หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น
ขั้นตอนต่อจากนี้คือรอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)รับรองผลการเลือกตั้ง จนครบตามจำนวน จากนั้น จะมีการเรียกประชุมสภาฯ นัดแรกเพื่อโหวตเลือกประธานสภาฯ ซึ่งหากดูจากลักษณะการทำงานของกกต.โดยเฉพาะชุดปัจจุบัน ที่มีการกรอบในการพิจารณา30 วันแต่หากมีการร้องเรียนในเขตเลือกตั้งที่มีปัญหา ก็ให้ไม่เกิน 60 วัน ก็ทำให้คาดว่ากกต. จะใช้หลัก”รับรองไปก่อนสอยทีหลัง”
หลายฝ่ายจึงมองว่า แนวโน้ม อาจเปิดสภาฯได้ภายในไม่เกินสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้นก็ได้ ยิ่งหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ก็คือ”การจัดตั้งรัฐบาล”ที่ได้เปิดดีล-ต่อสายโทรศัพท์ จับขั้วตั้งรัฐบาล กันแล้ว เมื่อกลางดึก คืนวันที่ 8 ก.พ. หลังแกนนำแต่ละพรรคการเมือง เริ่มเห็นตัวเลขที่แต่ละพรรคการเมือง จะได้ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการ แต่การเคลื่อนไหวตั้งรัฐบาลอย่างจริงจัง จะเริ่มตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 9 ก.พ. หลังการนับคะแนนทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์นิ่งหมดในช่วงรุ่งอรุณวันที่ 9 ก.พ.
ซึ่งจากผลโพลบางสำนักที่ออกมาช่วงเย็นหลังปิดหีบการเลือกตั้ง พบว่า คู่ชิงสำคัญคือ “พรรคส้ม-ประชาชน”กับ”พรรคสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย”เบียดกันสูสีคู่คี่มาก โดยโพลบางสำนักเช่น นิด้าโพล ให้พรรคภูมิใจไทย มีส.ส.มากกว่า พรรคประชาชน ที่ก็คือ ชนะเลือกตั้ง -ได้ส.ส.รวมมากกว่า เพราะได้ส.ส.เขตมากกว่าพรรคประชาชน แต่ไปแพ้พรรคประชาชนในระบบบัญชีรายชื่อ แต่โพลบางสำนักก็ยังให้ พรรคประชาชน ชนะการเลือกตั้ง ได้ส.ส.มากกว่าภูมิใจไทย
ซึ่งสุดท้าย จะรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการ ก็คงเป็นช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. โดยเฉพาะ”คะแนนปาร์ตี้ลิสต์”ที่จะรู้ผลกันในช่วงสายวันที่ 9 ก.พ.นี้ว่า แต่ละพรรคการเมืองจะได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กันกี่เก้าอี้ แต่แนวโน้ม ประเมินกันจนถึงช่วงค่ำ 8 ก.พ. อันดับหนึ่ง ไม่น่าพลิก พรรคประชาชน เข้าวินแน่นอน เพียงแต่จะได้กี่เก้าอี้ และรวมกับส.ส.เขตแล้ว จะได้ส.ส.กี่คน หลังยิ่งดึกมากขึ้นเท่าไหร่ สื่อหลายสำนักรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า ภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งได้ส.ส.มากกว่าพรรคประชาชน ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ ไม่มีอะไรพลิกกลางดึก พรรคประชาชน ที่หัวหน้าพรรคตัวจริง”ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”ประกาศแล้วว่า หากพรรคประชาชน ได้เสียงมาอันดับสอง จะขอเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีเปิดดีลร่วมรัฐบาล
ขณะเดียวกัน น่าติดตามว่าสุดท้าย “พรรคขนาดเล็ก-พรรคตั้งใหม่”ที่เป็นพรรคสเกลขนาดเล็ก และต้องการส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ สุดท้าย จะทำได้ตามเป้าหรือไม่ หรือจะไม่ได้แม้แต่คนเดียว
ไม่ว่าจะเป็น พลังประชารัฐ ที่มีตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงานเป็นรักษาการหัวหน้าพรรค ซึ่งเชื่อได้ว่าหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงและผ่านไปสักระยะ ก็คงจะมีการใช้ช่องทางกฎหมายควบรวมไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่น เช่นภูมิใจไทย -พรรครวมไทยสร้างชาติ ของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่เคยได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ตอนปี 2566 มาอันดับสาม คือ 13 เก้าอี้ ซึ่งรอบนี้ หากได้ส.ส.