โฆษกรัฐบาลเผยข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งกลไก 'กรอ.' เติมแรงส่งใหม่
08 ก.ค.2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารโลกได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค
นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับ GNI คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศ และสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่าปี 2568 ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในขนาดรายได้ประชาชาติที่อยู่ในกลุ่มสูงของอาเซียน โดยข้อมูล 11 ประเทศอาเซียนเรียงตามมูลค่า GNI ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ไทย 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 ก.ค. นี้ ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรกนั้น เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่า คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะจะได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมทราบด้วย
"เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน" นางสาวรัชดา กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'รัชดา' ย้ำยังเปิดแจ้งร้องเรียนทุจริตสอบบรรจุ อปท.ต่อเนื่อง!
โฆษกรัฐบาลย้ำ แจ้งร้องเรียนทุจริตสอบบรรจุ อปท. ยังเปิดต่อเนื่อง สายด่วน 1111 และศูนย์ดำรงธรรม มท. ทั่วประเทศ
ไฟเขียว! 'โซลาร์ภาคประชาชน' ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้
รัฐบาลเปิดทาง 'โซลาร์ภาคประชาชน' ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้ เตรียมพิจารณาใช้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ อุดหนุนเงินดาวน์ค่าติดตั้ง หวังประชาชนร่วมเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
'รัชดา' ย้ำงบปี 2570 มุ่งเป้าดูแลประชาชนรักษาวินัยคลัง!
โฆษกรัฐบาลย้ำงบปี 2570 เป็นงบมุ่งเป้า ดูแลประชาชน รักษาวินัยคลัง เดินหน้าลงทุนอนาคตประเทศ
รัฐบาลจับมือเอกชนเปิดทาง SMEs เข้าถึงทุนและตลาดใหม่!
รัฐบาลจับมือเอกชนผ่าน กรอ. เปิดทาง SMEs เข้าถึงทุนและตลาดใหม่ ดึงเข้าอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจฐานราก
รัฐบาลส่ง 2 ร่างกฎหมาย!เข้าสภาวันนี้
รัฐบาลส่ง 2 ร่างกฎหมายเข้าสภาวันนี้ เพิ่มประสิทธิภาพศาล-ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค
รัฐบาลกางแผนรับมือสภาวะเอลนีโญ!
แผนน้ำรับเอลนีโญ รัฐบาลดูแลประชาชน เกษตร และ EEC ไม่ให้สะดุด

