เวทีแถลงนโยบายรัฐบาล ลาก 'อนุทิน-พิพัฒน์' ขึ้นเขียง ถล่มหนัก-ซัดไม่ยั้ง

 

ประเด็นอื่นๆ ที่ฝ่ายค้านจะนำมาอภิปรายเสริม นอกจากเรื่องวิกฤตน้ำมัน คาดว่ายังมีอีกหลายประเด็น โดยประเด็นในเชิงการเมือง ก็อาจมีเรื่องคดีฮั้ว สว.-คดีเขากระโดง ในช่วงการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม หรือนโยบายอื่นๆ แล้วแต่สบช่องให้พาดพิงไปถึงได้ เพื่อให้เนื้อหาการอภิปรายกระทบชิ่งไปถึงอนุทินและรัฐมนตรีบางคนจากพรรคสีน้ำเงินรู้สึกแสบๆ คันๆ ที่โดนสะกิดแผลเก่ากลางห้องประชุมรัฐสภา

ในสัปดาห์นี้ รัฐบาล อนุทิน 2 มีคิวรับศึกหนักการอภิปราย คำแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งที่ประชุมร่วมรัฐสภาทั้ง สส.และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะประชุมร่วมกันในช่วงวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ โดยมีรายงานว่า หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นจะมีการประชุม ครม.นัดแรกในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย.

เบื้องต้นตามคิวที่วางไว้ซึ่งยังไม่เป็นทางการ ก็คือการอภิปราย 2 วัน วางไว้ 32 ชั่วโมง 30 นาที

แบ่งเป็น 31 ชม. สำหรับการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา และแบ่งให้เวลากับฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง 30 นาที ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง 30 นาที และฝ่าย สว. 4 ชั่วโมง และให้เวลา ครม.ชี้แจง 6 ชั่วโมง และ 1 ชั่วโมงเป็นเวลาของประธานฯ ขณะที่นายกฯ จะมีเวลาอ่านคำแถลงนโยบาย จำนวน 1 ชั่วโมง 30 นาทีในช่วงต้น

ส่วนการแบ่งกรอบเวลาอภิปรายในวันที่ 9 เม.ย. จะเริ่มประชุม 08.30-02.00 น. ส่วนวันที่ 10 เม.ย. 08.00-23.00 น. 

แต่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ นัดประชุมหารือตัวแทนพรรคการเมืองและ สว.ในวันที่ 7 เม.ย. ซึ่งกรอบเวลาคงไม่หลุดไปจากนี้

โดยเมื่อเริ่มการประชุม อนุทิน นายกฯ จะลุกขึ้นอ่านเนื้อหาในเอกสารนโยบายรัฐบาลกลางที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่คาดว่าจะมีประมาณ 20-30 หน้า โดยในส่วนจุดเด่นของนโยบายรัฐบาล ตามข่าวที่ออกมามีหลายเรื่อง แต่ที่เป็นไฮไลต์ก็เช่น แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือ ภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม

สำหรับการอภิปรายครั้งนี้คาดหมายกันว่าประเด็นที่ สส.-สว. โดยเฉพาะฝ่ายค้าน จะอภิปรายกันหนักก็คือเรื่อง วิกฤตน้ำมัน ที่ตอนนี้มีการปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง โดยจะพุ่งเป้าถล่ม-ซัดไปที่นายกฯ อนุทิน ในเรื่องการบริหารจัดการว่าสอบตก สอบไม่ผ่าน กับการรับมือวิกฤตน้ำมัน จนนายกฯ ต้องออกมาขอโทษประชาชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

และอีกหนึ่งคนที่คาดว่าจะโดน ถล่มหนัก-หวดแรง กลางห้องประชุม ก็คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะอดีต ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

ซึ่งประเด็นหลักๆ คาดว่าฝ่ายค้านคงเน้นอภิปรายโจมตีไปที่การบริหารจัดการกับการรับมือวิกฤตน้ำมัน-พลังงานในช่วงที่ผ่านมาได้ไม่ดีพอ และคาดว่าอาจมีบางรายถึงขั้นอภิปรายว่าล้มเหลว-สอบตก รวมถึงประเมินไว้ว่าอาจจะมี สส.ฝ่ายค้านบางคนอภิปรายพาดพิงไปถึงประเด็นการเป็น ผอ.ศบก.ที่มี "ผลประโยชน์ทับซ้อน” โดยอภิปรายเชิงว่า กลุ่มตระกูลรัชกิจประการ ทำธุรกิจน้ำมัน-ปั๊มน้ำมัน ผ่านบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ที่นายพิพัฒน์เป็นผู้ก่อตั้ง และปัจจุบันมีน้องชาย คือ พิทักษ์ รัชกิจประการ เป็นผู้บริหาร อย่างไรก็ตาม ฝ่ายพิพัฒน์และภูมิใจไทยคงเตรียมรับมือการอภิปรายประเด็นนี้ไว้แน่นอน ซึ่งเชื่อว่าภูมิใจไทยคงไม่ยอมให้อภิปรายพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวและธุรกิจครอบครัวนายพิพัฒน์ที่เป็นแกนนำพรรค หากมีการอภิปรายในเชิงนี้ ภูมิใจไทยจะส่ง สส.ขึ้นประท้วงตัดเกมไม่ให้อภิปรายพาดพิงถึงทันที