ต่ำกว่าห้าคน การเลือกตั้งรอบหน้า ก็คงแยกย้ายทางใครทางมัน -พรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ -พรรคเสรีรวมไทยของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่หากไม่ได้ส.ส.แม้แต่คนเดียว เลือกตั้งรอบหน้า ก็ไม่น่าจะได้เห็นพรรคนี้อีกบนถนนการเลือกตั้ง -พรรคไทยภักดี โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม -พรรครักชาติ โดยชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ -พรรคพลวัต โดยกันวีร์ สืบแสง -พรรคไทยก้าวใหม่ โดยดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ -พรรคโอกาสใหม่ โดยจตุพร บุรุษพัฒน์ รวมถึงพรรคที่เน้นสีสันการเมืองอย่างพรรคทางเลือกใหม่ ของ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ที่หากได้ส.ส.เข้าสภาฯ คงเป็นที่ฮือฮาแน่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย
โดยหากพรรคเล็กเหล่านี้ ไม่ได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือได้แค่พรรคละ 1-2 เก้าอี้ เป็นไปได้สูงยิ่ง เลือกตั้งรอบหน้า คงอาจไม่ได้เห็นในสนามเลือกตั้ง ที่นับวัน ต้องใช้ทุนมากขึ้นเรื่อยๆในการเลือกตั้ง
และในจังหวะ”เปิดดีล-ปิดดีลตั้งรัฐบาล” ที่คาดว่าจะจบภายในสัปดาห์นี้ หรืออาจภายในกลางสัปดาห์นี้
ในส่วนของเก้าอี้ประธานสภาฯ ก็น่าติดตามว่า ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ รอบนี้จะซ้ำรอยเดิม แบบตอนปี 2562 และปี 2566 หรือไม่ ที่ประธานสภาฯ ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองอันดับหนึ่งหรืออันดับสอง
เพราะตอนปี 2562 ปรากฏว่า เก้าอี้ประธานสภาฯ เป็นของ”ชวน หลีกภัย-ประชาธิปัตย์”ซึ่งมาจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล อันดับสาม ในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รองจากพรรคพลังประชารัฐ-พรรคภูมิใจไทย แต่ประชาธิปัตย์ กลับได้เก้าอี้ประธานสภาฯ ไปครอง ด้วยเหตุที่ว่าการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงแรก เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งไม่ถึง 10 เสียง ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง ประชาธิปัตย์มีอำนาจการต่อรองสูง จนพลังประชารัฐต้องยอมให้โควต้าประธานสภาฯ อีกทั้งพลเอกประยุทธ์ ต้องการคนมาเป็นประธานสภาฯ ซึ่งมีบารมีสูงด้วย ทำให้ทุกอย่างเลยลงตัว จน ชวน ไปเป็นประธานสภาฯ ส่วน สุชาติ ตันเจริญ จากพลังประชารัฐ เป็นได้แค่รองประธานสภาฯ
และในปี 2566 ครั้งล่าสุดอีกเช่นกัน ก็ปรากฏว่า ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล ที่พรรคก้าวไกล โดยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชนะเลือกตั้ง และเดินหน้าตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทย แต่พรรคเพื่อไทย ก็ต่อรองกับพรรคก้าวไกลอย่างหนัก เพื่อต้องการโควตาประธานสภาฯ เพราะเพื่อไทย รู้แต่แรกแล้วว่า พิธา ไม่ได้เป็นนายกฯแน่นอน และเพื่อไทยวางแผนจะสลัดทิ้งพรรคก้าวไกล ไปตั้งรัฐบาลแบบข้ามขั้ว ขณะที่พรรคก้าวไกลก็ไม่ยอม แต่ก็ขัดเพื่อไทยไม่ได้ จนสุดท้าย งัดกันอยู่นาน เลยต้องหาทางออก เอาเก้าอี้ประธานสภาฯ ไปประเคนให้ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ”ที่มีส.ส.แค่ 9 คน แต่มันก็เป็นไปตามแผนของเพื่อไทยอยู่แล้ว เพราะวันนอร์ จากพรรคประชาชาติ ก็คือ พรรคสาขาของเพื่อไทย จนสุดท้าย พิธา ไม่ได้เป็นนายกฯ และคนของก้าวไกล ก็ไม่ได้เก้าอี้ประธานสภาฯ แต่กลายเป็นหัวหน้าพรรคที่มีส.ส.ในสภาฯ แค่ 9 คน ก็ได้โควตาประธานสภาฯ
ส่วนปี 2569 ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเป็นครั้งที่สาม กับการที่ พรรคการเมืองที่ได้ส.ส.มาอันดับหนึ่ง หรือมาอันดับสอง แต่ไม่ได้โควตาเก้าอี้ประธานสภาฯ หรือไม่ ?
