ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนจำนวนมากกลับยังคงอยู่ในภาวะ "เงียบเหงา" ต่อการออกเสียงประชามติที่จัดควบคู่กันไป ซึ่งเป็นการสอบถามความเห็นว่าจะเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแทนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หรือไม่ แม้เหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือน แต่กระแสสังคมยังไม่คึกคักเท่าที่ควร ทั้งที่ประเด็นนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย
การรณรงค์ประชามติยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างเห็นได้ชัด แม้รัฐบาลรักษาการภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะประกาศอย่างเป็นทางการผ่านราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ม.ค. โดยกำหนดคำถามว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" และจัดให้ตรงกับวันเลือกตั้ง สส.เพื่อประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิ์กว่า 64 ล้านคน แต่จากข้อมูลสำรวจล่าสุดของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) พบว่ามีเพียงร้อยละ 30.5 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เข้าใจกระบวนการประชามติอย่างชัดเจน ในขณะที่อีกกว่า 40% ยอมรับว่ายังไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับข้อดี-ข้อเสียของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาจากการรัฐประหารและให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป จนขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย
กิจกรรมรณรงค์ที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้ส่วนใหญ่มาจากภาคประชาสังคมและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาชนที่เปิดแคมเปญ "8กุมภากาเห็นชอบ" ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่ออธิบายว่าการผ่านประชามติครั้งนี้จะเปิดทางสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของประชาชน โดยไม่ต้องผ่านสภาชุดเก่า พรรคประชาชาติก็เช่นกัน ได้จัดเวทีเสวนาในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อชี้แจงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
นอกจากนี้ กรมประชาสัมพันธ์ยังผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น โปสเตอร์และคลิปวิดีโอ ส่งไปยังหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ แต่กิจกรรมเหล่านี้ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเยาวชนและคนชั้นกลางในเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญ
ส่วนในต่างประเทศ กกต.ได้ร่วมกับกรมการกงสุล จัดส่งบัตรเลือกตั้งและประชามติไปยัง 67 ประเทศ โดยไปรษณีย์ไทยรับผิดชอบขนส่ง พร้อมระบบเฝ้าระวังด้วย AI และ CCTV เพื่อความโปร่งใส
แต่ชาวไทยในต่างแดนจำนวนมากยังบ่นว่าข้อมูลมาถึงช้า ทำให้กระแสในชุมชนไทยโพ้นทะเลยังไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยรวมแล้วการรณรงค์ยังขาดความเข้มข้น ประชาชนส่วนใหญ่สนใจแต่การเลือกตั้ง สส.มากกว่า เพราะมองว่าประชามติเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ผลลัพธ์จะกำหนดอนาคตการเมืองไทยทั้งระบบ หากไม่ผ่านเกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น (เสียงเห็นชอบมากกว่าเสียงไม่เห็นชอบ และผู้ใช้สิทธิมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด) กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะหยุดชะงักทันที
สาเหตุหลักที่ทำให้กระแสประชามติเงียบเหงา คือความสับสนจากรูปแบบการจัดงานที่ซับซ้อนและขาดการสื่อสารชัดเจน โดยเฉพาะจาก กกต. ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงว่าทำให้กระบวนการยุ่งยากเกินควร ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2568 กำหนดให้ต้องทำประชามติ 3 ครั้งเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ครั้งนี้เป็นเพียงครั้งแรกเพื่อถามหลักการ ทำให้ประชาชนหลายคนมองว่าเป็น "ขั้นตอนพิธีกรรม" ที่ไม่เร่งด่วน กกต.ยอมรับปัญหานี้ผ่านนายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต. เมื่อวันที่ 13 ม.ค. โดยระบุว่าการประชาสัมพันธ์ยังไม่เพียงพอ และกำลังเร่งแก้ไขผ่านเครือข่ายภาคประชาชนและสื่อมวลชน
ปัญหาใหญ่สุดคือระเบียบ กกต. พ.ศ.2568 ที่กำหนดให้แยกคูหาและขั้นตอนรับบัตร ผู้มีสิทธิต้องแสดงตัว 2 ครั้ง รับบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบก่อน แล้วค่อยรับบัตรประชามติ (สีเหลือง) อีกใบ ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนและคนละเลยไม่ลงประชามติ เครือข่ายภาคประชาสังคมอย่างคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) นำโดยนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ได้บุกยื่นหนังสือต่อ กกต. เมื่อวันที่ 14 ม.ค. เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขเป็น "แสดงตัวครั้งเดียว รับบัตร 3 ใบ"
โดยชี้ว่านี่คือ "การจงใจชี้นำ" ให้ประชามติล้มเหลว เพราะอาจลดจำนวนผู้ลงคะแนน หากไม่แก้ภายใน 7 วัน พวกเขาขู่ว่าจะฟ้องศาลปกครองฐานละเลยหน้าที่.
นอกจากนี้ เวลาเตรียมการสั้นเกินไป ประกาศอย่างเป็นทางการช้า ทำให้พรรคการเมืองรณรงค์ได้จำกัด ประกอบกับความเบื่อหน่ายทางการเมืองจากวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปลายปี 2568 และน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ ทำให้ประชาชนโฟกัสปัญหาปากท้องมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายประชามติยังห้ามรณรงค์หลัง 18.00 น. ของวันที่ 7 ก.พ.และห้ามขายสุราในวันเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะช่วยรักษาความสงบแต่ก็ลดกระแสสังคมลงไปอีก กกต. ถูกมองว่าขาดความคล่องตัว เน้น "จัดให้เสร็จ" มากกว่า "ทำให้ประชาชนเข้าใจ" ส่งผลให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าองค์กรนี้กำลังเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยทางตรง
เพื่อแก้ไขปัญหา กกต. ควรปรับระเบียบด่วน โดยนำข้อเสนอ "รับบัตร 3 ใบครั้งเดียว" มาพิจารณา เพื่อลดความสับสนและเพิ่มอัตราการลงคะแนน ซึ่งจะช่วยให้ประชามติผ่านเกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้นได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ควรเพิ่มเวทีอภิปรายสาธารณะในทุกจังหวัด โดยร่วมมือกับกรมประชาสัมพันธ์และ MCOT เพื่อถ่ายทอดสด เน้นอธิบายข้อดีของรัฐธรรมนูญใหม่ เช่น การลดอำนาจองค์กรอิสระ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการปกป้องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจจากกลุ่มเยาวชนและคนชั้นกลาง
แผนรณรงค์ที่ประสบความสำเร็จต้องมุ่งสร้าง "การมีส่วนร่วม" โดยเริ่มจากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีพลังสร้างแคมเปญต่างๆรองรับให้ดูน่าสนใจ ใช้อินโฟกราฟฟิค อธิบายกระบวนการประชามติแบบง่ายๆ และเชิญชวนให้แชร์ประสบการณ์ "รัฐธรรมนูญปัจจุบันกระทบชีวิตคุณอย่างไร"
นอกจากนี้ การเน้นเรื่องใกล้ตัว เช่น การแก้รัฐธรรมนูญจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างไร จะช่วยจุดประกายความสนใจ องค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยเฉพาะเอกชนสามารถเป็นแกนนำจัด workshop ชุมชน เพื่อฝึกให้ประชาชนเข้าใจสิทธิ โดยใช้เครื่องมืออย่างแอป SMART VOTE เพื่อตรวจสอบสิทธิออนไลน์ สุดท้าย การร่วมมือระหว่างพรรคฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมในการจัดเวทีใหญ่ทั่วประเทศ จะช่วยสร้างโมเมนตัม "โค้งสุดท้าย" ก่อนวันที่ 8 ก.พ. หากทำได้ ประชามติครั้งนี้จะไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นก้าวสำคัญสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง
ในท้ายที่สุด ความเงียบเหงาของประชามติสะท้อนถึงความท้าทายของระบบการเมืองไทยที่ยังขาดการมีส่วนร่วม แต่ด้วยแผนรับมือที่ชัดเจนและการรณรงค์ที่สร้างสรรค์ ยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้ หากประชาชนลุกขึ้นมาใช้เสียงของตนเอง วันที่ 8 ก.พ. 2569 จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริงสำหรับประเทศไทย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ส่อง“แผนอพยพ”ระลอกแรก รับมือแรงเหวี่ยงจากผล“สงคราม”
ผลกระทบต่อไทยจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอย่างดุเดือดในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ไม่เฉพาะเป้าหมายทางด้านการทหาร แต่แผ่ขยายไปสู่พื้นที่พลเรือน เศรษฐกิจ และศูนย์กลางการท่องเที่ยว
กกต.รับรองปาร์ตี้ลิสต์ ‘อนุทิน’ปัดทิ้งเก้าอี้กห.
"กกต." ประกาศรับรอง สส.ปาร์ตี้ลิสต์วันพุธ ไม่กังวลคนยื่นฟ้อง
ดร.ณัฏฐ์ ซัดเวทีจำลองเลือกตั้ง ไร้อำนาจตาม รธน. ไร้ผลกฎหมาย
สืบเนื่องจากนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา จัดให้มีการจำลองการเลือกตั้ง โดยให้นายสม
บทพิสูจน์ ‘รัฐบาลไร้รอยต่อ’ รับมือผลกระทบสงคราม!
สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อไทยแน่นอน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
กกต. จ่อเชือด กปน. เขต 2 สุพรรณบุรี ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ นับคะแนนใหม่ต่างจากครั้งแรก
กกต.ลุยเอาผิด กปน.เขตเลือกตั้ง 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ชี้น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังผลนับคะแนนใหม่แตกต่างจากครั้งแรก
สว. เตรียมจำลองเลือกตั้ง ปมบาร์โค้ดบนบัตร เชิญ 'วิษณุ-บวรศักดิ์' พร้อมทูต 7 ประเทศ ร่วมสังเกตการณ์
กมธ. พัฒนาการเมือง สว. เตรียม จำลองเลือกตั้ง 4 มี.ค. นี้ ร่อน หนังสือเชิญ "วิษณุ-บวรศักดิ์-จรัญ-เจษฎ์" พร้อมทูต 7 ประเทศ ร่วมสังเกตการณ์ ด้าน "สมชัย" หวัง พิสูจน์มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรคือจุดอ่อน ตั้งเป้า ผลถูก 100% แต่หวั่น อาสากลัวไม่มาร่วมจำลอง ขณะ "อ.เรือบิน" ยัน ไม่มีเจตนาให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ

