิดพลาด
ด้านนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบากจากภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการดูแลราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนด้านการเกษตรให้ดีกว่านี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเกษตรกร เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้รัฐบาลลดค่าไฟทันที 0.52 บาทต่อหน่วย โดยไม่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุน หากรัฐบาลบริหารจัดการโดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง และยอมให้โรงไฟฟ้าเข้าถึงก๊าซอ่าวไทยในราคาเดียวกับที่ให้กลุ่มทุน ค่าไฟของประชาชนจะลดลงได้ทันที 0.52 บาท โดยที่รัฐไม่ต้องควักเงินภาษีมาอุดหนุนแม้แต่บาทเดียว
นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า วิกฤตสถานการณ์น้ำมันสะท้อนความล้มเหลวการดำเนินนโยบายของรัฐบาล พรรคขอเสนอแนะนโยบายสำหรับภาครัฐ 1.มาตรการลดภาษีอย่างเร่งด่วน 2.การให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง 3.การปรับโครงสร้างอย่างทันท่วงที 4.การส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษี ใช้โอกาสนี้จูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง และ 5.การปรับลดภาระภาษี เพิ่มสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับการคำนวณภาษี จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 90
วันเดียวกัน ที่บริเวณหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายปกป้องไฟฟ้าประปาและยาเพื่อชาติประชาชน (คฟปย.) ประมาณ 50 คน นำโดย นายเสนอ วิสุทธนะ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง และประธานเครือข่ายไฟฟ้าประปาและยาเพื่อชาติประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่าน นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลบริหารจัดการปัญหาวิกฤตน้ำมันและค่าครองชีพสูงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบเอาผิดนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ผอ.ศบก. เหตุไม่สามารถเอาผิดไอ้โม่งที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นราคาน้ำมันได้ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกหัวระแหง เข้าข่ายจงใจปฏิบัติหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนด
เช่นเดียวกับ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางมายื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ขอให้นายอนุทินแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและพิจารณาลาออก เนื่องจากขาดคุณสมบัติและมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 160 (4) (5) ที่กำหนดว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประพฤติผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมองว่าการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตอนโควิด-19 ระบาด จนมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน เห็นว่าพฤติกรรมของนายอนุทินมีความสุ่มเสี่ยงผิดจริยธรรม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว พร้อมถ้อยคำสั้นๆ กินใจ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน

