'ผศ.ดร.พีรพัฒ' ประเดิมเจาะลึกการวางกติกาใหม่ 'บริการเรียกรถ-ส่งอาหาร'

12 ส.ค.2569 - ผศ.ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเศรษฐศาสตร์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อวางกติกากำกับธุรกิจแพลตฟอร์มพร้อมกัน 3 เรื่องครับ คือ (1) แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ (E-Commerce) (2) ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่และระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) และ (3) บริการเรียกรถโดยสาร (Ride-hailing) กับบริการจัดส่งออนดีมานด์อย่างส่งอาหารส่งของด่วน ผมเลยตั้งใจจะเขียนชวนคุยให้ครบทั้งสามเรื่องเป็นซีรีส์ 3 ตอน

โดยวันนี้ขอเริ่มจาก “บริการเรียกรถกับส่งอาหาร” (ride-hailing and food delivery) ก่อนนะครับ

ปัจจุบันกติกาหลักที่ใช้อยู่ของกลุ่มนี้คือประกาศ กขค. ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างแพลตฟอร์มส่งอาหารกับร้านอาหาร ซึ่งออกเมื่อปลายปี 2563 หรือ ยุคโควิดที่ร้านอาหารต้องพึ่งเดลิเวอรี่และโดนเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้ (ที่เราเรียกกันติดปากว่า GP หรือ Commission) กันค่อนข้างสูง แต่ความจริงคือ ในช่วงประมาณ 5 ปีผ่านไป ตลาดมีความเปลี่ยนแปลงหลายประการครับ (และไปในทางที่การแข่งขันน้อยลงเสียด้วยสิ) Foodpanda ถอนตัวจากไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 หลังขาดทุนต่อเนื่องมา 13 ปี SCBX ตัดสินใจขายกิจการ Robinhood ที่ขาดทุนสะสมกว่า 5,500 ล้านบาทให้กลุ่มทุนใหม่ จนวันนี้ฝั่งส่งอาหารเหลือผู้เล่นหลักเพียงสองราย คือ GrabFood กับ LINE MAN Wongnai ซึ่งรายงานของสำนักงาน กขค. ประเมินว่าครองปริมาณธุรกรรมรวมกันถึงราว 80-90% ส่วนฝั่งเรียกรถ Bolt โตจากส่วนแบ่งไม่ถึง 5% ขึ้นมาราว 45% มาประกบ Grab ที่ราว 45-50% กลายเป็นตลาดสองเจ้าไปเรียบร้อย

ภาพนึงที่ผมอยากชี้ให้เห็นคือ ประกาศเดียวที่มีอยู่ตอนนี้ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจ “ส่งอาหาร” ซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ในขณะที่ธุรกิจวันนี้พัฒนาไปเป็นซูเปอร์แอป (Super App) ที่พ่วงเรียกรถ ส่งอาหาร ส่งของ การเงิน และโฆษณาเข้าด้วยกันหมด และปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ แค่ในช่วงปี 2569 มีเรื่องร้องเรียนเข้าสู่การพิจารณาของ กขค. 68 เรื่อง เป็นเรื่องธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยตรงถึง 17 เรื่อง คำถามของการรับฟังรอบนี้ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่ประเด็น “จะแก้ประกาศเดิมตรงไหน” แต่ควรจะกว้างกว่านั้นคือ “จะกำกับทั้งระบบนิเวศนี้อย่างไร”

เรื่องนี้กระทบตั้งแต่ร้านข้าวแกง ไรเดอร์ คนขับ ไปจนถึงค่ารถตอนฝนตกของพวกเราทุกคน และบังเอิญนี่เป็นโจทย์คลาสสิกที่กฎหมายแข่งขันทั่วโลกกำลังเถียงกันอยู่พอดี เลยอยากชวนดูให้เห็นภาพรอบ ๆ กันครับ

ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจมี 4 ข้อครับ

1. Network Effects ทำไมตลาดแบบนี้ถึงมักจะ “เหลือไม่กี่เจ้า”

หัวใจของธุรกิจแพลตฟอร์มคือผลกระทบเชิงเครือข่าย (Network Effects) ครับ ผู้โดยสารอยากใช้แอปที่มีรถเยอะเพราะไม่ต้องรอนาน คนขับอยากอยู่แอปที่มีผู้โดยสารเยอะเพราะได้งานถี่ พอสองฝั่งดูดกันเองแบบนี้ เจ้าที่ใหญ่ก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนรายใหม่เจอปัญหาคลาสสิกที่วงการเรียกว่าปัญหา “ไก่กับไข่” (Chicken-and-Egg Problem) คือไม่มีคนขับก็ดึงผู้โดยสารไม่ได้ ไม่มีผู้โดยสารก็ดึงคนขับไม่ได้ ตลาดแบบนี้จึงมีแรงโน้มเข้าหาการกระจุกตัวโดยธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครทำผิดกฎหมายอะไรเลยก็กระจุกตัวอยู่แล้วโดยธรรมชาติครับ

แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าตลาดปิดตายนะครับ เคสไทยเองก็มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นการเข้าสู่ตลาดอยู่ อย่าง Bolt เองก็เข้าตลาดด้วยกลยุทธ์งดเก็บค่าคอมมิชชั่นจากคนขับในช่วงแรก จนแย่งส่วนแบ่งมาได้เกือบครึ่งตลาดภายในไม่กี่ปี แปลว่าตลาดนี้ยังพอ “ท้าชิงได้” (Contestable) อยู่ระดับหนึ่ง โจทย์นโยบายที่แท้จริงในมุมผมจึงไม่ใช่การทุบเจ้าใหญ่ แต่คือจะรักษาความท้าชิงได้แบบนี้ไว้อย่างไร โดยไม่เผลอออกกติกาที่ไปตรึงโครงสร้างตลาดปัจจุบันแทน (ในทางกฎหมายแข่งขันเราเรียกกระบวนการที่คนแข่งกันได้ว่า “competitive process” ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมายแข่งขันประการหนึ่งครับ)

2. Conduct, not Structure โครงสร้างกระจุกตัวไม่ผิดกฎหมาย พฤติกรรมต่างหากที่อาจผิด

แต่แม้กระจุกตัวแค่ไหน กฎหมายแข่งขันไทย (หรือที่ไหน ๆ ทั่วโลก) ก็ไม่ได้ห้ามใครตัวใหญ่นะครับ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มีเครื่องมือหลักสองชิ้นสำหรับเรื่องแบบนี้ เครื่องมือแรกคือ ม.50 ห้าม “ผู้มีอำนาจเหนือตลาด” ใช้อำนาจโดยมิชอบ ส่วนเครื่องมือที่สองซึ่งเป็นเครื่องมือที่ กขค. ใช้มากที่สุดในเรื่องแพลตฟอร์ม (ด้วยเหตุผลในทางปฏิบัติที่ไว้มาเล่าให้ฟังวันหลังครับ) คือ ม.57 ที่ว่าด้วยการห้ามการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม กรณีนี้ไม่ต้องเป็นเจ้าตลาดก็ผิดได้ครับ ขอแค่มี “อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า” คู่ค้า เช่น แพลตฟอร์มกับร้านอาหารรายเล็กที่ต้องพึ่งแอปเป็นช่องทางขายหลัก โดยมีโทษเป็นค่าปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด (ม.82)

ประกาศส่งอาหารปี 2563 ที่กำลังถูกนำมาทบทวนรอบนี้ ที่จริงคือ “แนวทาง” ที่ กขค. ออกตามอำนาจ ม.17(3) เพื่อแปล ม.57 ให้เป็นรูปธรรมว่าพฤติกรรมแบบไหนสุ่มเสี่ยง เช่น ขึ้น GP โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เก็บ GP ต่างอัตราระหว่างร้านที่ขายของแบบเดียวกันแบบเลือกปฏิบัติ บังคับขายเฉพาะบนแอปตัวเอง (Exclusive Dealing) หรือถอดร้านออกจากแอปเพราะร้านไปร้องเรียนหน่วยงานรัฐ

เรื่องที่คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนบ่อย ๆ ในกรณีนี้คือ ตัวแนวทางเองไม่ได้สร้างความผิดใหม่นะครับ เป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยตีความ ม.57 อีกที ดังนั้นการปรับปรุงรอบนี้จึงสำคัญตรงที่มันจะกำหนดว่ามาตรการต่อแพลตฟอร์มในยุคซูเปอร์แอปจะหน้าตาเป็นอย่างไร

3. ยังมีหลายประเด็นร้อนที่โลกกำลังเถียงกัน เช่น GP Cap, Rate Parity และ Surge Pricing

