“พื้นที่เลือกตั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่ประกอบด้วย “ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส” ซึ่งถือเป็นพื้นที่เลือกตั้งที่มีความพิเศษ แตกต่างจากพื้นที่อื่นพอสมควร เพราะนอกจากเป็นพื้นที่เลือกตั้งที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมสูงแล้ว ที่ผ่านมาหลายสิบปี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาเรื่องความไม่สงบเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งการเลือกตั้งรอบนี้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกจับตามองว่า “พรรคประชาชาติ” ในฐานะแชมป์เก่าที่ได้ สส.เขตมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2566 มารอบนี้ 2569 จะยังคงรักษาเก้าอี้ สส.เขตมากที่สุดไว้ได้อีกหรือไม่ จากจำนวน 13 เก้าอี้ที่มีการชิงชัยกัน
เพราะครั้งนี้จะเห็นได้ว่า หลายพรรคการเมืองต่างหวังชัยชนะในสนามเลือกตั้ง สส.เขต รวมถึงต้องการได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในพื้นที่เลือกตั้งปลายด้ามขวานแบบเป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย-กล้าธรรม-ประชาชน เป็นต้น
โดยหากเทียบฟอร์ม-ความพร้อมในการเลือกตั้ง คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของพรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และวันมูหะมัดนอร์ มะทา คงไม่พ้น
“พรรคสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย”
ที่นอกจากเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลในเวลานี้แล้ว ในสนามเลือกตั้งก็ได้บ้านใหญ่ในพื้นที่คือที่นราธิวาสและปัตตานี รวมถึงอดีต สส. ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาย้ายจากพรรคอื่นมาอยู่ด้วย ผนวกกับเป็นที่รู้กันดีในทางการเมืองว่า แกนนำพรรคสีน้ำเงินไม่ชอบ พ.ต.อ.ทวีอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาสมัยเป็น รมว.ยุติธรรม ก็พยายามเจาะยางพรรคสีน้ำเงินอย่างหนัก โดยใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือในการไล่บี้คดีฮั้ว สว. และเขากระโดง จึงทำให้พรรคสีน้ำเงินต้องการชัยชนะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและสั่งสอน พ.ต.อ.ทวี
ทำให้สนามเลือกตั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พรรคประชาชาติจึงต้องสู้สิบทิศ และออกแรงอย่างหนักเพื่อรักษาเก้าอี้ สส.เขตและหวังคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้ได้มากที่สุด เพราะนอกจากเจอพรรคคู่แข่งที่แข็งแรงกว่าแล้ว ก็มีกระแสจากคนในพื้นที่บางส่วนว่า สองแกนนำของพรรคประชาชาติที่มีตำแหน่งในสมัยที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเลือก พรรคประชาชาติภาคภูมิใจได้เลย เพราะที่ผ่านมาสองปีเศษในการเป็น รมว.ยุติธรรมของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ก็ไม่มีผลงานอะไรโดดเด่นจับต้องได้ แถมยังติดลบด้วยซ้ำ สิ่งที่เคยสร้างภาพหาเสียงไว้ เช่น จะทำหน้าที่บนหลัก “นิติธรรม” ก็ทำไม่ได้จริง อย่างเอาแค่เรื่อง “ทักษิณ ชินวัตร ชั้น 14 นักโทษเทวดา” เรื่องเดียวก็พิสูจน์การทำงานให้เห็นแล้ว เพราะเรื่องชั้น 14 สุดท้าย ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่ามีความผิดปกติในการทำให้ทักษิณไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงก็คือ กระทรวงยุติธรรม-กรมราชทัณฑ์-เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ใครต่อใครก็ดูออกว่า คนใน 3 หน่วยงานดังกล่าวมีเอี่ยวแน่นอน โดยที่ฝ่ายการเมืองจะลอยตัวปัดความรับผิดชอบได้อย่างไร เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ประธานรัฐสภาของวันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็ดูจะไม่ค่อยได้รับเสียงชื่นชมเท่าใดนักในเรื่องความเป็นกลาง
กระนั้นในภาพใหญ่ต้องถือว่า พรรคประชาชาติยังคงเป็นพรรคที่คนในพื้นที่ ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส น่าจะตอบรับมากที่สุดอยู่ เพียงแต่อาจจะไม่มากเท่าเดิมก็ได้ หากคนในพื้นที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ขณะที่การหาเสียงในพื้นที่ ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาสกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ก็ปรากฏว่าสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ก็กลับมาปะทุอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการก่อเหตุท้าทายกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างมาก
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากฝีมือกลุ่มคนร้ายที่มีการลอบวางระเบิด วางเพลิง ปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมัน รวม 11 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี เหตุเกิดตั้งแต่เวลา 00.55 ของวันที่ 11 ม.ค.2569 ต่อเนื่องหลายพื้นที่ ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อได้รับความเสียหาย เบื้องต้นเป็นเหตุให้มีประชาชนและตำรวจได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมาก็ยังเป็นวันที่มีการเลือกตั้ง อบต.ทั่วประเทศ รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ทำให้ถูกมองว่าเป็นการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์การเมือง-ความมั่นคง
หลังเกิดเหตุการณ์ทำให้ทั้งฝ่ายการเมือง-ฝ่ายทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง ออกมาขยับทันที เพื่อสืบสวนสอบสวนการก่อเหตุ รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำตามมา
