“ยิงเรือ” เชือดไก่ให้ลิงดู ไทยโดน “หางเลข” จากสงคราม

ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดเรือ “Mayuree Naree” ติดธงชาติไทย จึงกล้าเดินเรือผ่านช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูง (High Risk Area : HRA) เพราะประเมินจากทุกปัจจัยแวดล้อมที่ต่อเนื่องหลังจากเปิดสงคราม บริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ยังเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายอิหร่านใช้ต่อรอง กดดันโต้กลับฝ่ายสหรัฐ-อิสราเอล ที่มีศักยภาพทางทหารเหนือกว่า แม้เอกสิทธิ์ในช่องทางการเดินเรือไม่ใช่ของอิหร่าน

หลังเรือ Mayuree Naree ถูกยิงในน่านน้ำอาณาเขตของประเทศโอมานห่างจากชายฝั่งประมาณ 10 ไมล์ทะเลไปได้ไม่นาน ทางกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ออกมายอมรับว่าเป็นฝีมือของตัวเขาเอง โดยอ้างว่าปรามและเตือนแล้ว แต่เรือไทยก็ยังฝืนแล่นผ่าน

โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะก่อนหน้ามีการส่งข้อมูลข่าวสารในเพจต่างๆ ว่าทางอิหร่านจะไม่โจมตีเรือชาติพันธมิตร รวมถึงประเทศไทย กลายเป็นข้อความที่แชร์กันอย่างไม่รู้ที่ไป จนกลายเป็นคำถามที่ว่า “ข้อความ” ดังกล่าวหรือไม่ ที่ทำให้เกิดการตีความและเข้าใจผิด

แต่ก็มีการโต้แย้งว่า ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย เพราะหน่วยงานราชการไทยได้ส่งสัญญาณบอกกล่าว จากการประมวลข่าวกรองจากทุกด้านอย่างเป็นระบบ และได้นำทิศทางของสถานการณ์จากการประมวลข่าวกรองเหล่านั้น แจ้งเตือนผู้ประกอบการให้พิจารณา แต่หน้าที่ของหน่วยงานก็ทำได้แค่แจ้งเตือน ไม่สามารถไปห้ามให้เดินเรือได้

ตอกย้ำด้วยการที่ “กองทัพเรือ” ได้แจงไทม์ไลน์การแจ้งเตือนและให้ข้อมูลข่าวสารภาคการเดินเรือของไทย เพื่อให้สามารถวางแผนการเดินเรือได้อย่างปลอดภัย ไล่ตั้งแต่

24 ก.พ.2569 กรมยุทธการทหารเรือออกหนังสือแจ้งเตือนครั้งที่ 1 ถึงสมาคมเจ้าของเรือไทยและบริษัทเจ้าของเรือ เกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง พร้อมขอให้ผู้ประกอบการรับทราบสถานการณ์และพิจารณาดำเนินการตามข้อแนะนำด้านความปลอดภัยในการเดินเรือ

2 มี.ค.2569 กรมยุทธการทหารเรือออกหนังสือแจ้งเตือนครั้งที่ 2 ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดโดยกองกำลัง IRGC ของอิหร่าน พร้อมเสนอแนะให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และแจ้งมาตรการเบื้องต้นสำหรับการเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง

6 มี.ค.2569 กองทัพเรือจัด การประชุมหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทเจ้าของเรือ ณ ห้อง War Room กองบัญชาการกองทัพเรือ เพื่อกำหนดแนวทางดูแลความปลอดภัยเรือสินค้าไทยในพื้นที่ความเสี่ยงสูง (High Risk Area : HRA) โดยผลการประชุมได้จัดทำเป็นคำแนะนำการนำเรือ (Sailing Instruction)

7 มี.ค.2569 ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ โดย ศคจร.ศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ทำหน้าที่เป็นจุดประสานหลัก (POC) ในการติดตามสถานการณ์เรือไทยที่กำลังจะเข้าหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีการรับข้อมูลรายงานจากเรือและบริษัทเดินเรือทำการพล็อตและติดตามเป้าเรือ พร้อมรายงานสถานการณ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกวัน

10 มี.ค.2569 กรมยุทธการทหารเรือเผยแพร่คำแนะนำการนำเรือ (Sailing Instruction) อย่างเป็นทางการ พร้อม QR Code สำหรับการรายงานข้อมูลเรือ และคู่มือหลักปฏิบัติในการประสานการปฏิบัติและควบคุมเรือพาณิชย์ เพื่อให้บริษัทเดินเรือกำกับดูแลเรือในความรับผิดชอบให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ผู้ประกอบการเรือที่ลงทะเบียนกับไทยนั้น รับทราบถึงคำเตือนที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้แจ้งตลอดช่วงสถานการณ์

เพียงแต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับเจ้าของเรือขนส่ง ที่ต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าที่จะเสี่ยงกันเอง ซึ่งผู้ประกอบการเรือลำดังกล่าวก็ออกมาให้ข้อมูลว่าได้แจ้งกับทาง "อิหร่าน" ว่าเรือจะกลับไปยังท่าเรือต้นทางที่ประเทศอินเดีย หลังจากมาส่งสินค้าที่โอมานและจอดพักคอยที่ท่าเรือตั้งแต่ช่วงก่อนที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ได้มีสินค้าหรือบรรทุกสิ่งของใดๆ จนเป็นเหตุผลที่สั่งให้เรือลำดังกล่าวออกจากท่าเรือที่โอมาน เพื่อกลับไปยังประเทศอินเดีย

ขณะที่ พล.ร.อ.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. สายตรงถึง ผบ.ทร.โอมาน ขอให้ช่วยเหลือลูกเรือที่ตกค้าง แต่ก็ยอมรับว่าความเสี่ยงในพื้นที่เป็นข้อจำกัดสำคัญในการช่วยเหลือ เพราะเรืออยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง ดังนั้นจึงต้องประเมินความปลอดภัยของผู้ที่จะเข้าไปด้วย

ส่วน “เรือมยุรี” ณ ปัจจุบัน ยังลอยลำไปตามกระแสน้ำแบบไร้การควบคุม ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีข้อสังเกตว่า บริเวณช่วงท้ายเรือได้รับความเสียหาย และคาดว่ามีการอพยพฉุกเฉิน จึงไม่แน่ใจว่ามีการทิ้งสมอหรือไม่ หากทิ้งสมอไม่ทันเรืออาจจะมีไหลไปตามกระแสน้ำ และอาจจะเคลื่อนที่จากเดิมเล็กน้อย แต่โดยภาพรวมยังอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ

 ที่สำคัญคือ ยังมีเรือที่เกี่ยวข้องกับคนไทยอีก 3 ลำ อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งปัจจุบันกองทัพเรือได้ขยายวงการติดตามเรือไทย จากเดิมติดตามเรือที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ติดธงชาติไทย เช่นกรณีเรือมยุรีนารี แต่ขณะนี้ได้เพิ่มการติดตามไปยังเรือที่แม้เจ้าของเป็นต่างประเทศ ติดธงชาติประเทศอื่น แต่หากมีลูกเรือไทยอยู่ด้วย ก็ได้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันมีเรือกลุ่มตกค้างในพื้นที่เสี่ยง 3 ลำ ซึ่งพบว่าอยู่ที่เดิม ยังไม่มีการขยับ เท่าที่ทราบยังมีทิ้งสมออยู่ ในเขต UAE และโอมาน

ความกระอักกระอ่วนที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ จากความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ ทำให้เรือขนส่งต้องใช้ข้อมูลที่จำกัดประเมินด้วยตัวเองว่า “จะยอมเสี่ยง” หรือไม่ ซึ่งหากยอมเสี่ยงก็ต้องแลกมาด้วยความปลอดภัยของลูกเรือที่ต้องเผชิญหน้ากับอาวุธที่เข้าโจมตี แม้เรือสินค้าจะไม่ได้เป็นภัยคุกคามทางทหารก็ตาม

