ทุบ 'หม้อข้าว' นักการเมือง 'อภิสิทธิ์ชน' บนภาษีประชาชน

เปิดประชุมรัฐสภาสมัยที่ 27 นอกจากการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว คงหนีไม่พ้นประเด็นร้อนที่กลับมาเขย่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันนิติบัญญัติอีกครั้ง คือเรื่อง “สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”

โดย หมอวรงค์" นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ใช้พื้นที่ในห้องประชุมรัฐสภา เปิดแผลใหญ่ใจกลางที่ประชุมสภาฯ  เสนอให้รื้อสวัสดิการ สส. 3 ข้อ   คือ 

1.ยกเลิกอาหารกลางวันฟรีในสภา ให้ สส.ซื้อกินเอง 2.ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน ซึ่งจะประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละประมาณ 540 ล้านบาท ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส. จาก 15,000 บาท เป็น 18,000 บาท และ 3.ปรับลดกองทุนบำนาญ สส.เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว

ข้อเสนอดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า "ทุบหม้อข้าวนักการเมือง"

การขยับตัวของ นพ.วรงค์ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความไม่พอใจให้กับเพื่อนสมาชิกในสภาฯ อันทรงเกียรติแล้ว ยังเป็นการจุดไฟในโซเชียลมีเดียให้ลุกโชน ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของ “อภิสิทธิ์ชน” ที่เหล่านักการเมืองได้รับ และเสียงสะท้อนว่าสวัสดิการเหล่านี้ดูจะสวนทางกับประสิทธิภาพการทำงานที่เห็นผ่านภาพสภาล่มซ้ำซาก และภาพการทิ้งขว้างอาหารราคาแพงในห้องอาหารรัฐสภาที่หลุดออกมาสู่สายตาชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

หากจะวิเคราะห์ถึงความไม่พอใจของประชาชน จำเป็นต้องกางรายละเอียดสิทธิประโยชน์ที่ สส.ไทยได้รับในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นระดับ “พรีเมียม” เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ เริ่มต้นที่ค่าตอบแทนรายเดือนที่รวมแล้วสูงถึง 113,560 บาท แบ่งเป็นเงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท และเงินเพิ่มอีก 42,330 บาท ทว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้งบประมาณแผ่นดินคือสวัสดิการที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตอย่างมหาศาล

ในด้านการทำงาน สส. 1 คน  มีสิทธิ์แต่งตั้งทีมงานส่วนตัวได้ถึง 8 ตำแหน่ง โดยรัฐเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้ทั้งหมด รวมเป็นงบประมาณกว่า 120,000 บาทต่อเดือนต่อ สส. ซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นช่องทางในการ “ฝากเลี้ยง” เครือญาติหรือหัวคะแนน นี่ยังไม่รวมถึงสิทธิ์การเดินทางที่เรียกได้ว่า “ฟรีทั่วไทย” ผ่านบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจ สำหรับเที่ยวบินในประเทศ รถไฟชั้น 1 และรถโดยสารประจำทาง โดยที่ สส.แทบไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองแม้แต่บาทเดียวในการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน หรือแม้แต่การกลับภูมิลำเนาในวันหยุด

นอกจากนี้ดรามาที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความฟุ่มเฟือยคือ “งบอาหารและเครื่องดื่ม” ในวันประชุมสภาฯ ซึ่งถูกจัดสรรไว้ในระดับหัวละเกือบ 1,000 บาทต่อวัน โดยจัดเป็นบุฟเฟต์หรูและข้าวกล่องคุณภาพสูง ซึ่งบ่อยครั้งถูกตรวจพบว่ามีปริมาณเหลือทิ้งขว้างมหาศาล หรือมีการหิ้วกลับบ้านในลักษณะที่น่าเกลียด

สิทธิประโยชน์เหล่านี้เมื่อรวมกับสิทธิในการถือ “หนังสือเดินทางทูต” สีแดง ที่ สส.บางรายได้รับ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของชนชั้นพิเศษที่แยกตัวออกจากความลำบากของประชาชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงที่สุดคือ สิ่งที่ประชาชนเรียกว่า “บำนาญ สส.” แม้ในทางกฎหมายจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ได้ถูกชุบชีวิตใหม่ภายใต้ชื่อ “พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556ซึ่งมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจ่าย “เงินทุนเลี้ยงชีพ” รายเดือนให้กับอดีตสมาชิกที่ส่งเงินสมทบ โดยอ้างอิงจากระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง

ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาข้อ 29 ล่าสุด หาก สส.ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ (48-96 เดือน) จะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพรายเดือนถึง 35% ของเงินประจำตำแหน่ง หรือประมาณ 24,930 บาทต่อเดือน และหากเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่อยู่นานกว่า 24 ปี (288 เดือนขึ้นไป) สัดส่วนจะพุ่งสูงถึง 60% หรือประมาณ 42,738 บาทต่อเดือน

ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนนี้ยังใจดีถึงขั้นครอบคลุมผู้ที่อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี โดยให้รับเงิน 30% ของเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่หาไม่ได้ในระบบราชการหรืองานเอกชนหรือทั่วไป

นอกจากเงินรายเดือน ล่าสุดคือการปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือกรณี “ทุพพลภาพ” จากเดิม 5,000 บาท เป็น 15,000 บาทต่อเดือน พร้อมด้วยสิทธิค่ารักษาพยาบาลหลังพ้นตำแหน่งปีละไม่เกิน 130,000 บาท และทุนการศึกษาบุตรตั้งแต่ ป.1 จนจบปริญญาตรีสำหรับบุตร 2 คนแรก