ในส่วนของทหาร ทาง “พลโทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า”กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า จากการตรวจสอบพบว่า มีการก่อเหตุที่ปั๊ม ปตท.ในปัตตานี 2 จุด ยะลา 4 จุด นราธิวาส 5 จุด จึงได้สั่งการให้ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ (ผบ.ฉก.) และผู้บัญชากองกำลัง (ผบ.กกล.) ในพื้นที่ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งหมด โดยเฉพาะพื้นที่ปั๊ม ปตท.ที่เกิดเหตุ รวมถึงจุดตรวจ จุดสกัด ก็ให้ยกระดับความปลอดภัยในระดับสูงสุดเช่นกัน รวมทั้งกองร้อยป้องกันชายแดนทุกจุด ให้ปิดทางเข้า-ออกชายแดนทั้งหมด ยกเว้นจุดผ่านแดนถาวร ซึ่งเราได้จัดเจ้าหน้าที่ไปร่วมกับทางศุลกากร ตม. ในการตรวจเข้มคนเข้า-ออกตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการเลือกตั้งในวันนี้ และเหตุที่เกิดเมื่อคืน รวมถึงการเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ จะเป็นการข่มขู่พี่น้องประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิหรือไม่ ซึ่งเรายังไม่ตัดประเด็น เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้เราก็ต้องคุยกับคณะพูดคุยฯ ใหม่ สิ่งที่เห็นพ้องต้องกันก่อนหน้านี้ระหว่างผู้ก่อความรุนแรงกับคณะพูดคุยฯ ในระดับเทคนิค คือ ทุกคนจะต้องยุติเหตุรุนแรง แต่ถ้าเกิดเหตุรุนแรงอย่างนี้ขึ้นมาก็ต้องมาคุยกันใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร” แม่ทัพภาค 4 ระบุ
นอกจากนี้ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสออกประกาศใช้มาตรการเข้มจุดผ่านแดน และห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสกัดการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มผู้ไม่หวังดีในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.เป็นต้นไป กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ปฏิบัติการ และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร เช่น เพิ่มมาตรการจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ภายในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส-ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ภายในระหว่างระยะเวลา 21.00-05.00 น.เป็นต้น
ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ 3 ชายจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด วางใจไม่ได้เด็ดขาด เพราะอาจมีการก่อเหตุขึ้นได้ทุกเมื่อ ท่ามกลางการหาเสียงในพื้นที่ซึ่งดำเนินไปอย่างเข้มข้น ดุเดือด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บทพิสูจน์ ‘รัฐบาลไร้รอยต่อ’ รับมือผลกระทบสงคราม!
สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อไทยแน่นอน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
คดีสินบนทองคำ 90 วันรู้ผล เอกวิทย์อยู่ต่อ-ร่วง?
กลายเป็นคดีสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามองขึ้นมาทันที หลัง “ประธานศาลฎีกา-อดิศักดิ์ ตันติวงศ์” ออกคำสั่งประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะผู้ไต่ส่วนอิสระ กรณีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าชื่อกันส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาฯ ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ กรณีมีเรื่องร้องเรียนว่า “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)” มีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่-ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
โผครม.อนุทิน2ป่วน พท.รุมแย่งเก้าอี้ งูเห่าสีน้ำเงินย้ำแค้นธรรมนัส
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เขต 396 คนไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ความเคลื่อนไหวการจัดตั้ง "รัฐบาลอนุทิน2” โดยเฉพาะ โผ ครม. ขยับตามมาทันที
โหวตประมุขนิติบัญญัติ-สภาบุรีรัมย์? จิรุตม์-มณฑลลุ้นผงาด"กกต."
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง สส.เขต จำนวน 396 คน ไปเมื่อวันพุธ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา และต้นสัปดาห์หน้าจะรับรอง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ
"บัตรเปลี่ยน-ศรัทธาคลอน" บททดสอบความโปร่งใสของ "กกต."
หากจะย้อนรอยดรามาการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นพื้นที่ “เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร (คันนายาว)” ซึ่งกลายเป็นจุดโฟกัสระดับประเทศเพียงชั่วข้ามคืน จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากความขัดแย้งของตัวบุคคล หรือการหาเสียงที่ดุเดือด แต่กลับมาจากเหตุปัจจัยทางธรรมชาติอย่างพายุฝนฟ้าคะนองที่โหมกระหน่ำเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 จนทำให้หีบบัตรเลือกตั้งในหน่วยที่ 9 ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ดีลแค้นโค่น ‘น้ำเงิน’ ทฤษฎีที่ ‘ยาก’ ปฏิบัติ
การที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ดึงเกมจัดตั้งรัฐบาล ด้วยการทำตัวไม่ชัดเจนว่าจะเอา ‘พรรคกล้าธรรม’ ร่วมรัฐนาวาหรือไม่ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘น้ำเงิน’ กับ ‘เขียว’ พันธมิตรรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดูห่างเหินกันมากขึ้นเรื่อยๆ

