เคาะลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่ ‘คลัง’ ขึงเกณฑ์เข้มข้นเขย่าคนจนไม่จริง

ครม. ไฟเขียวเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ ดีเดย์ 4-21 มิ.ย. 69 ชูเกณฑ์เข้มข้นเขย่าจนไม่จริง 13.18 ล้านราย พร้อมประสานมหาดไทย-พัฒนาสังคมฯ เดินเครื่องประกบกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่น มั่นใจเหลือจนจริงต่ำกว่าเดิมแน่นอน

2 มิ.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 มีมติเห็นชอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยการดำเนินโครงการดังกล่าว ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะทำการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน ราว 13.18 ล้านคน ลงทะเบียนยืนยันสิทธิเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย. นี้ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์

ทั้งนี้ การลงทะเบียนจะทำควบคู่ไปกับกลไกของกระทรวงมหาดไทยเพื่อเก็บตกกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้รับข่าวสาร หรือเข้าไม่ถึงข้อมูลการลงทะเบียนโครงการไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม โดยกระทรวงมหาดไทย (มท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา จะดำเนินการสำรวจผู้ตกหล่นตามฐานข้อมูลความจําเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และลงทะเบียนข้อมูล ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงมหาดไทย โดยเจ้าหน้าที่ของมหาดไทย กทม. และเมืองพัทยา จะอำนวยความสะดวกในการรับลงทะเบียนในพื้นที่โดยตรง

สำหรับเกณฑ์การคัดกรองนั้น จะเป็นเกณฑ์ใหม่ ซึ่งจะใช้ข้อมูลรายบุคคลแทนการใช้ข้อมูลแบบครอบครัวซึ่งเป็นเกณฑ์เดิม เพื่อประโยชน์ในเรื่องของความแม่นยำ สามารถคัดกรองคนที่จนจริงและจนไม่จริงได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเกณฑ์ใหม่ ประกอบด้วย ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และต้องไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช, ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา, ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี, ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ, ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน ได้แก่ ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้, ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป และผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร

นอกจากนี้ ต้องมีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ต้องไม่มีบัตรเครดิต ต้องไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท โดยจะใช้ข้อมูลในเดือน พ.ค. 2569 เป็นหลัก ต้องไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี ต้องไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร, บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา, กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ และกรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่ ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

“การปรับเกณฑ์มาใช้แบบบุคคล ไม่รวมกับครอบครัว พี่ น้อง พ่อ แม่ ครั้งนี้ ประโยชน์ที่จะได้เลยคือความแม่นยำ เพราะก่อนหน้านี้ที่เป็นเกณฑ์แบบครอบครัวจะได้ข้อมูลที่ค่อนข้างเบลอ บางคนฐานะดี บางคนฐานะไม่ดี แต่เมื่อรวมกันทั้งครอบครัวแล้วกลายเป็นว่าได้บัตรสวัสดิการไปทั้งหมด ทำให้มีคำถามอยู่เสมอว่าทำไมบ้านนี้ไม่จนจริงแต่ได้รับ ขณะที่อีกบ้านจนจริงแต่ไม่ได้รับ แต่รอบนี้หากเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งก็จะถูกปัดตกทันที ทำให้เชื่อมั่นว่าผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการรอบนี้จะน้อยกว่า 13.18 ล้านคนแน่นอน และเกณฑ์บุคคลครั้งนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับรัฐบาลในอนาคตที่จะทำมาตรการทางภาษีและสวัสดิการที่รัฐบาลโอนเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ (Negative Income Tax : NIT) เป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังตั้งใจจะทำให้สำเร็จในอนาคตอันใกล้ เพราะเรื่องนี้ต้องได้ข้อมูลรายบุคคลที่ชัดเจนก่อน และการดำเนินการครั้งนี้ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะทำให้มีความสะดวกในการทบทวนผู้ได้รับสิทธิซึ่งสามารถคัดกรองใหม่ได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือมากกว่านั้น” นายลวรณ กล่าว

โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผล ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 ก.ค. 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 ส.ค. 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

สำหรับผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้วจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ได้แก่ วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน, วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน, วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน, มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด และมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปาจำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด

ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุอีกว่า ในส่วนผู้ถือบัตรเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่นั้น ขณะนี้ฝ่ายนโยบายกำลังพิจารณาว่าจะให้ไปใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 แทน แต่รายละเอียดอาจจะต้องรอประเมินตัวเลขผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ชัด ๆ อีกครั้งว่ามีจำนวนเท่าไหร่ หรือหลุดจากบัตรสวัสดิการมากี่คน ซึ่งปัจจุบันโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 นั้น ยังเหลืออีกราว 4 ล้านสิทธิ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.ไฟเขียว เคลียร์ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดลงทะเบียนใหม่ภายใน 1 เดือน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง เดินหน้าดำเนินโครงการลงทะ