ส.อ.ท.มึน! ยอดผลิตรถยนต์ยังหดตัว ปรับคาดการณ์เหลือ 1.45 ล้านคัน

ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์ มิ.ย. 69 ลดลงจากปีก่อน 7.55% สะท้อนยอดผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลง สวนทางยอดขายในประเทศโตตามเทรนด์รถไฟฟ้าขยายตัว ห่วงรถกระบะยอดขายต่ำลงทุกปี กระทบกลุ่มชิ้นส่วนในประเทศกว่า 90% พร้อมปรับลดคาดการณ์ผลิตลงจาก 1.5 ล้านคัน เหลือ 1.45 ล้านคัน

24 ก.ค. 2569 – นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิตรถยนต์ในงวดเดือนมิ.ย. 2569 ว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ มีทั้งสิ้น 120,391 คัน ลดลงจากเดือนมิ.ย.ปีก่อน 7.55% โดยลดลงเพราะผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลง 50.11% และ 8.07% ตามลำดับ จากการส่งออกไปตะวันออกกลางลดลงไป 7,727 คันคิดเป็น 38.35% จากเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว รวมทั้งผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศลดลง 17.04%

ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลง 7.55% จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 6 เดือน (ม.ค. – มิ.ย.) 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 717,212 คัน ลดลงจากช่วงปีก่อน 1.04% รถยนต์นั่ง เดือนมิ.ย. 2569 ผลิตได้ 48,317 คัน ลดลงจากเดือนมิ.ย.ปีก่อน 5.30% โดยยอดผลิตเพื่อส่งออก ทำได้ 67,784 คัน ลดลงจากปีก่อน 20.18% และช่วง 6 เดือนผลิตเพื่อส่งออกได้ 449,161 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.44% ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ผลิตได้ 52,607 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16.12% และช่วง 6 เดือน ผลิตได้ 268,051 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อน 7.35%

ขณะที่ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมิ.ย.  มีจำนวนทั้งสิ้น 58,724 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ค. 19.36% และเพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย. ปีก่อน 17.26% โดยตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางรวมทั้งการส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ของรัฐบาล รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนใหญ่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามาจากการนำเข้ามากกว่ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ส่งผลให้ 6 เดือนปีนี้รถยนต์นั่งที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในผลิตลดลงถึง 34,679 คันหรือลดลง 29.21% จากตัวเลข 6 เดือนของปีที่แล้ว

รถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 90% ยังคงขายได้แค่ 10,805 คัน  ลดลง 3.17% จาก มิ.ย.ปีก่อน  รถกระบะเคยขายได้เดือนละ 30,000 คันก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 ปัจจุบันขายได้เดือนละ 10,000 คัน ลดลงทุกเดือนตลอดสามปีมาแล้วจากการเข้มงวดของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนผลิตลดลงด้วย รายได้และกำไรของบริษัทเหล่านี้ลดลง รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง รายได้คนงานและพนักงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนทั้งหลายก็มีรายได้ลดลง จึงระมัดระวังการใช้เงิน ส่งผลให้การลงทุน การจ้างงานชะลอตัวลง เศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ จึงขอให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ การจ้างงานจำนวนมากเพื่อสร้างอำนาจซื้อให้มากขึ้น ใช้หนี้ได้มากขึ้น หนี้ครัวเรือนจะได้ลดลงอย่างแท้จริง รัฐบาลเก็บภาษีต่าง ๆ ได้มากขึ้น นำเงินภาษีไปลงทุน จ้างงานให้คนไทยให้มีรายได้มากขึ้น ทำให้ประเทศอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นเสียที

ด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนมิ.ย. 69 ส่งออกได้ 81,526 คัน ลดลง 7.45% โดยลดลงเพราะยังส่งออกไปตะวันออกกลางลดลง 38.35% จากมิ.ย.ปีที่แล้ว ส่วนแบ่งตลาดลงลงจาก 20% ของปีที่แล้วเหลือ 14% นอกจากนี้ยังส่งออกลดลงในตลาดเอเชีย ออสเตรเลียและโอเชียเนีย ยุโรป แต่ส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ ส่วนมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 58,239.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย. ปีก่อน 1.39% รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 76,746.71 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิ.ย. ปีก่อน 3.16% ส่วนช่วง 6 เดือนปี 69 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 421,144 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกัน 8.32%  ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรถยนต์ช่วง 6 เดือน ทำได้ 289,187.70 ล้านบาท ลดลงจากช่วงปีก่อน 8.01%

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์และภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ได้ปรับประมาณการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยในปี 2569 ลงจากเดิม 1,500,000 คัน เหลือ 1,450,000 คัน หรือลดลง 3.33% โดยปรับลดประมาณการผลิตเพื่อการส่งออกจาก 950,000 คัน เหลือ 900,000 คัน หรือลดลงร้อยละ 5.26 ขณะที่ประมาณการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศยังคงไว้ที่ 550,000 คัน เท่าเดิม

ทั้งนี้ การปรับประมาณการดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญจากปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ได้แก่ 1. สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยปริมาณการส่งออกรถยนต์ไปยังตะวันออกกลางในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ลดลง 38.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

2.มาตรการกีดกันการค้าและภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป โดยส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน

3.การเข้ามาทำตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ส่งผลต่อการแข่งขันกับรถยนต์จากประเทศไทยในการส่งออกไปภูมิภาคต่างๆ ทั้ง อาเซียน ออสเตรเลียและโอเชียเนีย รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ

4.เกณฑ์การปล่อยมลพิษจากรถยนต์ของประเทศคู่ค้าเริ่มมีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น

เพิ่มเพื่อน