
‘อนันต์’ เผยผลหารือ 3 ฝ่าย ร่วม EEC และเอกชนคู่สัญญา สรุป 2 แนวทาง ‘เดินหน้าแก้สัญญา’ หรือ ‘สิ้นสุดสัญญา’ หลังกลุ่มซีพียื่นใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 เหตุไม่สามารถออก NTP ได้ เร่งหาทางออกทุกฝ่าย พร้อมรับประกันการให้บริการ Airport Rail Link ต้องไม่สะดุดกระทบประชาชน
9 ก.ค. 2569 – นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)รฟท.ได้พิจารณาวาระแนวทางการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง รฟท.และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (CP) เอกชนคู่สัญญา ว่า CP ได้ส่งหนังสือถึง รฟท.ขอสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน ไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน โดยระบุเหตุผลการไม่สามารถยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และออกหนังสือเริ่มงานก่อสร้าง (NTP) ได้ สำหรับขั้นตอนต่อไป รฟท.จะเสนอคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาภายในส.ค.2569
โดย รฟท.ได้รายงานความคืบหน้าต่อบอร์ดรฟท. พร้อมสรุปแนวทางดำเนินการของโครงการออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การเดินหน้าแก้ไขสัญญาตามมติเดิมของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือหากไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา หลังเอกชนคู่สัญญา คือ กลุ่มซีพี ได้ยื่นหนังสือขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุน เนื่องจากไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) ได้
นายอนันต์ กล่าวว่า แนวทางแรกยังคงเป็นแนวทางที่ รฟท.ให้ความสำคัญมากที่สุด คือการดำเนินการแก้ไขสัญญาตามหลักการเดิม ซึ่งเป็นไปตามมติ กพอ. และมติ ครม.ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ร่างสัญญาฉบับแก้ไขได้รับการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และเอกชนคู่สัญญาได้ยอมรับข้อสังเกตของอัยการทั้ง 18 ประเด็นครบถ้วนแล้ว
สำหรับขั้นตอนที่เหลือในขณะนี้ คือ การนำเสนอเรื่องกลับเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ. และ ครม. เพื่อทบทวนมติเดิมและอนุมัติร่างสัญญาฉบับแก้ไข ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี หากได้รับความเห็นชอบ โครงการจะสามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากแนวทางดังกล่าวไม่สามารถผ่านความเห็นชอบเชิงนโยบาย หรือมีอุปสรรคจนไม่สามารถดำเนินการได้ จะต้องเข้าสู่แนวทางที่สอง คือการสิ้นสุดสัญญา ซึ่งขณะนี้เอกชนคู่สัญญาได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ขอเจรจาเพื่อใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุนมายัง รฟท.แล้ว
นายอนันต์ กล่าวว่า การใช้สิทธิ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในช่วงก่อนการออก NTP ซึ่งตามสัญญากำหนดว่า หากไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานได้ เนื่องจากปัญหาการส่งมอบพื้นที่ หรือเอกชนไม่สามารถได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายในระยะเวลาที่กำหนด คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้
สำหรับกรณีของกลุ่มซีพี เอกชนได้อ้างสิทธิ์ตามข้อ 6.2 เนื่องจากยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ครบถ้วนตามเงื่อนไข ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการด้านการเงินได้ โดยเอกชนให้เหตุผลว่าหากไม่มี BOI จะกระทบต่อการจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงิน จึงเสนอให้มีการแก้ไขสัญญาก่อน แต่เมื่อไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด จึงตัดสินใจยื่นหนังสือขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามเงื่อนไขดังกล่าว
นายอนันต์ กล่าวว่า ตามสัญญาร่วมลงทุน การสิ้นสุดสัญญาแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่ การสิ้นสุดเมื่อครบอายุสัมปทาน 50 ปี การเลิกสัญญาในช่วงก่อนออก NTP ตามข้อ 6.2 และการบอกเลิกสัญญาจากเหตุอื่น เช่น รฟท.ผิดสัญญา เอกชนผิดสัญญา เหตุสุดวิสัย เหตุผ่อนผัน หรือกรณีที่รัฐบาลใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ รฟท.ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือผลกระทบต่อการบริหารเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เนื่องจากสิทธิการบริหารเดินรถมีความเชื่อมโยงกับสัญญาหลักของโครงการรถไฟความเร็วสูง หากสัญญาหลักสิ้นสุดลง สิทธิการบริหารเดินรถของเอกชนก็จะสิ้นสุดลงตามไปด้วย ขณะที่บันทึกข้อตกลง (MOU) การบริหารเดินรถในปัจจุบันจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายนนี้
“รฟท.จึงอยู่ระหว่างจัดทำแผนรองรับเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการให้บริการ โดยมีทั้งแนวทางการเจรจากับเอกชนเพื่อขยายระยะเวลา MOU ให้บริหารเดินรถต่อไปอีกช่วงหนึ่ง หรือเตรียมความพร้อมให้ รฟท.กลับเข้ามาบริหารเดินรถเอง แม้จะเป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลาและการเตรียมความพร้อมในหลายด้านก็ตาม”นายอนันต์ กล่าว
นายอนันต์ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการชำระบัญชีและหนี้สินของโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขร่วมกับฝ่ายการเงิน โดยเป็นการกระทบยอดรายได้ ค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาตัวเลขที่ถูกต้องที่สุด เบื้องต้นมีภาระทางการเงินที่ต้องพิจารณาประมาณเดือนละ 50 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขสุดท้ายได้ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและนำเสนอให้คณะกรรมการ รฟท. รวมถึงคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายพิจารณาอีกครั้ง
นายอนันต์ กล่าวย้ำว่า รฟทยังคงเห็นว่าแนวทางที่ดีที่สุด คือการเดินหน้าโครงการตามแนวทางแรก เนื่องจากเป็นแนวทางที่ช่วยลดขั้นตอนทางกฎหมายและทำให้การก่อสร้างสามารถดำเนินต่อได้ทันที แต่หากเอกชนยังยืนยันว่าไม่สามารถดำเนินโครงการต่อได้และประสงค์ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย รฟท.ก็จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยยึดประโยชน์สาธารณะ ความต่อเนื่องของโครงการ และการให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์แก่ประชาชนเป็นสำคัญ

