
‘วราวุธ’ เยือนโรงงานน้ำตาลไทยอุดรฯ รับปากชาวไร่อ้อย เร่งติดตามงบฯ ช่วยเหลืออ้อยสด ฤดูกาล 67/68 พร้อมคิกออฟ ‘มหกรรมรวมพลัง 3 มิติฯ’ ดันผู้ประกอบการตื่นตัวเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ดันเงินสะพัด 500 ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
18 มิ.ย. 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี เยี่ยมโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี เพื่อพบปะเกษตรกรชาวไร่อ้อย รับฟังเกี่ยวกับการดูแลพันธุ์อ้อย การป้องกันการเกิดโรคในอ้อย และได้ชมการบังคับโดรนเพื่อให้ปุ๋ยแก่ไร่อ้อย โดยรมว.อุตฯ กล่าวกับชาวไร่อ้อย ว่า ได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 17 มิ.ย. 2568 และ 18 พ.ย. 2568 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นPM 2.5 ฤดูกาลผลิตปี 2567/2568 อยู่เสมอ และได้เร่งให้นำเข้าสู่ การพิจารณาของครม.โดยเร็ว และจะยังคงติดตามทวงถามงบประมาณในส่วนนี้มาให้โดยเร็ว
ทั้งนี้ ในฤดูกาลผลิตปี 2568/2569 โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี มีปริมาณอ้อยเข้าหีบ รวม 2.32 ล้านตัน ซึ่งเป็นอ้อยสด กว่า 97% เป็นอ้อยเผาไฟเพียง 3% ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้โรงงานน้ำตาลรับซื้ออ้อยเผาให้น้อยที่สุด เพื่อลดการเกิดมลพิษทางอากาศ คำนึงถึงคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งการดำเนินกิจการโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตร ต้องใช้หลัก ESG ควบคู่ไปด้วยเพื่อความยั่งยืนและคำนึงถึงภาคประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้ในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายยังมีส่วนที่น่าศึกษา และสามารถแตกเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกจำนวนมาก ซึ่งอาจจะต้องใช้ความร่วมมือและการบูรณาการร่วมกันจากหลายๆฝ่าย เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้สร้างมูลค่าเพิ่มและเกิดประโยชน์กับประเทศไทยเพิ่มขึ้นในอนาคต
นายวราวุธ กล่าวถึง “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” จัดโดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ว่าแนวทางสำคัญใน 3 มิติ ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ฟันฝ่าวิกฤตความท้าทายต่าง ๆ คือ “มิติที่ 1 ด้านเติมทุน” ช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอ ในการลงทุนยกระดับเทคโนโลยี เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพื่อปรับตัวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว “มิติที่ 2 ด้านช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง” สามารถประคับประคองพลิกฟื้นธุรกิจ และกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้งและ “มิติที่ 3 การยกระดับและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ”เติมความรู้สำคัญ โดยเฉพาะใช้เทคโนโลยี มาตรฐาน และการบริหารจัดการทันสมัย ช่วยปรับตัวสู่กฎกติกาการค้าของโลกยุคใหม่ได้
สำหรับการจัด “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” โดย SME D Bank ถือว่าสอดรับกับนโยบายราชการทันใจ ของกระทรวงอุตสาหกรรม ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างรวดเร็ว และรอบด้าน ครบถ้วนในจุดเดียว มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาค เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้สู่ชุมชน ช่วยสร้างฐานพีระมิดของเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและเติบโตสู่ความยั่งยืนในอนาคต
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวว่า จากนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ธนาคารได้นำมาขับเคลื่อนสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดเป็น “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” ซึ่งเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม นับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2569 ถึงประมาณกลางเดือนพ.ค. 2569 ที่ผ่านมา สนับสนุนผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนแล้วกว่า 9,057 ล้านบาท สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 41,481 ล้านบาท
ดังนั้น SME D Bank ต่อยอดจัด“มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” เพื่อจะนำบริการ 3 มิติสำคัญดังกล่าว ไปมอบสู่ส่วนภูมิภาคอย่างกว้างขวาง นำร่องครั้งที่ 1 ณ จ.อุดรธานี ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดในรูปแบบ ONE STOP SERVICE รวบรวมความช่วยเหลือใน 3 มิติสำคัญ มาไว้ในจุดเดียว ประกอบด้วย
มิติที่ 1 “การเข้าถึงแหล่งทุน” สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินรวมประมาณ 16,000 ล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างยั่งยืน ได้แก่ สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ใช้พลังงานสะอาด สินเชื่อปลุกพลัง SME วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และ สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สนับสนุนการลงทุนและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจให้เติบโต
มิติที่ 2 “การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง” จัดคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อลดภาระหนี้เดิม ช่วยให้ธุรกิจรอดพ้นวิกฤตและไปต่อได้อย่างมั่นคง ด้วยมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ย และลดค่างวดผ่อนชำระ โดยพิจารณาตามศักยภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของแต่ละกิจการ และ มิติที่ 3 “การยกระดับและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ” Upskill-Reskill สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การเพิ่มรายได้ การลดต้นทุนทางธุรกิจ และการปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจสีเขียว
นายพิชิต กล่าวเสริมว่า การจัดมหกรรมฯ ครั้งที่ 1 ณ จ.อุดรธานี มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ใน จ.อุดรธานี และใกล้เคียงเข้าร่วมมากกว่า 200 กิจการ สามารถสนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุนได้กว่า 500 ล้านบาท ขณะที่ช่วยแนะนำแก้ไขปัญหาหนี้กว่า 40 กิจการ นอกจากนั้น ยังได้รับความสนใจเข้าร่วมสัมมนา Workshop “ปั้น Influencer ติดตะกร้า เปลี่ยนโพสต์ธรรมดาให้ขายดี ด้วย Affiliate Tools” อย่างล้นหลาม เพราะตอบโจทย์ช่วยเติมทักษะการสร้างรายได้ด้วยออนไลน์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทั้งนี้ ธนาคารเตรียมจะจัดงานนี้ กระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ต่อไปทั่วประเทศ