นี่คือสวัสดิการที่ดูแลไปถึงทายาท ซึ่งกลายเป็นปมคำถามสำคัญว่า เหตุใดรัฐบาลจึงมีงบประมาณดูแลครอบครัวนักการเมืองได้ดีขนาดนี้ ในขณะที่งบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุขของประชาชนยังคงขาดแคลน

เมื่อนำสวัสดิการเหล่านี้มาวางเทียบกับ “ข้าราชการไทย” จะพบความลักลั่นที่น่าขมขื่น ข้าราชการชั้นผู้น้อยต้องใช้เวลาตรากตรำทำงานถึง 25-30 ปี เพื่อให้ได้เงินบำนาญในระดับ 15,000-25,000 บาท แต่ สส.กลับใช้เวลาเพียง 4 ปีในการคว้าสิทธิที่เทียบเท่าหรือสูงกว่า สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลของ สส.ทั้งไป ที่มีวงเงินเฉพาะ 100,000 บาทต่อครั้ง ยังดูเป็นอภิสิทธิ์ชนที่เหนือกว่าข้าราชการบำนาญที่ต้องรอคิวในโรงพยาบาลรัฐภายใต้ข้อจำกัดของกรมบัญชีกลาง

ในมิติของ “สถานการณ์โลก” ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหราชอาณาจักร มีหน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า IPSA (Independent Parliamentary Standards Authority) ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมสวัสดิการ สส.อย่างเข้มงวด สส.อังกฤษต้องเปิดเผยใบเสร็จทุกใบที่เบิกจ่าย และไม่มีระบบ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ที่ใจกว้างขนาดไทย หากเปรียบเทียบกับค่าครองชีพและรายได้ต่อหัวของประชากร สวัสดิการ สส.ไทยถือว่าอยู่ในระดับที่สูงจนเกินความเหมาะสม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก ส่งผลให้เกิดข้อสรุปทางสังคมว่า สวัสดิการเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “สนับสนุนการทำงาน” แต่เป็นการ “ปูพรมความสบาย” ให้นักการเมืองอาชีพมากกว่า

ท่าทีของ สส.คนสำคัญอย่าง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภาคนใหม่ ตอบโต้ข้อเสนอของ หมอวรงค์ ว่า "ตลก" หลังจากถูกทัวร์ลง จึงชี้แจงว่า "ตลก คือพูดในเวลาที่ไม่เหมาะสม ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเรื่องนี้เขาพูดมานานแล้วในสมัยที่แล้วหลายพรรคก็พูด ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พูดถึงพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อผมมาทำงานก็ตระหนักเรื่องนี้แล้ว ที่ตลกเพราะผมเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องใหม่"

ขณะที่ “พรรคประชาชน” กลับติดหล่มคำถามเรื่องย้อนแย้งและความสม่ำเสมอ แม้ สส.ในพรรคจะเคยอภิปรายตัดงบประมาณแผ่นดินที่ฟุ่มเฟือยอย่างดุดัน แต่ในทางปฏิบัติ สส.พรรคส้ม ยังถูกตรวจสอบพบว่าใช้สิทธิประโยชน์ผู้แทนอันทรงเกียรติอย่างครบถ้วน จนถูกตราหน้าว่า “ดีแต่พูด แต่ไม่ทำ”

ดังนั้น หากสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ยอมปฏิรูปตนเอง ใช้ภาษีประชาชนอย่างฟุ่มเฟือยไม่คุ้มค่า ความศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยด้วยระบบตัวแทน อาจจะพังทลายลงได้!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภารกิจร้อน ‘อนุทิน เฟส 2’ จัดการพลังงาน-ดันนโยบายเอก

คลื่นลมสงบ สถานการณ์การเมืองเป็นปกติ ขณะที่เสียงฝั่งรัฐบาลมีเสถียรภาพ โหวต ‘เสี่ยหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ เทอม 2 วันที่ 19 มีนาคมนี้ ไม่มีอะไรในกอไผ่ให้ต้องลุ้น ให้ต้องตื่นเต้น

กวีพี่คนดี ร่ายกลอนเตือนสติ 'โสภณ' ตลก 'หมอวรงค์' ชงตัดงบข้าวฟรี สส. แต่คนไทยไม่ขำด้วย

เพจดัง พี่คนดี กวีสมัครเล่น แต่งกลอนชื่อ "ตลก" ให้แก่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ที่ใช้คำพูดในเชิงเหน็บแนมเสียดสี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ว่า "ตลก ไม่มีกาลเทศะ" จากกรณีนพ.วรงค์ เสนอแนวคิดให้ยกเลิกอาหาร สส. ฟรี

'หมอเดชา' ฟาด 'โสภณ' ไม่รู้​สี่​ ไม่รู้​แปด ใช้คำว่า 'ตลก' จนถูกทัวร์ลงแล้วยังไม่ปรับท่าที

นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) โพสต์เฟซบุ๊กว่า

'พี่ดี้' ยกบทเรียน 'โค้วตงหมง' สะกิด 'โสภณ' เป็นประมุขนิติบัญญัติ ตั้งหลักให้ดีๆ ระวังจะพลาดอีก

ดี้ - นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ประมาณ ปี 2518 ฉันจำได้ว่า ตอนนั้น คุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ (หรือสื่อชอบเรียกว่า โค้วตงหมง) เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

"ครม.อนุทิน 2" ฉลุย กกต.ตัดจบ "ฮั้ว สว."

ในท่ามกลางความร้อนระอุของการเมืองไทยเดือน มี.ค. สปอตไลต์ทุกดวงต่างฉายไปที่อาคารรัฐสภา ในวันที่ 19 มี.ค.2569 ซึ่งจะเป็นวันชี้ชะตาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย