แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!

กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง

ขณะเดียวกัน คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่เป็นจุดอ่อนของ ‘ค่ายน้ำเงิน’ มาตลอดหลายการเลือกตั้ง กระเตื้องขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด จนได้เกือบ 20 ที่นั่ง

ปัจจัยสำคัญมาจากหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา การเลือกแบบยุทธศาสตร์ของกลุ่มอนุรักษนิยมที่เทไปฝั่ง ค่ายสีน้ำเงิน ในฐานะคู่เทียบกับ ค่ายสีส้ม-พรรคประชาชน ตลอดจนการดึงมืออาชีพอย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาทำงาน

ถือเป็น ‘ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์’ ของ ‘ค่ายน้ำเงิน’ ได้เหมือนกัน แม้จะได้ไม่ถึง 200 ที่นั่ง แต่ระยะห่างระหว่างพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 มีช่องว่างค่อนข้างเยอะ ขณะที่พรรคอันดับ 3 ไล่ลงมา อยู่ในระดับหลักสิบ

หากจะกล่าวว่าเป็นการชนะขาดคงไม่ผิดเท่าใดนัก และนั่นทำให้พรรคอันดับ 1 อย่าง ‘พรรคภูมิใจไทย’ มีอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลสูงมาก

ต่างจากการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งพรรคพลังประชารัฐในปี 2562 พรรคเพื่อไทยในปี 2566 ที่แม้จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีเสียง สส.เกิน 100 ที่นั่ง แต่กลับไม่ได้เป็นจำนวนที่มีอำนาจต่อรองเท่าไหร่

พรรคพลังประชารัฐ ในปี 2562 เสียกระทรวงสำคัญไปให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์มากมาย จนแทบไม่เหลืออาวุธผลิตผลงาน เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยในปี 2566 ที่ต้องยอมหั่นโควตากระทรวงเกรดเอไปให้พรรคภูมิใจไทย 

ตรงกันข้ามกับ ‘ค่ายน้ำเงิน’ ครั้งนี้ พรรคอันดับ 1 มีเก้าอี้เหนือกว่าพรรคอันดับ 3 และพรรคอันดับ 4 ที่มักจะเป็น ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ ในสมการการจัดตั้งที่ผ่านมา

การมี สส.ในมือเป็นกอบเป็นกำ และขาดเพียงไม่กี่สิบที่นั่งเพื่อให้ตัวเองมีที่นั่งเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้พวกเขากลายเป็น ‘พรรคหล่อเลือกได้’                      

ไม่เพียงเท่านั้น การที่พรรคอันดับ 2 อย่าง ‘พรรคประชาชน’ ได้เพียง 100 ที่นั่งเศษ ซึ่งห่างจากพรรคอันดับ 1 มาก ขณะที่พรรคอันดับ 3 และ 4 มี สส.ในจำนวนหลักสิบ ทำให้ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงการจัดตั้งรัฐบาลแข่งของอีกขั้ว

ที่ผ่านมาภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เห็นตัวเลขชัดขึ้น มักจะปรากฏภาพ ‘พรรคอันดับ 1’ รีบเดินสายทาบทามพรรคการเมืองอื่น เพื่อรวมเสียงรีบตั้งรัฐบาลโดยเร็ว แต่ครั้งนี้ ‘ค่ายน้ำเงิน’ กลับดูสบายๆ ไม่เร่งรีบแต่อย่างใด

 ‘เสี่ยหนู’-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีค่ายน้ำเงิน ทำตัวสบายๆ ไม่เดือดร้อนอะไร

แน่นอน ด้วยตัวเลข สส.ในมือมหาศาล ‘ค่ายน้ำเงิน’ ย่อมไม่รีบเดินเข้าหาใครก่อน ตรงกันข้ามกับพรรคอันดับ 3 ลงมา ที่ต่างอยากจะเดินเข้าไปหาพรรคภูมิใจไทยเสียเอง

ทุกพรรคไม่ได้มีตัวเลขในมือที่จะสามารถต่อรองอะไรได้มากนัก และการจะเดินเข้าไปหาพรรคภูมิใจไทยก่อน ย่อมเสียเปรียบใน ‘โต๊ะเจรจา’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะหากคุยกันไม่รู้เรื่อง ‘พรรคภูมิใจไทย’ ยังมีตัวเลือกที่พร้อมจะดึงเข้ามาร่วมแทนอีกหลายสูตร ในขณะที่พรรคนั้นๆ หากไม่เลือกทางนี้ ย่อมหมายถึงการเป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ดังนั้น นาทีนี้ ‘พรรคภูมิใจไทย’ คือ ‘ผู้กำหนดเกม’ ในกระดาน

