‘พิพัฒน์’ ถอดโมเดล ‘Moscow Metro’ ยกระดับมาตรฐานรถไฟไทยทั้งระบบ

พิพัฒน์’ นำทีมคมนาคมศึกษาการบริหารระบบรถไฟใต้ดิน ‘Moscow Metro’ ดูงานสถานีดิจิทัล ระบบตั๋วอัจฉริยะ การบริหารขบวนรถ และศูนย์ซ่อมบำรุงสมัยใหม่ เดินหน้าต่อยอดองค์ความรู้พัฒนาระบบรางไทย เพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน

6 ส.ค.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือด้านคมนาคมระหว่างไทยและรัสเซีย ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงคมนาคมของทั้งสองประเทศ โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมประชุมหารือและแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการระบบรถไฟกับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของ Moscow Metro เพื่อศึกษาแนวทางการให้บริการผู้โดยสารในสถานีดิจิทัล ระบบจัดเก็บค่าโดยสารและข้อมูลการเดินทาง ขบวนรถไฟรุ่นใหม่ ตลอดจนระบบซ่อมบำรุงและการบริหารขบวนรถตลอดวงจรชีวิต เพื่อนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย

สำหรับการหารือครั้งนี้ได้มีการลงพื้นที่ศึกษาระบบจริงที่สถานี Maryina Roshcha และศูนย์ซ่อมบำรุง Aminevskoye Electric Depot โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคมเข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาระบบรางของไทย โดยการหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้โดยสารจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาและยกระดับการให้บริการประชาชน ควบคู่กับการบริหารต้นทุน ความปลอดภัย และความพร้อมของระบบในระยะยาวในการศึกษาด้านการบริหารสถานี โดยคณะผู้แทนไทยได้หารือกับฝ่าย Moscow Metro ที่สถานี Maryina Roshcha บนเส้นทาง Big Circle Line เกี่ยวกับการพัฒนาสถานีดิจิทัลและการออกแบบบริการที่ยึดผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง (Passenger-Centric Service) ครอบคลุมระบบข้อมูลการเดินทาง ป้ายและจอแสดงผล การจัดพื้นที่ภายในสถานี ระบบชำระค่าโดยสาร และการช่วยเหลือผู้โดยสาร

ทั้งนี้ ฝ่าย Moscow Metro ได้นำเสนอระบบชำระค่าโดยสารที่รองรับหลายช่องทาง ทั้งบัตรธนาคาร QR Code อุปกรณ์ดิจิทัล และระบบชีวมิติ (Biometric) รวมถึง Face Pay โดยปัจจุบันผู้โดยสารประมาณ 93% ใช้ช่องทางที่ไม่ใช้เงินสด ส่งผลให้ลดขั้นตอนการให้บริการและบริหารพื้นที่ภายในสถานีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังคงเปิดให้บริการชำระด้วยเงินสดและมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือผู้โดยสารที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดภาระงานประจำของเจ้าหน้าที่ แต่ยังคงรักษาคุณภาพการให้บริการประชาชน อาทิ ประตูกั้นทางเข้า–ออก (Turnstile) รุ่นใหม่ที่รองรับการชำระเงินและยืนยันตัวตนได้หลายรูปแบบ ระบบ Live Communication Station ที่เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารติดต่อเจ้าหน้าที่จริงจากระยะไกล รวมถึงผู้ช่วยดิจิทัลต้นแบบ Sasha ที่สามารถโต้ตอบและให้ข้อมูลการเดินทางแก่ผู้โดยสารได้

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ฝ่ายไทยให้ความสนใจ คือกระบวนการนำความคิดเห็นของผู้โดยสารกลับมาพัฒนาบริการ โดย Moscow Metro เปิดให้ผู้โดยสารแสดงความคิดเห็นต่ออุปกรณ์และบริการใหม่ผ่าน QR Code ก่อนนำข้อมูลไปปรับปรุงระบบและพิจารณาขยายผล ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องตอบโจทย์ผู้โดยสารจริง ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้งาน จากนั้นคณะได้เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินของ Moscow Metro เพื่อศึกษาระบบบริหารการเดินรถและระบบภายในขบวน

ทั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับระบบข้อมูลผู้โดยสารแบบดิจิทัล การแสดงสถานีปัจจุบันและสถานีถัดไป เวลาเดินทาง ทางออก จุดเชื่อมต่อ และการจัดความถี่ของขบวนรถ โดยฝ่าย Moscow Metro เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูง สามารถบริหารระยะห่างระหว่างขบวนรถ หรือ Headway ได้ประมาณ 90 วินาที โดยการรักษาความถี่ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของระบบบริหารการเดินรถ ขบวนรถที่มีความพร้อม และระบบซ่อมบำรุงที่มีประสิทธิภาพ

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นการบริหาร Rolling Stock การจัดขบวนรถให้พร้อมใช้งาน การตรวจสอบตามระยะ และการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของระบบราง โดยเฉพาะการวางแผนซ่อมบำรุงก่อนเกิดความขัดข้องระหว่างการให้บริการ โดยได้ศึกษาระบบซ่อมบำรุงที่ Aminevskoye Electric Depot ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่รองรับเส้นทาง Big Circle Line โดยฝ่ายรัสเซียได้นำเสนอการบริหารกองขบวนรถ (Fleet Management) ตั้งแต่การเตรียมรถก่อนออกให้บริการ การตรวจสอบอุปกรณ์ การบำรุงรักษาตามระยะ และการบริหารความพร้อมของขบวนรถ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟรุ่น Moscow-2024

“ฝ่ายรัสเซียระบุว่า ปัจจุบัน Moscow Metro มีรถโดยสารให้บริการรวมเกือบ 7,000 ตู้ ขณะที่ศูนย์ Aminevskoye Electric Depot มีรถประจำศูนย์จำนวน 31 ขบวน ขบวนละ 8 ตู้ รวมทั้งสิ้น 248 ตู้ โดยในช่วงเวลาเร่งด่วนจะนำรถออกให้บริการ 28 ขบวน ส่วนอีก 3 ขบวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบและบำรุงรักษา เพื่อให้มีรถพร้อมรองรับผู้โดยสารจำนวนมากควบคู่กับการดำเนินงานด้านซ่อมบำรุงอย่างต่อเนื่อง อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการนำเสนอรูปแบบสัญญา Life-Cycle Contract ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตรับผิดชอบตั้งแต่การผลิตและส่งมอบรถ การตรวจสอบ ซ่อมบำรุง และรักษาความพร้อมใช้งานของขบวนรถตลอดอายุสัญญา โดยบริษัทผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบงานบำรุงรักษาตามเงื่อนไขที่กำหนด”นายอนันต์ กล่าว

สำหรับระบบดังกล่าวครอบคลุมการตรวจสอบประจำวัน การบำรุงรักษาตามระยะทางสะสม ไปจนถึงการซ่อมใหญ่ระดับโรงงาน โดยใช้ข้อมูลระยะทางและสถิติความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ประกอบการวางแผนซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนก่อนเกิดปัญหาระหว่างการให้บริการ หรือ Preventive Maintenance ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาพิจารณาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการกำหนดความรับผิดชอบด้านการซ่อมบำรุงตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาขบวนรถ การคำนึงถึงต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน (Life-Cycle Cost) และการกำหนดมาตรฐานความพร้อมและความน่าเชื่อถือของขบวนรถ เพื่อให้การลงทุนภาครัฐเกิดความคุ้มค่าในระยะยาว

ทั้งนี้ การหารือกับ Moscow Metro ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านคมนาคมระหว่างไทยและรัสเซีย ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงคมนาคมของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือระดับนโยบายเชื่อมต่อไปสู่การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อพิจารณาความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้จริงและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งด้าน Smart Station, Digital Passenger Service, ระบบตั๋วและการชำระเงิน การบริหาร Rolling Stock, Preventive Maintenance, Life-Cycle Management รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ในอนาคต

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

167 ปี 'เจ้าท่า' เดินหน้าขับเคลื่อนคมนาคมทางน้ำสู่อนาคต

167 ปี "เจ้าท่า"เดินหน้าขับเคลื่อนคมนาคมทางน้ำสู่อนาคต พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับความปลอดภัย สร้างเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน