
ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก ที่ร้อนระอุและอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างถึงที่สุด ตลอดช่วงต้นปี 2026 ชนวนความขัดแย้งและการเผชิญหน้าทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้ยกระดับสู่ความตึงเครียด ซึ่งไม่เพียงสร้างความสั่นสะเทือนในมิติด้านความมั่นคงระดับโลกเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระแทกโดยตรงมายังเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ผ่านวิกฤต “ความไม่มั่นคงทางพลังงาน” ที่กำลังเป็นฝันร้ายของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลก การขู่ปิดและเข้าควบคุม “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) เส้นทางยุทธศาสตร์ที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ในการลำเลียงน้ำมันดิบ และสินค้าอื่นของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดเดาทิศทางได้ยาก
สภาวะมรสุมพลังงานโลกในปัจจุบัน จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทยในการบริหารจัดการความเสี่ยง รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพลังงานจึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และได้เร่งประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากพื้นที่ขัดแย้ง พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ ด้วยการพลิกวิกฤตราคาพลังงานแพงให้เป็นโอกาสของประเทศ ด้วยการสนับสนุน “เชื้อเพลิงชีวภาพ” (Biofuels) ขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง ปกป้องเศรษฐกิจและให้พอเพียงกับความต้องการใช้ของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาการสนับสนุนการผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศไทยมักถูกมองว่าเป็นเพียงกลไกชั่วคราวในการ “ดูดซับผลผลิตส่วนเกิน” ของพืชพลังงานในฤดูกาลที่ราคาตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน หรืออ้อย
และจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวนสูง กระทรวงพลังงานจึงได้ปรับรูปแบบการส่งเสริม “เชื้อเพลิงชีวภาพ” ให้เป็นพลังงานหลักเพื่อ “ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ” จากต่างประเทศโดยตรง โดยส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นทางเลือกสำคัญและเร่งด่วนในการบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชน โดยกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้คือ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพ ด้วยการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสร้างส่วนต่างราคาที่จูงใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งหันมาเลือกใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้มากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่ถูกลง ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก
การขับเคลื่อน B20 และ E20 ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่มาตรการแก้ขัดในยามวิกฤต หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศ รัฐบาลได้เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตด้วยการนำเทคโนโลยี “เกษตรแม่นยำ” เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของพืชพลังงานหลัก ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง โดยไม่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เริ่มปูพรมพัฒนา “น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน” หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) จากน้ำมันพืชใช้แล้วและไขมันสัตว์ เพื่อรองรับมาตรฐานสากล และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินสีเขียว (Green Aviation Hub) ของภูมิภาค ในส่วนของระบบขนส่งและการกระจายส่ง รัฐบาลได้ออกมาตรการอุดหนุนและจูงใจทางภาษี ให้คลังน้ำมันและสถานีบริการทั่วประเทศปรับปรุงถังจัดเก็บและหัวจ่าย ให้รองรับการเติบโตของพลังงานทางเลือกเหล่านี้อย่างทั่วถึง
รวมถึงการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ของรถบรรทุกขนาดใหญ่และเรือขนส่งสินค้า ให้สามารถรองรับการใช้ B20 โดยไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ การยกระดับศักยภาพของพลังงานทางเลือกอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ดังนั้นการขับเคลื่อนเชื้อเพลิงชีวภาพจึงไม่ใช่แค่ทางรอดจากมรสุมราคาพลังงานโลก แต่คือการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ที่จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรไทย พร้อมกับสร้างภูมิคุ้มกันทางพลังงานที่ยั่งยืนให้กับประเทศ