หากดูตามสูตร ‘รัฐบาลขั้วเก่า’ คือ พรรคภูมิใจไทยจับมือกับ ‘พรรคกล้าธรรม’ ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ตัวเลขขณะนี้ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ขาดเพียงอีกไม่กี่มือเท่านั้น

 ‘ค่ายน้ำเงิน’ สามารถไปกวาดต้อนพรรคขนาดเล็กที่ดูแล้วน่าจะพอไปกันได้ อาทิ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคอื่นๆ ที่ได้ สส. 1 คนเข้ามา ก็เกินกึ่งหนึ่งแล้ว

หรือบางทีคนที่มีหน้าที่หาเสียงเพิ่มจากพรรค 1 คน อาจจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส ที่เคยทำเรื่องนี้ก่อน และมักจะใช้วิธีกวาดต้อนพวกขนาดเล็กเพื่อเพิ่มกำลังพลให้ตัวเองในภายหลังเสมอ 

อ่านใจ ‘ค่ายน้ำเงิน’ แม้จะมีเสียง สส.ในมือเยอะ และเมื่อรวมกับพรรคกล้าธรรมที่หลายคนคิดว่าจับมือกันแน่ในฐานะพันธมิตรรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดเก่า จะมีเกินกึ่งหนึ่งมาแล้ว แต่อย่างไรเสียต้องเติมเข้ามาเพื่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะในเวทีสภาผู้แทนราษฎร ป้องกัน ‘สภาล่ม’ เหมือนในอดีต

ตัวเลข 290-300 ที่นั่ง คือจำนวนที่หลายฝ่ายคาดการณ์น่าจะไว้วางใจได้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องทะลุ 300 ไปเยอะ แม้มันอาจจะทำให้แข็งแกร่ง แต่จะสิ้นเปลืองโควตารัฐมนตรีโดยใช่เหตุ เพราะลำพังใน ‘ค่ายน้ำเงิน’ ก็มีบ้านใหญ่หลายหลังที่ทำผลงานได้ดีในสนามเลือกตั้ง ที่รอการปูนบำเหน็จ

เชื่อว่าชั่วโมงนี้หลายพรรคการเมืองอยากร่วมเป็นรัฐบาลด้วย เพียงแต่ต้องดูว่า ‘ค่ายน้ำเงิน’ อยากได้ใคร และอยากได้แค่ไหนเท่านั้น!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' เผยมีโอกาสน้ำมันขึ้นราคาอีก ชี้ประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน คือความสำเร็จในภาวะสงครามตะวันออกกลาง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ราคาถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า

นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ รายชื่อ 'ครม.อนุทิน 2' 30 มี.ค.นี้

นายกฯ เผยทูลเกล้าฯรายชื่อ “ครม. อนุทิน2” จันทร์ที่ 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เดินหน้าเร็วที่สุด ให้ได้รบ.เต็มรูปแบบ ยันพร้อมสนับสนุนนโยบายพรรครัฐบาล รวมเป็นนโยบายรัฐบาล

'อนุทิน' สั่งตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ให้ทุกหน่วยงาน มท. บรรเทาผลกระทบประชาชน

นายกฯอนุทิน เซ็นตั้ง "ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย" เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานของส่วนราชการในสังกัด รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับส่วนกลางและจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า

นายกฯ ประชุมด่วนผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด สั่งการแก้ไขวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน กำชับบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า พร้อมเร่งวางมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ และเตรียมพร้อมบริหารจัดการดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน 7 วันอันตรายช่วงเทศกาลสงกรานต์

'อนุทิน' คอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์น้ำมัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับรถรถยนต์ไฟฟ้า รุ่น BYD Sealion 7 สี Shark Grey มาทำงานเป็นวันที่ 3 โดยวันนี้เปลี่ยนทะเบียนป้ายแดง ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร เป็นป้ายขาวทะเบียน จต 32 กรุงเทพมหานคร

ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!

เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้