ขณะเดียวกัน คาดว่าพิพัฒน์คงใช้เวทีนี้ เปิดใจ-เคลียร์ตัวเอง ถึงการทำงานใน ศบก.ที่ผ่านมา และคงยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจปั๊มน้ำมันพีทีมานานแล้วตั้งแต่เข้าสู่การเมือง จึงไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายหรือเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และโจมตี

จึงประเมินไว้ก่อนว่า เวทีแถลงนโยบายรัฐบาล เรื่องหลักในการอภิปรายก็คือ สส.ฝ่ายค้านและ สว.บางส่วนจะอภิปรายในเรื่องวิกฤตน้ำมัน โดยนอกจากอภิปรายความล้มเหลวในการบริหารสถานกาณ์แล้ว ก็ยังเน้นการอภิปรายในประเด็นว่า วิกฤตน้ำมันแพงและการหาน้ำมันเติมไม่ได้เหมือนปกติในช่วงก่อนหน้านี้ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยังหามาตรการแก้ปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้ไม่ทันท่วงทีและไม่ทั่วถึง รวมถึงการอภิปรายไปที่เรื่องการกักตุนน้ำมัน-การเก็งกำไร ที่จะกระทบชิ่งไปถึงเรื่อง "ไอ้โม่ง” ซึ่งพิพัฒน์เคยบอกว่าจะเปิดตัวไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน แต่ก็ไม่เกิดขึ้น เพื่อให้ย้อนศรไปถึงตัวนายพิพัฒน์เอง เป็นต้น

แน่นอนว่า อนุทิน-ภูมิใจไทย ก็รู้ดีว่าศึกแถลงนโยบายรัฐบาลแมตช์นี้มีความสำคัญ รัฐบาลต้องเตรียมการรับมือไว้ให้ดี เพราะหากไม่ทำการบ้าน อ่อนซ้อม ไม่เตรียมข้อมูลชี้แจงหรือตอบโต้กลับ ก็อาจพลาดท่าทางการเมืองกลางห้องประชุม จนทำให้รัฐบาลเสียแต้ม เสียคะแนนนิยมได้ ดังนั้น อนุทินและภูมิใจไทยต้องมีการเก็งข้อสอบประเด็นที่ สส.ฝ่ายค้านจะอภิปรายว่าหลักๆ มีประเด็นอะไรบ้าง เนื้อหาจะเน้นไปที่เรื่องใด เพื่อจะได้เตรียมข้อมูลชี้แจงและสวนกลับได้แบบไม่พลาดท่า

และเมื่อเห็นชัดว่า ประเด็นวิกฤตน้ำมันจะเป็นเรื่องหลักที่จะมีการอภิปรายกันเยอะ ทำให้อนุทินต้องเตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ เพื่อพลิกสถานการณ์จากรับให้เป็นรุก

เห็นได้จากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลมีการออกลูกแอ็กชันหลายหมัดในเรื่องน้ำมัน โดยตัวอนุทินออกโรงเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาเรื่องน้ำมัน ที่จะได้นำไปเป็นข้อมูลไว้ชี้แจงได้หากมีการอภิปรายโจมตีนายกฯ ในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำมัน

โดยเฉพาะกับการแถลงใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่อนุทินระบุกลางวงแถลงเองเลยว่า พบความผิดปกติหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมา ที่เข้าข่ายเป็นการกระทำในลักษณะขบวนการกักตุน-ค้ากำไรเกินควร ลักลอบส่งออกน้ำมัน

โดย อนุทิน ระบุว่า ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุนและหากำไร ดังนี้

1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น

2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน

3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใด หรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เกี่ยวกับปริมาณน้ำมันของเรือขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวนและขยายผล

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า ความผิดปกติที่ได้รับการตรวจพบจากการรายงานปริมาณน้ำมันจากหน่วยตรวจสอบคือ กรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงาน กับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะตรวจสอบยืนยันจากฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. และจะขยายผลการตรวจสอบจากทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่

“การกระทำทั้งหมดเป็นการค้ากำไรเกินควรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เอาไปสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันลิตรละ 17 บาท เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการสนับสนุนประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย และผู้สัญจรตามท้องถนน ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุน ลักลอบขนน้ำมันของไทยไปขายยังต่างประเทศ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา" นายกฯ กล่าว

ส่วนการรับมือกับปัญหาเรื่องน้ำมัน-พลังงานต่อจากนี้ หลังรัฐบาลเข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายรัฐบาล ก็มีคำยืนยันแล้วว่า รัฐบาลยังคงใช้โครงสร้างการรับมือผ่าน ศบก.ต่อไป แต่จะมีการปรับการทำงานของ ศบก.ใหม่ ภายใต้แนวทางการขับเคลื่อนการทำงานแบบ ศบก.พลัส ที่จะเน้นมาตรการช่วยเหลือประชาชนและการบริหารจัดการปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องภาวะปัจจุบัน