อย่างไรก็ตาม การลดการสั่งซื้อน้ำมันดิบจากต่างประเทศแล้วหันมาเติมเต็มด้วยเนื้อน้ำมันจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศ ถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณและการคลังครั้งสำคัญของไทย โดยสร้างผลดีในเชิงลึก 3 ด้าน ได้แก่
1.ช่วยปกป้องค่าครองชีพ เมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าปุ๋ยจนเกิดเงินเฟ้อในประเทศ การลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเติมพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้เองเข้ามาทดแทน ทำให้โครงสร้างราคาพลังงานในประเทศมีความเป็นอิสระและอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกโลกน้อยลง รัฐบาลสามารถควบคุมดูแลค่าครองชีพของประชาชนได้ง่ายขึ้น
จะเห็นได้จากในอดีตภาครัฐต้องควักเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปชดเชยน้ำมันนำเข้าราคาแพงอย่างไร้ทิศทาง การปรับมาสนับสนุนการใช้ B20 และ E20 จะช่วยเปลี่ยนเม็ดเงินอุดหนุนเหล่านั้นให้กลับมาไหลเวียนอยู่ภายในประเทศ เงินทุกบาทไม่ได้หายไปในตะวันออกกลาง แต่ตกสู่มือเกษตรกรและโรงงานสกัดไทย ซึ่งจะเกิดการจับจ่ายใช้สอย เสียภาษี และหมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ของรัฐในรูปแบบภาษีต่อไปในระยะยาว
2.ลดความเสี่ยงจาก “อัตราแลกเปลี่ยน” เนื่องจากการซื้อน้ำมันดิบต้องชำระด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นหลัก ท่ามกลางวิกฤตสงครามที่ทำให้เงินดอลลาร์ผันผวนและแข็งค่า การลดนำเข้าน้ำมันดิบจึงช่วยลดภาระที่ไทยต้องนำเงินบาทไปแลกดอลลาร์ราคาแพง เป็นการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และป้องกันการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการสกัดกั้น “เงินเฟ้อนำเข้า”
และ 3.ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) เพราะเชื้อเพลิงชีวภาพมีคุณสมบัติเด่นในการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่าน้ำมันฟอสซิล ซึ่งเป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนไทย ช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณสาธารณสุขในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจได้มหาศาล
ท้ายที่สุด แม้น้ำมันชีวภาพจะมีราคาสูง แต่ประโยชน์จากการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ จะสะท้อนกลับไปสู่ภาคการเกษตรอันเป็นรากแก้วของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน” อีกทั้งเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง รวมถึงในภาพรวมของธุรกิจ ยุทธศาสตร์นี้จะมีส่วนช่วยภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและพลังงานชีวภาพในประเทศ (Agro-Energy Industry) เกิดการจ้างงานและการลงทุนที่สูงขึ้น ช่วยให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เคยต้องจ่ายให้แก่กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันดิบ เปลี่ยนมาเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการภายในประเทศ ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมมีความพร้อมและภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่ว่ากระแสลมแห่งความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะพัดพาไปในทิศทางใดก็ตาม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เอกนัฏ' ลั่นเปิดเองค่าไฟถนนรวมบิลไฟบ้าน ชี้ทำมาเป็นสิบปี แบบนี้ไม่ถูกต้อง เร่งทบทวนแยกส่วน
รมว.พลังงาน ลั่นลดภาระค่าไฟประชาชน หากมีการปรับปรุงโดยเฉพาะไฟทางหลวง ทางด่วน ต้องแจงให้ชัดแยกใบเสร็จไปเลยว่ามีการใช้ไปเท่าใด
ค่าไฟ-น้ำมันไทย 'แพงยาวหลายปี' นักวิชาการชี้ช่วงเจรจาสงครามคือจังหวะตุนพลังงาน
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชงรัฐบาล ประสานผู้ค้าพลังงาน เร่งขนส่งน้ำมัน-LNG ที่ทำสัญญาไว้ เพื่อมาเตรียมไว้ให้พร้อม เหตุ “สหรัฐ-อิหร่าน” เจรจายุติสงครามถาวร 60 วัน ยังมีความไม่แน่นอน ชี้ วิกฤตครั้งนี้ไทยเจ็บหนัก ราคาน้ำมัน-ไฟฟ้าแพงยาว แนะ เร่งใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะไทยเปราะบางด้านพลังงานจริง