เรื่องนี้ อยู่ที่ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาอย่างเป็นทางการในช่วงสายวันที่ 9 ก.พ.และที่สำคัญ ก็คือ ผลการเจรจา”เปิดดีล-ปิดดีล”ตั้งรัฐบาล ที่”คุยเร็ว-จบเร็ว-ปิดดีลเร็ว”
ที่ต้องดูว่า รัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นรัฐบาลผสมกันอย่างไร มีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลกี่พรรค และพรรคแกนนำรัฐบาลอันดับหนึ่ง มีเสียงส.ส.ในสภาฯ ห่างจากพรรคร่วมรัฐบาลอันดับสองมากน้อยแค่ไหน โดยหากมีส.ส.ห่างกันมาก ก็ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต่อรองพรรคอันดับหนึ่งยาก แนวโน้มเก้าอี้ประธานสภาฯ จะมาจากพรรคแกนนำรัฐบาลอันดับหนึ่ง ซึ่งหากภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งตามโพล ประธานสภาฯ ก็จะมาจากพรรคสีน้ำเงิน ไม่มีพลิก
ทิศทางผลเลือกตั้งจนถึงช่วงค่ำราวๆ 20.30 น.ของวันที่ 8 ก.พ. สื่อหลายสำนักรายงานผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่า ภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้งได้ส.ส.มาอันดับหนึ่ง
และนั่นหมายถึง “อนุทิน ชาญวีรกูล”คัมแบ็กได้กลับตึกไทยคู่ฟ้า กลับมาเป็นนายกฯอีกหนึ่งสมัย โดยมีภารกิจสำคัญหลายอย่างรออยู่ และหนึ่งในนั้นคือการยกเลิก MOU43 ทันที หลังกลับไปเป็นรัฐบาล ตามที่ได้ประกาศไว้บนเวทีหาเสียงนัดสุดท้าย เมื่อ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' เผยมีโอกาสน้ำมันขึ้นราคาอีก ชี้ประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน คือความสำเร็จในภาวะสงครามตะวันออกกลาง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ราคาถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ รายชื่อ 'ครม.อนุทิน 2' 30 มี.ค.นี้
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯรายชื่อ “ครม. อนุทิน2” จันทร์ที่ 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เดินหน้าเร็วที่สุด ให้ได้รบ.เต็มรูปแบบ ยันพร้อมสนับสนุนนโยบายพรรครัฐบาล รวมเป็นนโยบายรัฐบาล
'อนุทิน' สั่งตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ให้ทุกหน่วยงาน มท. บรรเทาผลกระทบประชาชน
นายกฯอนุทิน เซ็นตั้ง "ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย" เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานของส่วนราชการในสังกัด รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับส่วนกลางและจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายกฯ สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า
นายกฯ ประชุมด่วนผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด สั่งการแก้ไขวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน กำชับบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า พร้อมเร่งวางมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ และเตรียมพร้อมบริหารจัดการดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน 7 วันอันตรายช่วงเทศกาลสงกรานต์
'อนุทิน' คอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์น้ำมัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับรถรถยนต์ไฟฟ้า รุ่น BYD Sealion 7 สี Shark Grey มาทำงานเป็นวันที่ 3 โดยวันนี้เปลี่ยนทะเบียนป้ายแดง ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร เป็นป้ายขาวทะเบียน จต 32 กรุงเทพมหานคร
ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!
เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

