สุริยะ-พท.คุม"เกษตรฯ" ตรึงงบแสนล้าน-ฟื้นฐานเสียงภูธร

ความเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาล อนุทิน 2 เริ่มลงตัวและมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอนุทิน นายกรัฐมนตรีได้แจ้งแล้วว่าวันที่ 14 มี.ค.นี้ จะมีรัฐพิธีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา และไม่แน่ วันรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค. อาจจะมีการนัดเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกเพื่อโหวตเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ จากนั้น จะตามด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรี และนำไปสู่การตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ที่น่าจะแล้วเสร็จก่อนช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์

สำหรับกระแสข่าว โผครม.-การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาล พบว่าในส่วนของเพื่อไทย ข่าวหลายกระแสชี้เปรี้ยงว่า คนในพรรคได้เป็นรัฐมนตรี 8 คน โดยเป็นรัฐมนตรีว่าการ 5 คน และรัฐมนตรีช่วย 3 คน พรรคได้ดูแลกระทรวงเกี่ยวกับสังคมเป็นหลักคือ กระทรวงศึกษาธิการ-อุดมศึกษาฯ-แรงงาน-การพัฒนาสังคมฯ

แต่ที่เป็นไฮไลต์คือได้ดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นกระทรวงเกรดเอ มีงบประมาณรายจ่ายแต่ละปีจำนวนมากเป็นหลักแสนล้านบาท อย่างงบรายจ่ายปี 2569 ก็อยู่ที่ 130,111 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2568 ที่ได้รับ 125,358 ล้านบาท

โดยคนที่จะมาเป็น รมว.เกษตรฯ ก็คือ "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำ-นายทุน-หัวจ่ายรายใหญ่ของพรรคในการเลือกตั้งที่ผ่านมา"

หากโผไม่พลิก ก็จะทำให้สุริยะที่เป็นวิศวกร จบวิศวะฯ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา ทำงานด้านอุตสาหกรรมมาตลอดชีวิตกับกลุ่มไทยซัมมิทฯ ธุรกิจของครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ และพอมาเล่นการเมืองก็อยู่แต่กระทรวงคมนาคม-อุตสาหกรรม แต่รอบนี้จะเปลี่ยนมาดูแลเกษตรกร

 ทำเอาวงการเกษตรฯ ถึงกับส่งเสียงครางฮือกันอื้ออึง  

ส่วนสาเหตุที่เพื่อไทยต่อรอง เอากระทรวงเกษตรฯ มาจากภูมิใจไทยได้ ทั้งที่พรรคสีน้ำเงินกดดัน ธรรมนัส พรหมเผ่า-กล้าธรรมอย่างหนัก ตอนแรกในช่วงดีลตั้งรัฐบาล ที่ให้พรรคกล้าธรรมสลายโควตา คลายกระทรวงเกษตรฯ ออกมาก่อนถึงจะเปิดเจรจาตั้งรัฐบาล

ครั้นพอกล้าธรรมยอม คนก็มองกันว่า ภูมิใจไทยคงเอา ก.เกษตรฯ มาดูแลเอง เพราะพื้นฐานของพรรคภูมิใจไทยคือ สส.เขต เห็นได้จากผลการเลือกตั้งที่มี สส.เขตมากกว่าพรรคประชาชน คือมีร่วม 174 คน จนภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง

ดังนั้นการดูแล ก.เกษตรฯ ที่เป็นกระทรวงซึ่งสามารถผลักดันนโยบายเกษตรฯ หรือนำโครงการ-งบของ ก.เกษตรฯ ไปบริหารจัดการในเชิงพื้นที่เลือกตั้งให้กับ สส.เขตได้ คนก็มองกันว่า รอบนี้ภูมิใจไทยคงเอา ก.เกษตรฯ มาดูแลเอง

ทว่าสุดท้ายกลายเป็นว่า ภูมิใจไทยกลับให้เพื่อไทยดูแล ก.เกษตรฯ

วิเคราะห์ไว้ว่า สาเหตุที่ทำให้ภูมิใจไทยจะให้เพื่อไทยคุม ก.เกษตรฯ มีจุดหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ได้สังเกตก็คือ ตั้งแต่ เนวิน ชิดชอบ-อนุทิน ร่วมกันตั้งพรรคภูมิใจไทย ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน 2569

จะพบว่าภูมิใจไทยไม่เคยคุม ก.เกษตรฯ เลย ไม่เคยมีคนของพรรคไปนั่งเป็น รมว.เกษตรฯ เพราะอย่างตอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ภูมิใจไทยก็เลือกเอาคมนาคม-มหาดไทย-พาณิชย์ ครั้นพอหลังเลือกตั้งปี 2562 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ภูมิใจไทยก็ขอดูแลสาธารณสุข-คมนาคม-ท่องเที่ยวฯ แม้แต่รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ก็ไม่ส่งคนไปเป็น

ส่วนหลังเลือกตั้งปี 2566 ก.เกษตรฯ ก็อยู่ในการดูแลของ ร.อ.ธรรมนัสแบบเบ็ดเสร็จถึงตอนนี้ร่วม 3 ปี ตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยันรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่ธรรมนัสไปนั่งว่าการเอง และตามด้วย 2 คีย์แมนพรรคกล้าธรรม ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์-อรรถกร ศิริลัทธยากร ก่อนธรรมนัสจะกลับมาเป็น รมว.เกษตรฯ อีกครั้งในรัฐบาลอนุทิน

และหากดูคนในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยเวลานี้ ก็มีแค่ 2 คนที่เคยเป็น รมว.เกษตรฯ แต่ก็คือเป็นสมัยพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ก็กินเวลา 10 กว่าปีแล้ว คือ ประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ตอนปี 2543 และสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล พ่อของภราดร สส.อ่างทอง ตอนปี 2551

จะเห็นได้ว่า ภูมิใจไทยไม่เคยเข้าไปบริหารงานใน ก.เกษตรฯ ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา ทั้งที่เป็นพรรคซึ่งเน้น สส.เขต และเป็น สส.ต่างจังหวัดทั้งพรรค

และอาจเพราะไม่เคยคุม ก.เกษตรฯ ทำให้คนในพรรคไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับเกษตรในเชิงภาพใหญ่มากนัก ส่งผลให้ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แทบไม่มีนโยบายเกษตรฯ ที่โดดเด่นที่ทำให้คนจำได้

ทั้งหมดจึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิใจไทยไม่คิดเยอะ เมื่อเพื่อไทยต่อรองขอคุม ก.เกษตรฯ ที่อาจมองว่าได้คุมกระทรวงหลักๆ ไว้หมดแล้ว เช่น มหาดไทย-กลาโหม-คมนาคม-คลัง-พาณิชย์-สาธารณสุข-อุตสาหกรรม ก็ควรปล่อยกระทรวงเกรดเออย่าง ก.เกษตรฯ ให้เพื่อไทย

สำหรับพรรคเพื่อไทย หากคุม ก.เกษตรฯ ตามโผ และมีสุริยะเป็น รมว.เกษตรฯ ก็มีหลายนโยบายที่ต้องดูว่า "สุริยะ-เพื่อไทย" จะขับเคลื่อนงานออกมาได้ตามที่เพื่อไทยได้ชูไว้ตอนหาเสียงหรือไม่

ต้องไม่ลืมว่า เพื่อไทยที่เป็นพรรคซึ่งเติบโตมาจากฐานเสียงคนต่างจังหวัด-คนรากหญ้า-เกษตรกรฯ จึงเป็นพรรคที่ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการเกษตรฯ มาตั้งแต่ยุคทักษิณ ชินวัตร ตอนไทยรักไทยปี 2544 จนออกนโยบายที่เอาใจเกษตรกร-คนรากหญ้า เช่น พักหนี้เกษตรกร-กองทุนหมู่บ้าน จนทำให้ชนะเลือกตั้งมาได้หลายครั้ง ก่อนจะเสื่อมความนิยมในปัจจุบัน แต่เกษตรกร-คนต่างจังหวัด-คนรากหญ้า ก็ยังเป็นฐานเสียงหลักของเพื่อไทย

เลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อไทยให้ความสำคัญกับนโยบายเกษตรฯ จนบางนโยบายชูให้เป็นนโยบายเรือธง นั่นก็คือ พักหนี้เกษตรกร ที่แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่รอบนี้เพื่อไทยเสนออฟชันใหม่ พักเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท (เฉพาะสถาบันการเงินรัฐ)

นอกจากนี้ก็มี นโยบายประกันกำไรให้เกษตรกรปลูก (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด) ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก เพื่อให้เกษตรกรไม่ขาดทุน

-นโยบายแจกคูปองดิจิทัลผ่านบัตรเกษตรกรสำหรับซื้อปุ๋ยไม่เกิน 250 กก./รายเมล็ดพันธุ์-กล้าพันธุ์ไม่เกิน 150 กก./ราย

-นโยบายเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.กว่า 33 ล้านไร่ ให้เป็นโฉนดอย่างมีเงื่อนไข และเร่งออกเอกสารสิทธิในพื้นที่พิสูจน์แล้วว่ามีสิทธิ ประมาณ 10 ล้านไร่

หลังจากนี้หากสุริยะ-เพื่อไทย ทำให้ชาวนา-เกษตรกรไทย เข้าสู่ยุคหอมกลิ่นความเจริญ ชีวิตดีขึ้น หนี้สินลดลง สินค้าเกษตรขายได้ราคาดี หากทำสำเร็จ ก็มีผลทำให้เพื่อไทยอาจฟื้นคืนชีพกลับมาก็ได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับ 'ไอ้โม่ง' กักตุนน้ำมัน ฟื้นความเชื่อมั่น 'อนุทิน' นำฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต!

เทศกาลสงกรานต์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว คนไทยกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันคึกคัก รัฐบาลภูมิใจที่คนไทยร่วมกับสืบสานประเพณีอันดีงาม และมีเงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน

ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.'ชัชชาติ'นอนมา 'คะแนนนิยม'ชนกับ'ความคาดหวัง'

บรรยากาศที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา กำลังจะคึกคักอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงสนามเมืองพัทยา โดยเคาะวันหย่อนบัตรอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569

‘ดรีมทีมหนู’ หลังแอ่น วิกฤตน้ำมัน ทำความมั่นใจวูบ

ไม่มีเวลาฮันนีมูน ดื่มด่ำน้ำผึ้งพระจันทร์ มีแต่ต้องเร่งทำให้ปัญหาใหญ่ของประเทศตอนนี้ที่กระทบไปทุกภาคส่วนและทุกหย่อมหญ้า อย่าง ‘ราคาน้ำมัน’ ดีขึ้น หรือไม่แย่ลงไปกว่านี้

กธ.ไร้อำนาจต้องแบก 58 ชีวิต จับตาขัง ‘งูเขียว’ ได้นานแค่ไหน

‘พรรคกล้าธรรม’ ไม่ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ จำนวนตัวเลข สส. 58 คน ในมือของ ‘พรรคกล้าธรรม’ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือเครื่องตอกย้ำว่า พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายรัฐบาล’

“กู้ชีพ-แบกเพื่อไทย” งานหินในมือ “ดร.เชน”

ภายหลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น ทั้งคณะรัฐมนตรี รัฐบาล รวมถึงฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ต่างต้องเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพราะในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่าจะฝากความหวังไว้กับใคร

“รัฐบาลสีน้ำเงิน”อำนาจสุดปึ้ก แก้ศก.ล้มเหลว ยากครบเทอม

การเมืองไทยในห้วงเวลานี้ เข้าสู่ยุคที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เรืองอำนาจสูงสุด ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย รวมศูนย์การบริหารประเทศเต็มตัว หลังกวาดที่นั่ง สส.ได้กว่า 192 ที่นั่ง นั่นทำให้รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีเพียงอำนาจในทางตัวเลข แต่ยังมีอำนาจในเชิงจิตวิทยาการเมือง เพราะเมื่อพรรคอันดับ 1 ทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งพอสมควร การต่อรองทางอำนาจภายในรัฐบาลก็ย่อมง่ายขึ้นเป็นเงาตามตัว