“ศบก.ใหม่ที่จะตั้งขึ้น จะมีภารกิจเพิ่มมากขึ้นกว่าชุดเดิม เรียกไว้ว่าเป็น ศบก.พลัส ที่จะมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับที่ต้องประคับประคองสถานการณ์นี้ต่อไป ประเทศไทยไม่มีน้ำมันของตัวเอง เราต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรามีโรงกลั่น สิ่งที่เราสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้คือเรามีโรงกลั่น เรามีหน่วยงานและบริษัทที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง เช่น ปตท. และบริษัทในเครือทั่วโลก เชื่อมช่องทางต่างๆ ที่เขามี เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสรรหาน้ำมันดิบเข้ามาในประเทศให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าประชาชนใช้อย่างกังวลก็จะขาดได้

ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทาง บางทีไม่ได้พูด ไม่ได้แถลงออกมาเยอะ เพราะบางเรื่องเป็นความลับที่ต้องมั่นใจว่าจะปฏิบัติได้ ทำสำเร็จแล้ว ไม่ให้ข่าวรั่ว เราถึงมาแจ้ง ไม่มีอะไรซ่อนเร้นปิดบังข้อมูลกับประชาชน ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลคำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกเสมอและจะเป็นเช่นนี้ตลอด” คำยืนยันจากนายกฯ อนุทิน เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ฝ่ายค้านจะนำมาอภิปรายเสริม นอกจากเรื่องวิกฤตน้ำมัน คาดว่ายังมีอีกหลายประเด็น โดยประเด็นในเชิงการเมืองก็อาจมีเรื่อง คดีฮั้ว สว.-คดีเขากระโดง ในช่วงการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม หรือนโยบายอื่นๆ แล้วแต่สบช่องให้พาดพิงไปถึงได้ เพื่อให้เนื้อหาการอภิปรายกระทบชิ่งไปถึงอนุทินและรัฐมนตรีบางคนจากพรรคสีน้ำเงินรู้สึกแสบๆ คันๆ ที่โดนสะกิดแผลเก่ากลางห้องประชุมรัฐสภา

และเมื่อเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 10 เม.ย.แล้ว ก็ถือว่ารัฐบาลอนุทิน 2 ได้เข้าบริหารประเทศประเทศอย่างเป็นทางการต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แถลงนโยบายรัฐบาล9-10 เม.ย. สภาสูง-สว.รัชนีกร ส่งเสียงสะท้อน-ข้อเสนอแนะ

รัฐบาล"อนุทิน ชาญวีรกูล"ที่เรียกกันว่า"อนุทิน2"มีคิวการเมืองสำคัญในสัปดาห์นี้คือการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ในช่วงวันที่ 9-10 เมษายน ที่คาดว่าจะมีสมาชิกรัฐสภา

'อนุทิน' เผยเจรจาลดค่าการกลั่นน้ำมัน ต้องไม่บีบบังคับเกินไป ขายแล้วไม่คุ้มอาจหยุดกลั่นจนปัญหาทวีเพิ่ม

นายกฯ เผยใกล้ได้ข้อสรุปเจรจาลดค่ากลั่น บอกต้องไม่บีบบังคับเกินไป หวั่น หยุดกลั่นปัญหาทวีเพิ่ม ย้ำ ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด อุ้มตลอดไม่ได้ แต่รัฐหามาตรการอื่นด้วยแทน ยืนยัน ช่วงสงกรานต์​น้ำมันพอ เปิดสาเหตุเงียบเรื่องไอ้โม่ง เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ชื่นชมเจ้าหน้าสืบเชิงลึก แค่ 1 สัปดาห์​ รู้เส้นทางทั้งหมด

'กวีพี่คนดี' ร่ายกลอน รอติดคุกไม่ไหวแล้วโว้ย เหน็บกลับฝ่ายปั่นกระแสโจมตี 'อนุทิน'

เพจเฟซบุ๊ก พี่คนดี กวีสมัครเล่น โพสต์บทกลอนชื่อ "รอไม่ไหว (แล้วโว้ย)" มีเนื้อหาดังนี้ วิกฤติโลก ดำเนินอยู่ จงรู้ด้วย

'อนุทิน' เรียก ป.ป.ส.-ศอ.บต. ถกสถานการณ์ชายแดนใต้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในช่วงบ่าย เวลา 15.15 น. นายอนุทิน ได้เรียก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

น้ำมันพุ่งลาม 'วิกฤตปากท้อง' เมษานี้ได้เห็นของจริงแน่

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า น้ำมันดีเซลขึ้นไปแตะราคาลิตรละ 47.74 บาทแล้ว จะขึ้นต่อไป หรือจะลดลง เขียนไปเดี๋ยวจะตื่นตระหนกกัน