“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ

สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน

ดังนั้นเรื่องการพูดคุยกับพรรคใดอย่างเป็นทางการยังไม่เกิดขึ้น เพราะในสภาวะที่ "พรรคสีน้ำเงิน" ได้คะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย โดยมีจำนวนอย่างไม่เป็นทางการ 193 เสียง ขณะที่อันดับ 2 คือ พรรคส้มได้ 118 เสียง อันดับ 3 พรรคสีแดงได้ 74 เสียง รวมกันยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา 250 เสียง

จึงทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถ “นั่งตีขิม” รอดูท่าทีของแต่ละพรรคที่เริ่มแสดงความต้องการของตัวเอง ก่อนตัดสินใจเลือกทางเดินที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง รวมถึงสมประโยชน์ทางการเมืองของตนเองด้วย

นายกฯ อนุทิน” ให้คำมั่นว่า รัฐบาลหน้าจะต้องหน้าตาดีกว่าเดิม หลังจากก่อนหน้านี้ได้ดึง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” และ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” เข้ามาช่วยกู้ภาพลักษณ์รัฐบาล รวมถึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ จนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชนะการเลือกตั้ง และได้ สส.บัญชีรายชื่อมากถึง 19 คน ขณะที่ สส.เขตได้ 174 เสียง

พร้อมกันนี้ยังประกาศว่า การทำงานหลังจากนี้ในรัฐบาล “อนุทินสอง” จะไม่เป็นแบบ “พรรคใครพรรคมัน” อย่างที่ผ่านมา ที่แต่ละพรรคได้โควตากระทรวงใดก็ทำงานสนองพรรคของตัวเองเป็นสำคัญ 

แต่ครั้งนี้จะทำงานเป็น “คลัสเตอร์” โดยไม่ต้องสนว่ามาจากพรรคไหน เพราะทุกอย่างต้องเป็นทีมเดียวกับนายกฯ ส่วน “นายกฯ หนู” จะทำได้ดังที่พูดหรือไม่ คงต้องติดตามต่อไป

ขณะที่การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลนั้น สิ่งที่แน่ๆ คือ กระทรวงสำคัญเกรดเอ โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง จะต้องอยู่ในมือพรรคสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็น 3 ตำแหน่งที่ล็อกไว้ให้รัฐมนตรีมืออาชีพจากวงนอกการเมืองตามที่หาเสียงเลือกตั้งเอาไว้  

ได้แก่ “นายเอกนิติ” รองนายกฯ และ รมว.การคลัง “นายสีหศักดิ์” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ และ “นางศุภจี” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เพื่อสานงานต่อไปให้เป็นไปตามที่หาเสียงกับประชาชน

เช่นเดียวกับกระทรวงกลาโหม ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกับกองทัพ ในช่วงที่สงครามไทย-กัมพูชายังไม่สยบ จึงปล่อยมือไม่ได้ เพราะยังมีนโยบายที่ผลักดันต่อ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย “ทหารอาสา 100,000 คน” นโยบาย “สร้างกำแพงชายแดน”

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยถือเป็นกลไกในการดูแลฝ่ายปกครองและท้องถิ่น ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต กระทรวงคมนาคมที่สร้างผลงานและสร้างทรัพยากรทางการเมืองให้พรรค, กระทรวงยุติธรรมที่ช่วยดูแลคดีต่างๆ เช่น คดีฮั้ว สว. และเขากระโดง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังต้องการเก็บกระทรวงต่างๆ ไว้ให้บรรดา สส.ในพรรคสีน้ำเงินอีกหลายกลุ่มหลายก๊วนที่ทำผลงานได้เข้าเป้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพรรคภูมิใจไทยเดิม และกลุ่มการเมืองกับบ้านใหญ่ที่เข้ามาจำนวนมาก เช่น กลุ่มสุพรรณบุรีของ “วราวุธ ศิลปอาชา” กลุ่มเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กลุ่มของสุชาติ ชมกลิ่น และกลุ่มบ้านใหญ่ในจังหวัดต่างๆ อาทิ กระบี่ ศรีสะเกษ พิจิตร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี สุรินทร์ ฯลฯ เป็นต้น

ฉะนั้น พรรคต่างๆ ที่อยากร่วมรัฐบาลต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มี 74 เสียง และพรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 เสียง พร้อมกับพรรคเล็กอีกกว่า 10 เสียง ซึ่งเห็นท่าทีชัดเจนว่าต้องการร่วมรัฐบาลตามกระแสข่าวที่ปล่อยออกมาเพื่อให้รับการพิจารณาก่อน

แต่ล่าสุดพบว่า หลังจากดีลกับพรรคกล้าธรรม ปรากฏว่าพรรคเล็กต่างประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง และพรรคเล็กอีก 1 เสียง ต่างเข้ามาแสดงตัวกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว จึงทำให้เครดิตของพรรคเขียวลดลงไปบ้าง 

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งเงื่อนไขไว้สูง แม้มีเพียง 22 เสียง คือ ต้องไม่มีพรรคกล้าธรรม ต้องไม่สนับสนุนทุนเทา และต้องไม่มีนักการเมืองที่สร้างความแตกแยก คุณสมบัติสูงเช่นนี้อาจต้องไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคแดงหรือพรรคเขียว ก็มีแกนนำพรรคเกี่ยวข้องกับ “เบน สมิธ” ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาทั้งสิ้น

เช่นเดียวกับพรรคประชาชน ที่ยกธงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคสีน้ำเงินไปแล้ว แต่ขอไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และฟื้นฟูพรรคหลังพ่ายแพ้ย่อยยับ ประกอบกับกำลังจะถูกตามเช็กบิลในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

“ธนพร ศรียากูล” นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง ประเมินว่า พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสจับมือกับพรรคกล้าธรรม และบรรดาพรรคเล็ก เพราะนอกจากตัวเลขจะเกิน 250 เสียง สามารถตั้งนายกฯ ได้ก่อนแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลยังจะง่ายขึ้น เพราะพรรคกล้าธรรมจะได้ตำแหน่งเดิมที่เคยร่วมงานกันมา คือ กระทรวงเกษตรฯ และสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่วนโควตาอื่นๆ จะเป็นของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด อีกทั้งเมื่อได้เป็นนายกฯ แล้ว ก็เชื่อว่าจะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านไหลตามมาเพิ่มเสียงให้รัฐบาลเองตามธรรมชาติทางการเมือง

ขณะที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรหลอมรวมประชาชน ระบุเช่นกันว่า พรรคภูมิใจไทยรวมกับพรรคกล้าธรรมได้ 251 เสียง และอาจดึงพรรคอื่นๆ ที่เหลือ รวมถึงพรรคเล็กมาเติมเสียง เพื่อให้การทำงานในสภาฯ ราบรื่น โดยจะไม่เอาพรรคเพื่อไทยไปร่วมด้วย เพราะมีขนาดใหญ่เกินเทอะทะ และต้องเจอการต่อรองมากมายในเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี 

ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ จึงต้องดูว่าพรรคภูมิใจไทยจะประเมินตัวเลข และคำนวณโควตาแบ่งเค้กในพรรคให้ลงตัวก่อน จึงจะแบ่งปันให้พรรคร่วมรัฐบาล พร้อมเงี่ยฟังสัญญาณต่างๆ ที่ส่งเข้ามาว่าจะลงเอยอย่างไร และต้องยอมรับว่าสถานการณ์พรรคเพื่อไทยยากลำบากทีเดียว ไม่นับบาดแผลฉกรรจ์ในช่วงที่ผ่านมาที่อาจเกินเยียวยาแล้วก็เป็นได้!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล เจรจา‘พท.-กธ.-ปชป.’/3พรรคเล็กหนุน‘อนุทิน’สั่งห้ามมีมุ้ง

นายกฯ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือขอพร "ให้คนไทยมีความสุข ร่ำรวย สามัคคี ให้ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง

‘ธรรมนัส ’ ลั่นสเต็ปการเมืองไม่ธรรมดา

“ธรรมนัส“ มอง ภท.นัดคุยพรรคเล็ก เป็นเรื่องปกติทางการเมือง มั่นใจ สเต็ปทางการเมืองตัวเองไม่ธรรมดา  ชี้ปัญหาหน่วยเลือกตั้งนับคะแนนใหม่ กกต.ต้องเร่งแก้ไขให้ความสำคัญกับเสียงประชาชน  ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลไม่ง่าย

ประกาศิต 'เสี่ยหนู' สั่งลูกพรรคภูมิใจไทย ห้ามตั้งก๊กแบ่งก๊วน มีมุ้งเดียวคือ 'มุ้งอนุทิน'

"อนุทิน" บอกประชุม ว่าที่ 193 สส. ภท. เรียบร้อยดี สั่งห้ามมีมุ้ง-ก๊วน ต้องรักษาอัตลักษณ์-เอกภาพหนึ่งเดียวคือ"มุ้งอนุทิน" เตือนเคลียร์เรื่องหุ้น-สัมปทาน หวั่นตกม้าตาย- ตายน้ำตื้น ยันเดินหน้าทันทีคนละครึ่งเฟส 2 ส่วนเรื่องตั้งรัฐบาลยังไม่ต่อรองเก้าอี้ รมต. รอตัวเลขสุดท้าย ยันฟังเสียงประชาชนเอาพรรคทุนเทาร่วมหรือไม่