
หวานชื่น! ‘คลัง’ ตั้งวงคุยตลาดทุนฉลุย ชู 5T เดินเกมฉวยโอกาสจากวิกฤตพลังงาน เดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ปูพรมเศรษฐกิจโตระยะยาว หนุนรัฐเร่งเข็นมาตรการบูมตลาดทุนไทย เพิ่มความแข็งแกร่ง ดึงดูดนักลงทุนแห่ปักหมุด แจง TISA คืบหน้า 70-80% เหลือสรุปรายละเอียดเล็กน้อย ก่อนเร่งชง ครม. พิจารณาเร็วที่สุด
11 มิ.ย. 2569 – นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับภาคตลาดทุนไทย อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า การหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้เป็นไปด้วยดี โดยฝั่งนโยบายและภาคตลาดเห็นตรงกันว่าขณะนี้เป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยจากการที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง และนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังหาพื้นที่เศรษฐกิจที่ปลอดภัย ซึ่งภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทยกำลังกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากเป็นพิเศษอีกครั้ง ดังนั้น ตอนนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องจับมือเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนข้อเสนอดี ๆ จากการทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความน่าสนใจจากความชัดเจนเกี่ยวกับแรงขับเคลื่อนในการเติบโตของเศรษฐกิจ จากนโยบาย 5T ของรัฐบาล ที่ไม่เพียงเป็นการฉวยโอกาสจากวิกฤตพลังงานโลก ด้วยการให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าเท่านั้น แต่รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการในการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ในการรอบรับการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศด้วย โดยแรงขับเคลื่อนที่มีความชัดเจนนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ในขณะที่หลายประเทศยังติดอยู่กับปัญหาเรื่องการชดเชยราคาน้ำมัน และปัญหาภาคการคลัง
“ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมี Spotlight เยอะ ทั้งการประชุม 2026 International Monetary Fund : IMF-World Bank Group Annual Meetings และหลาย ๆ อย่างที่ Spotlight จะหันมาที่เรา ดังนั้นต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ส่วนหนึ่งจากความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย การที่เราเร่งปรับตัวได้เร็วจะหลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ที่นักลงทุนให้ความสนใจ ทั้งการดึงดูดการลงทุนที่แท้จริง และตัวเลขเศรษฐกิจ ส่วนอีกด้านคือด้านเงินลงทุนที่จะเข้ามา โดยเฉพาะในตลาดทุน หากเราทำให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศเรามีสตอรี่ ในขณะที่หลายประเทศยังไม่ชัดเจน ตรงนี้จะเป็นจุดขายที่ทำให้โลกเห็นประเทศไทยมากขึ้น” นายสันติธาร ระบุ
สำหรับปัญหาการขาดดุลแฝด (Dual Deficit) นั้น นายสันติธาร ระบุว่า เป็นเพียงเรื่องระยะสั้นที่มีการจับตาดูมาโดยตลอด แต่จากสาถนการณ์ปัจจุบันเราควรตระหนัก แต่ไม่ควรตระหนก เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คาดอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น เพราะไทยมีการนำเข้าน้ำมันเยอะ ทั้งเพื่อบริโภคและเพื่อสต็อกไว้ใช้ แต่มองว่าจะต้องเข้าไปดูไส้ในของรายละเอียดด้วยว่าการขาดดุลแฝดนี้มาจากการลงทุนด้วยหรือไม่ ซึ่งตอนนี้เห็นชัดเจนว่าไทยมีการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการหารือในภาพใหญ่ของตลาดทุนเป็นหลัก ซึ่ง Thailand Individual Saving Account: TISA เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่หารือกันในครั้งนี้ โดย TISA เป็นมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นดีมานต์ให้กับนักลงทุน ซึ่งขณะนี้มีการพูดคุยในรายละเอียดไป 70-80% แล้ว และครั้งนี้ก็จะมีการนำความคิดเห็นเข้ามาใช้เพื่อปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติมในมิติต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานจะได้ข้อสรุป และจะเร่งเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วที่สุด
“TISA มีความคืบหน้าไปค่อนข้างเยอะแล้ว โดยหลักจะต้องพิจารณาใน 2 มิติสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้มีดีมานต์เพิ่มเข้าไปในตลาดทุน การส่งเสริมตลาดทุน และอีกมิติก็จะต้องดูเรื่องพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ต่าง ๆ เรื่องการดูแลผู้เสียภาษีที่ชำระภาษี ก็ควรมีโอกาสในการลดหย่อนเพิ่ม ต้องดูทุกมิติไปพร้อมกัน แต่ยืนยันว่า TISA เป็นแค่ส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของมาตรการภาพใหญ่ที่จะช่วยตลาดทุน ซึ่งตลาดทุนถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนทุกมิติของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การพูดคุยครั้งนี้เพื่อยืนยันความชัดเจนว่ารัฐบาลสามารถใช้กลไกตลาดทุนมาช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ เพราะมีการหารือกันทั้งในมิติของฝั่งดีมานต์ ซับพลาย และอินฟาสตรัคเจอร์ และขณะนี้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ดีมาก จากการฟื้นตัวกลับมา ดังนั้นจึงควรต่อยอดตรงนี้ไปทั้งในแง่การใช้ตลาดทุนเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ส่วนเรื่อง TISA นั้น ตอนนี้เห็นตรงกันในเชิง Concept แล้ว เพียงแต่ว่ายังมีรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ต้องพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหลังจากนี้ประเทศไทยจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพราะไทยเข้าสู่วงจรการลงทุนใหม่ และตลาดทุนจะเป็นแหล่งระดมทุนที่พร้อมและดีที่สุดสำหรับรัฐบาลในขณะนี้ ดังนั้นจึงควรมีการออกมาตรการเพื่อสนับสนุนอย่างชัดเจนในหลากหลายมิติ จากความพร้อมของตลาดทุนทั้งในเรื่องสภาพคล่อง และหลาย ๆ อย่าง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เร่งแก้ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล และอินฟาสตรัคเจอร์หลาย ๆ อย่างไว้รองรับแล้ว

