เมื่อ Q1 กลายเป็น 'เป้าหมาย' แทนที่จะเป็น 'ผลลัพธ์' : สิ่งที่ระบบประเมินงานวิจัยสอนเราเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ 

สิ่งหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และนักพฤติกรรมศาสตร์เข้าใจกันมานาน คือมนุษย์ไม่ได้ตอบสนองต่อสิ่งที่องค์กร “อยากให้เกิดขึ้น” เสมอไป แต่มักตอบสนองต่อสิ่งที่ระบบให้รางวัลจริงๆ 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการออกแบบตัวชี้วัดในองค์กรจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะตัวชี้วัดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัดพฤติกรรมของคน อาจค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนเสียเอง 

ลองนึกภาพโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ประกาศว่านักเรียนทุกคนที่ได้คะแนนเกิน 80 คะแนนจะได้รับรางวัลใหญ่ แต่หลังจากนั้นไม่ว่าจะได้ 81 คะแนน หรือ 100 คะแนน รางวัลที่ได้รับกลับแทบไม่แตกต่างกันเลย ถ้าหลังจากใช้ระบบนี้ไปหลายปี เราพบว่านักเรียนจำนวนมากเริ่มตั้งเป้าที่การทำคะแนนให้เกิน 80 อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แทนที่จะพยายามทำคะแนนให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ เราอาจไม่ควรสรุปทันทีว่านักเรียนเหล่านี้ขาดความพยายาม 

บางทีคำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็นว่า ระบบรางวัลที่เราสร้างขึ้นกำลังบอกให้พวกเขาให้ความสำคัญกับอะไร 

นี่คือประเด็นหลักของงานวิจัยล่าสุดที่ผมและผู้ร่วมวิจัยพยายามศึกษาผ่านระบบประเมินผลงานวิจัยในประเทศไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยจำนวนมากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ได้ใช้การจัดอันดับวารสารวิชาการ เช่น ระบบ Q1, Q2, Q3 และ Q4 เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินคุณภาพงานวิจัย โดยหลักการแล้ว แนวคิดนี้มีเหตุผล วารสารที่ได้รับการยอมรับสูงกว่าควรสะท้อนคุณภาพและอิทธิพลทางวิชาการที่สูงกว่า และตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบประเมิน 

แต่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “มาตรวัด” ค่อยๆ เปลี่ยนเป็น “เป้าหมาย”

นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Goodhart’s Law หรือแนวคิดที่ว่า เมื่อตัวชี้วัดใดกลายเป็นเป้าหมายที่ผู้คนต้องพยายามไปให้ถึง ตัวชี้วัดนั้นมักเริ่มสูญเสียความสามารถในการสะท้อนสิ่งที่เราต้องการวัดจริงๆ 

ในบริบทของงานวิจัย คำถามของนักวิชาการอาจค่อยๆ เปลี่ยนจาก “วารสารใดเหมาะสมที่สุดสำหรับงานชิ้นนี้ และจะทำให้งานนี้สร้างผลกระทบได้มากที่สุด” ไปเป็น “วารสารใดที่จะช่วยให้ผลงานชิ้นนี้ผ่านเส้น Q1 ได้มากที่สุด” และประเด็นสำคัญคือคนส่วนใหญ่เพียงตอบสนองอย่างมีเหตุผลต่อกติกาที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น 

ความท้าทายของระบบ Quartile คือ คุณภาพของวารสารไม่ได้เปลี่ยนแบบก้าวกระโดดตรงเส้นแบ่งระหว่าง Q1 กับ Q2 วารสารที่อยู่ใกล้เส้นแบ่งทั้งสองฝั่งอาจมีคุณภาพและชื่อเสียงใกล้เคียงกันมาก แต่ผลตอบแทนที่ระบบสร้างขึ้นอาจแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบของเงินสนับสนุน คะแนนประเมิน หรือความก้าวหน้าในอาชีพ 

พูดอีกแบบคือ ระบบอาจสร้าง “หน้าผาทางแรงจูงใจ” ขึ้นมาในจุดที่ความแตกต่างด้านคุณภาพจริงๆ เป็นเพียงความลาดชันเล็กๆ คำถามคือ เมื่อสร้างหน้าผานี้ขึ้นมา คนจะตอบสนองหรือไม่?

เพื่อตอบคำถามนี้ ผมได้ทำการวิเคราะห์บทความวิจัยจากประเทศไทยจำนวน 149,402 ชิ้นในฐานข้อมูล Scopus ระหว่างปี 2016–2025 และใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า bunching analysis ซึ่งมักถูกใช้ในการศึกษาว่าคนเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรเมื่อเจอเส้นแบ่งของระบบ เช่น อัตราภาษีหรือเกณฑ์การได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ 

หลักการง่ายๆ คือ ถ้าไม่มีแรงจูงใจพิเศษ การกระจายของบทความตามคุณภาพวารสารควรมีลักษณะต่อเนื่อง แต่ถ้ามีบทความจำนวนมากผิดปกติไปกองอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคนกำลังตอบสนองต่อเส้นแบ่งนั้น 

ผลที่พบค่อนข้างชัดเจน ก่อนปี 2019 ผมไม่พบหลักฐานของการกระจุกตัวผิดปกติบริเวณขอบ Q1 แต่หลังจากปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดผลงานวิจัยระดับนานาชาติมากขึ้น ผมพบว่ามีบทความจำนวนมากผิดปกติอยู่เหนือเส้น Q1 เพียงเล็กน้อย โดยประมาณการว่ามีบทความส่วนเกินประมาณ 1,575 ชิ้นในช่วงปี 2020–2025