เพียงแต่วันนี้ “เรือมยุรี” อยู่ในจังหวะที่เป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่คู่ขัดแย้งใช้เป็นเครื่องมือในการตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์ของ “คำขู่” ที่ประกาศมาก่อนหน้านี้

 ที่สำคัญประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีกองเรือขนาดใหญ่ ที่จะเข้าร่วมรุมกินโต๊ะเอาคืนอิหร่านได้ ยิ่งท่าทีที่เป็นกลางของไทย การมุ่งเน้นไปที่การใช้กลไกทางการทูตประท้วงการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากเหตุที่เกิดขึ้น ก็คงทำได้แค่สะกิดสะเกาอิหร่านเท่านั้น 

ในขณะเดียวกันเป้าหมายของอิหร่านก็บรรลุผล ในการส่งสัญญาณไปยังเรือประเทศในกลุ่มประเทศค้าน้ำมัน หรือประเทศคู่ขัดแย้ง ที่ต้องชั่งใจในการผ่านช่องทางนี้ เพราะไม่มีใครการันตีได้ว่าจะไม่เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีกหรือไม่

 แต่ปัญหาที่ภูมิภาคนี้ต้องเผชิญคือ การลำเลียงน้ำมันและพลังงานออกสู่ภายนอกไม่ได้ และมีหลายประเทศต้องได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปด้วย 

ส่วนไทยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยก็พลอยโดนหางเลข ตั้งแต่ลูกเรือที่ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการโจมตี และในฐานะประเทศรับซื้อพลังงานจากย่านนั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผบ.ทร. ขอบคุณกองทัพเรือโอมาน ช่วยเหลือลูกเรือไทย เร่งค้นหาอีก 3 คน ติดค้างช่องแคบฮอร์มุซ

พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เรือสินค้าไทย MV Mayuree Naree (มยุรีนารี) เกิดเหตุระเบิดได้รับความเสียหายในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือไทยต้องอพยพออกจากเรือ โดยขณะนี้ลูกเรือไทยจำนวน 20 คน ได้รับการช่วยเหลือและนำขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว จากการปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพเรือโอมาน

งัดแผนตรึง‘น้ำมัน-พลังงาน’ งานหิน‘อนุทิน’พาไทยพ้นวิกฤต

จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน ได้ส่งผลกระทบวงกว้างไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องตั้งรับเรื่องสำคัญอย่างปัญหา “น้ำมันและพลังงาน” ที่รัฐบาล “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เร่งออกมาตรการแก้ไขเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด

"เอกนัฏ"รอรับไม้ต่อ"อรรถพล" งานหินรับมือวิกฤตน้ำมัน-พลังงาน

รัฐบาลได้ส่งสัญญาณถึงประชาชนแล้วว่าวิกฤตน้ำมัน-พลังงานจากผลพวงสงครามถล่มอิหร่าน ของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง น้ำมัน-พลังงาน

คลื่นใต้น้ำ'เพื่อไทย' กระเพื่อมครม.อนุทิน2

หลังจากมีความชัดเจนถึงการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 เสร็จสิ้นลงแล้ว มีรายงานถึงการจัดสรรเก้าอี้ของแต่ละพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไปในสูตรที่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ลงตัวแล้ว ไม่มีแรงกระเพื่อมภายในแต่อย่างใด

สุริยะ-พท.คุม"เกษตรฯ" ตรึงงบแสนล้าน-ฟื้นฐานเสียงภูธร

ความเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาล อนุทิน 2 เริ่มลงตัวและมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอนุทิน นายกรัฐมนตรีได้แจ้งแล้วว่าวันที่ 14 มี.ค.นี้ จะมีรัฐพิธีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา และไม่แน่ วันรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค. อาจจะมีการนัดเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกเพื่อโหวตเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ จากนั้น จะตามด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรี และนำไปสู่การตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ที่น่าจะแล้วเสร็จก่อนช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์