
"หากฝ่ายอนุรักษนิยมไม่สามารถรวมพลังและโหวตเชิงยุทธศาสตร์ให้พรรคที่มีโอกาสมากที่สุดได้ คะแนนรวมก็จะไม่มากพอที่จะต่อสู้กับสองขั้วหลัก"
การเมืองไทยเดินเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรยากาศโดยรวมเริ่มนิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่ความนิ่งแบบสงบ หากเป็นความนิ่งก่อนเกิดพายุ เมื่อทุกพรรคต่างงัดกลยุทธ์สุดท้ายออกมาเต็มรูปแบบ ทั้งการลงพื้นที่ การสื่อสารออนไลน์ การปล่อยข้อมูล และเกมการเมืองนอกสภาที่เข้มข้นกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา
ภาพการแข่งขันจึงเริ่มชัดว่าถูกจำกัดอยู่ในกรอบ 3 พรรค 3 สี คือ พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม พรรคเพื่อไทย หรือพรรคแดง และพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำฝ่ายอนุรักษนิยมสีน้ำเงิน ขณะที่พรรคอื่นๆ กลายเป็นตัวแปรรอง มากกว่าจะเป็นผู้กำหนดทิศทางเกมหลัก
ผลสำรวจของนิด้าโพลเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา สะท้อนภาพการแข่งขันที่ค่อนข้างสูสี พรรคประชาชนพร้อมแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถูกคาดหมายว่าจะได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตามมาเป็นอันดับสอง
ขณะที่อันดับสาม ในเชิงตัวบุคคลคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในเชิงพรรค พรรคเพื่อไทยยังรักษาอันดับสามไว้ได้ และ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ถูกจัดให้อยู่ในอันดับสี่ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี ตัวเลขโพลเป็นเพียงภาพสะท้อนเรื่องกระแสช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ที่แย่งชิง สส.บัญชีรายชื่อ 100 เขตจาก 500 เขต เพราะในช่วงโค้งสุดท้ายอีกไม่กี่วัน ทุกอย่างยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เชื่อว่าจะไม่มีพรรคใดชนะขาด ที่จะชี้วัดในระบบเขต 400 เขต และการจัดตั้งรัฐบาลหลังปิดหีบจะเป็นสมรภูมิที่แท้จริง
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พรรคประชาชนถือเป็นพรรคที่กระแสมาแรงต่อเนื่องที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คนเมือง และชนชั้นกลาง พรรคส้มเดินเกมเชิงนโยบายได้ตรงใจ ด้วยการชูการปรับเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ควบคู่กับการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและสม่ำเสมอ การดึง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งยังคงมีฐานนิยมสูงจากการเลือกตั้งปี 2566 กลับมาช่วยหาเสียง ยิ่งทำให้กระแสพรรคส้มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
นอกจากนี้ บทบาทของ ไอซ์-รักชนก ศรีนอก ในการตรวจสอบปัญหากองทุนประกันสังคม กลายเป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยขยายฐานเสียงไปยังผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและพนักงานออฟฟิศที่รู้สึกว่าปัญหานี้ถูกหมักหมมและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การขยี้ประเด็นความไม่โปร่งใส ตั้งแต่การตัดสิทธิผู้ประกันตน ประสิทธิภาพการบริหารงาน ไปจนถึงกรณีผู้บริหารระดับสูงใช้บริการเครื่องบินชั้นหนึ่ง ซึ่งพาดพิงไปถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนที่ปัจจุบันย้ายขั้วทางการเมือง ต้องยอมรับว่าเป็นเกมที่พรรคส้มเดินมาถูกทางและได้ใจประชาชนจำนวนไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม แม้กระแสจะมาแรง แต่พรรคส้มก็ยังไม่อาจสลัดเงาปัญหาเดิมออกไปได้ คำถามเรื่องจุดยืนต่อสถาบัน การแก้รัฐธรรมนูญหมวด 1 หมวด 2 ท่าทีต่อกองทัพ และวาทกรรม “ไม่รักชาติ” “รบไปก็แพ้” ยังคงถูกฝ่ายตรงข้ามนำมาขยายผลอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นความไม่สบายใจของประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ยิ่งเมื่อ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาตั้งโต๊ะแฉคลิปเสียงคล้าย บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พูดคุยกับแกนนำพรรคส้มเรื่องการช่วยดัน สส.