ในทางกลับกัน เมื่อเราเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ซึ่งไม่ได้ใช้ระบบแรงจูงใจแบบกระโดดตาม Quartile ในลักษณะเดียวกัน ผมไม่พบรูปแบบการกระจุกตัวดังกล่าว สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตีความผลลัพธ์นี้ คือมันไม่ได้บอกว่างานวิจัยเหล่านี้ไม่มีคุณภาพ และไม่ได้บอกว่านักวิจัยกำลังพยายาม “โกงระบบ” ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นสิ่งที่เราควรคาดการณ์ได้ตั้งแต่แรก นั่นคือ เมื่อระบบให้ความสำคัญกับเส้นแบ่งบางเส้นเป็นพิเศษ คนก็จะเริ่มให้ความสำคัญกับเส้นนั้นเป็นพิเศษเช่นกัน 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คน แต่อยู่ที่การออกแบบกติกา ดังนั้น ทางออกไม่ใช่การเลิกใช้ตัวชี้วัด เพราะมหาวิทยาลัยและองค์กรขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีระบบประเมินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าตัวชี้วัดเป็นเพียงตัวแทนของคุณภาพ ไม่ใช่คุณภาพโดยตัวมันเอง ระบบที่ดีควรทำให้คนอยากสร้างงานที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่สร้างงานที่อยู่เหนือเส้นที่กำหนดไว้เล็กน้อย ในระยะยาว การสร้างมหาวิทยาลัยวิจัยที่เข้มแข็งอาจไม่ได้มาจากการเพิ่มรางวัลที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการลงทุนที่ต้นทาง เช่น การให้เวลา ทรัพยากร เครือข่าย และสภาพแวดล้อมที่ทำให้นักวิจัยสามารถทำงานที่มีความเสี่ยงสูง แต่มีโอกาสสร้างผลกระทบสูงได้ เพราะมหาวิทยาลัยระดับโลกไม่ได้เกิดจากระบบที่ทำให้คนจำนวนมากเก่งในการผ่านเกณฑ์ แต่มักเกิดจากระบบที่ทำให้คนเก่งมีโอกาสสร้างผลงานที่อยู่เหนือกว่าเกณฑ์ สุดท้ายแล้ว บทเรียนจากเรื่อง Q1 อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการประเมินงานวิจัย แต่อาจเป็นบทเรียนของทุกองค์กรที่ใช้ตัวเลขในการบริหารคน ตัวเลขมีพลัง เพราะมันเปลี่ยนพฤติกรรมได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เราควรวัดอะไร” แต่คือ “เมื่อเราเริ่มวัดสิ่งนั้นแล้ว เรากำลังสร้างพฤติกรรมแบบไหนขึ้นมา”

บทความคอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ดร. ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักเศรษฐศาสตร์แนะรัฐบาลส่งสัญญาณให้ชัด ถ้าลอยตัวน้ำมันก็ลอย ไม่งั้นจะเกิดวิกฤตศรัทธา

เพจ Dr. Nuch NOTES ของ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี โพสต์ข้อความให้ความรู้

'รัฐบาล-พท.' เสี่ยงผิดกม.! ดัน 'กาสิโน' เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน

'นักเศรษฐศาสตร์' จับโกหกรัฐบาล-พท. ดันเปิดบ่อนกาสิโน หลอกลวงประชาชน ไม่เคยพูดตอนหาเสียง ตีแผ่สิงคโปร์โมเดลไม่ได้มีแต่โลกสวย เกิดคดีฆาตกรรมสามีขอเงินภรรยาไปเล่นพนัน

PRINC ส่งซิก Q2 โตต่อ มุ่งยกระดับการรักษาโรคยากและซับซ้อน คว้ารพ. ใหม่เติมพอร์ท 3 แห่ง รับรู้รายได้ Q4 มั่นใจทั้งปีตามเป้า 10 ถึง 15%

ในกิจกรรม Opp Days บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน Q1/2024 บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพในนามเครือ "พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์" ขยายเครือข่าย 18 แห่ง ครอบคลุม 14 จังหวัด ภายในปี 2024

'สว.สมชาย' แนะ 'เศรษฐา' เลิกดันทุรังแจกเงินดิจิทัล ระวังซ้ำรอยอดีตนายกฯหนีไปต่างประเทศ

นายสมชาย แสวงการ สว.กล่าวถึงโครงการแจกเงินดิจิตอล 1 หมื่นบาทว่า สิ่งที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง สัญญาว่าจะให้ไว้ เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยก็จริง แต่ต้องรับฟังความเห็นต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

ข้องใจผลดี-ผลเสียแจกเงินหมื่น จะเชื่อใคร ‘รัฐบาล’ กับ ’นักเศรษศาสตร์’

สามารถ ถามนโยบายแจกเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นบาท ที่ต้องใช้งบประมาณทันทีถึงห้าแสนหกหมื่นล้านบาท กับผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นักวิชาการ 'ทีดีอาร์ไอ' เผยผลศึกษาโครงการแจกเงินรัฐ พบเงินหมุนไม่ถึงครึ่งรอบ ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย

นายสมชัย จิตสุชน นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ หนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อ นักเศรษฐศาสตร์ เรียกร้องให้ยกเลิกแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Somchai Jitsuchon