ภาคใต้ 10 คน แลกกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และการคุมตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง ก็ยิ่งเพิ่มแรงเสียดทานทางการเมืองให้พรรคส้มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน ปัญหาภายในอย่างกรณีการคัดเลือกผู้สมัคร สส.จังหวัดแพร่ ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผู้สมัครบางรายที่มีพฤติกรรมพัวพันสีเทา สีดำ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนในช่วงโค้งสุดท้ายได้เช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยกลับกลายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์มากที่สุด ในสถานการณ์ที่พรรคส้มและพรรคภูมิใจไทยเปิดเกมปะทะกันโดยตรง แม้ตัวเลขโพลจะยังตามหลัง แต่การที่พรรคแดงวางบทบาทเป็นฝ่ายประนีประนอมและพร้อมจับมือได้กับทุกขั้ว
การดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาเป็นผู้นำทางการเมือง โดยยังไม่มีบุคคลในตระกูลชินวัตรออกมาแทรกแซงโดยตรง ช่วยลดแรงต้านจากกลุ่มที่ไม่ต้องการเห็นการเมืองแบบเผชิญหน้า ขณะที่การลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง ผสมผสานกับนโยบายโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะโครงการ สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 ล้านคน หรือบลัฟด้วยคนละครึ่งจ่าย 70 และ 30 แม้จะถูกโจมตีว่าเป็นนโยบายแจกเงิน แต่ก็ยังโดนใจชาวบ้านและฐานรากจำนวนมาก
แกนนำพรรคเพื่อไทยเองก็ยอมรับกันอย่างไม่เป็นทางการว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นศึกที่ต้อง “ทุ่มสุดตัว กระสุนไม่อั้น” ไม่เพียงเพื่อกลับมาเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับ ทักษิณ ชินวัตร จะได้ออกจากคุกเร็วขึ้นหรือไม่ และยังเป็นการสานฝันของ เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มารดาแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ให้เป็น “5 นางพญา” คือ ภรรยานายกฯ, น้องนายกฯ พี่นายกฯ, น้านายกฯ และแม่นายกฯ
อย่างไรก็ดี พรรคเพื่อไทยก็ยังหนีไม่พ้นปัญหาเดิม ทั้งข้อครหานโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะเงินดิจิทัลหมื่นบาทที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ความกังวลเรื่องนโยบายสวนกระแสสังคม เช่น กาสิโนถูกกฎหมาย ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ของตระกูลผู้นำไทยและกัมพูชา จนเกิดคลิปหลานอังเคิล และนำมาด้วยสงครามตามมา รวมถึงคำถามสำคัญว่า หาก “นายใหญ่” กลับมาเคลื่อนไหวเต็มตัว จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง และนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อนรอบใหม่อีกหรือไม่
นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมออกมาเปิดรายชื่อผู้สมัครจำนวน 10 คน ที่พัวพันยาเสพติด สแกมเมอร์ และเครือข่ายสีเทา ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงทั้งพรรคส้มและพรรคแดง ก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจฉุดกระแสความนิยมในช่วงสุดท้ายได้ เช่นเดียวกับกรณี สจ.จังหวัดกาฬสินธุ์ เครือข่ายพรรคเพื่อไทย ที่ถูกดำเนินคดีพนันออนไลน์และถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงไปก่อนหน้านี้
สำหรับพรรคภูมิใจไทยและฝ่ายอนุรักษนิยม แม้จะมีฐานบ้านใหญ่และเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมาก แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดยังคงเป็นเรื่องเดิม คือการแย่งคะแนนกันเองและเสียงแตกเป็นเสี่ยงๆ แม้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน จะพยายามปลุกกระแสรักชาติ และใช้ประเด็นความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมวาทกรรมแข็งกร้าวอย่าง “ไม่ยอมเสียดินแดน” เพื่อดึงคะแนนฝ่ายขวาให้มารวมศูนย์ แต่ในทางปฏิบัติ คะแนนกลับยังกระจายไปยังพรรคประชาธิปัตย์และพรรคอนุรักษนิยมอื่นๆ ทำให้พลังไม่ถูกใช้เต็มที่
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์โดยสรุปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคะแนนมีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในศึกสามขั้ว ซึ่งฝั่งอนุรักษนิยมเสียเปรียบจากการมีหลายพรรคแย่งฐานเสียงกันเอง ขณะที่พรรคส้มและพรรคแดงมีฐานเสียงที่ค่อนข้างนิ่ง แตกกันจนลงตัวมาระยะหนึ่งแล้ว
“หากฝ่ายอนุรักษนิยมไม่สามารถรวมพลังและโหวตเชิงยุทธศาสตร์ให้พรรคที่มีโอกาสมากที่สุดได้ คะแนนรวมก็จะไม่มากพอที่จะต่อสู้กับสองขั้วหลัก” นักวิชาการกล่าว
ทั้งหมดนี้ทำให้โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ว่าพรรคใดจะฉีกหนี พรรคใดจะสะดุด และฝ่ายอนุรักษนิยมจะสามารถรวมพลังฝ่าด่านเสียงแตกได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วเกมการเมืองจะจบลงด้วยการที่พรรคส้มและพรรคแดงโกยคะแนนนำหน้า และทิ้งความพ่ายแพ้ให้ฝ่ายขวา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ภารกิจร้อน ‘อนุทิน เฟส 2’ จัดการพลังงาน-ดันนโยบายเอก
คลื่นลมสงบ สถานการณ์การเมืองเป็นปกติ ขณะที่เสียงฝั่งรัฐบาลมีเสถียรภาพ โหวต ‘เสี่ยหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ เทอม 2 วันที่ 19 มีนาคมนี้ ไม่มีอะไรในกอไผ่ให้ต้องลุ้น ให้ต้องตื่นเต้น
"ครม.อนุทิน 2" ฉลุย กกต.ตัดจบ "ฮั้ว สว."
ในท่ามกลางความร้อนระอุของการเมืองไทยเดือน มี.ค. สปอตไลต์ทุกดวงต่างฉายไปที่อาคารรัฐสภา ในวันที่ 19 มี.ค.2569 ซึ่งจะเป็นวันชี้ชะตาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย
วิกฤตน้ำมัน!บีบภาวะ‘ผู้นำ’ เร่งเรียกความ‘เชื่อมั่น’ด่วน
น้ำมันไทยวิกฤตถึงขั้นไหนแล้ว? หลายคำถามจากประชาชนที่แห่กันไปเติมน้ำมันจนล้นปั๊ม ถึงขั้นปั๊มน้ำมันต้องจำกัดการเติม
'ไอติม' โต้ครหา สส.ส้ม ลอยตัวเข้าสภาฯ ทิ้งตรวจสอบเลือกตั้ง ชี้ยื่นฟ้อง ม.157 แล้ว
"ไอติม" กางแผนสู้ 2 ขา หลังถูกวิจารณ์ สส.ส้ม ลอยตัวเข้าสภาแล้วไม่ตรวจสอบปัญหาเลือกตั้ง ยันบุกฟ้อง ม.157 ปมบาร์โค้ดบัตรลงคะแนนแล้ว เหตุทำลายหลักการลงคะแนนลับ เผยหากเข้าสภาแล้ว เตรียมยื่นแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เปิดทางประชาชนเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ใช้อำนาจมิชอบได้
สูตรร้อน“ศาลรธน.”จบคดี บัตรเลือกตั้งทำพิษ ร้องโมฆะ!
ปี 2568 คดีร้อนแรงแห่งปี จากคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ก็คือการวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากคำร้องคดีคลิปเสียงฮุน เซน จนทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกฯ แทน และเกิดผลทางการเมืองตามมา จนเตรียมได้กลับมาเป็นนายกฯ รอบ 2 ในการโหวตนายกฯ กลางสัปดาห์นี้
'น้ำเงิน' กุมสภาพการเมืองเบ็ดเสร็จ ศึกตะวันออกกลางพิสูจน์ฝีมือรบ.
ชัดเจนจากปาก "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องการเป็นแกนนำรัฐบาลที่มีกว่า 300 เสียง!