เรื่องแรก คือ การกำหนดเพดานค่า GP ฟังดูเป็นทางออกที่ตรงไปตรงมา แต่หากดูจากประสบการณ์ในต่างประเทศก็จะเห็นว่าไม่ตรงไปตรงมานะครับ นิวยอร์กออกกฎเพดานค่าคอมมิชชั่นส่งอาหารไว้ที่ 15% (บวกเพดานค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อีก 5%) ตั้งแต่ยุคโควิด หลังจากนั้นก็ประกาศเป็นการถาวร ผลคือแพลตฟอร์มยกขบวนกันฟ้องเมืองนิวยอร์กโดยสู้กันอยู่หลายปีจนกลางปี 2025 เมืองนิวยอร์กต้องยอมแก้กฎดังกล่าว โดยเปิดช่องให้เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มได้สำหรับบริการเสริมเพื่อแลกกับการยุติคดี แต่ระหว่างทางก็มีข้อถกเถียงตลอดนะครับว่าต้นทุนส่วนที่ถูกกดไว้ ย้ายไปโผล่เป็นค่าธรรมเนียมฝั่งผู้บริโภคแทนหรือไม่ ฝั่งหนึ่งมองว่าเพดานช่วยร้านเล็กที่ไม่มีอำนาจต่อรองจริง ๆ อีกฝั่งมองว่านี่คือการควบคุมราคา (Price Control) ที่บิดกลไกตลาดและอาจลดแรงจูงใจในการพัฒนาบริการ ใครจะเสนอเพดานในบ้านเราก็ควรตอบข้อถกเถียงคู่นี้ให้ได้ระดับหนึ่งก่อน

และมีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญคือ “ตัวเลขเพดานเอามาจากไหน” คำตอบตรง ๆ คือเพดานส่วนใหญ่ไม่ได้ออกมาจากการศึกษาต้นทุนอย่างละเอียดนะครับ แต่เป็นจุดตัดเชิงนโยบายที่เลือกกันในภาวะวิกฤตครับ (ก็คือ magic number นั่นเอง หาตัวเลขที่ต่ำกว่าเรทในตลาดตอนนั้น ๆ สักตัว ที่ไม่ต่ำเกินไป) ซึ่งนำมาสู่ปัญหาเศรษฐศาสตร์ที่น่ากลัวกว่านั้น คือเพดานอาจกลายเป็น “หมุดราคา” (Focal Point) ให้ทุกเจ้าขยับขึ้นไปตั้งราคาชิดเพดานพร้อม ๆ กัน ทั้งที่ถ้าปล่อยให้แข่งกันจริงราคาอาจต่ำกว่านั้น มีหลักฐานคลาสสิกจากตลาดบัตรเครดิตสหรัฐยุค 1980s (งานของ Knittel & Stango) ที่พบว่าผู้ออกบัตรจำนวนมากตั้งดอกเบี้ยเท่าเพดานที่รัฐกำหนดเป๊ะ ทั้งที่โครงสร้างต้นทุนต่างกัน พูดอีกแบบคือ เพดานที่ตั้งใจจะคุ้มครอง อาจกลายเป็นจุดยึดโยงให้ฮั้วกันกลาย ๆ (Collusive Anchor) เสียเอง ถ้าบ้านเราจะเดินทางนี้จริง อย่างน้อยต้องคิดเรื่องระดับเพดานที่ไม่กลายเป็นราคาเป้าหมาย และกลไกทบทวนตัวเลขเป็นระยะตามสภาพตลาดครับ

เรื่องที่สอง ข้อกำหนดราคาเท่ากันทุกช่องทาง (Rate Parity Clause) คือสัญญาที่ห้ามร้านขายในช่องทางอื่นถูกกว่าบนแอป ข้อสัญญาแบบนี้มีสองประเภทครับ แบบแคบ (Narrow Parity) ห้ามเฉพาะช่องทางของร้านเอง เช่น หน้าร้านหรือเว็บของร้าน ส่วนแบบกว้าง (Wide Parity) ข้อห้ามลามไปถึงแพลตฟอร์มคู่แข่งทุกเจ้าด้วย ฝั่งแพลตฟอร์มเขาก็มีเหตุผลของเขาครับ หนึ่งในนั้นคือปัญหาตีตั๋วฟรี (Free Riding) ที่ลูกค้าใช้แอปค้นหาร้าน ดูรีวิว เปรียบเทียบเสร็จสรรพ แล้วหนีไปสั่งตรงช่องทางที่ถูกกว่า ถ้าเป็นแบบนี้กันหมดแพลตฟอร์มที่ลงทุนสร้างระบบก็อยู่ไม่ได้ แต่ฝั่งค้านก็แย้งว่าข้อสัญญาแบบนี้ปิดตายไม่ให้ร้านส่งต่อส่วนต่างค่า GP เป็นราคาที่ถูกลงให้ลูกค้าช่องทางตรง และที่สำคัญในเชิงแข่งขันคือ มันทำให้แพลตฟอร์มรายใหม่ที่อยากเจาะตลาดด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าทำไม่ได้ เพราะราคาหน้าแอปถูกบังคับให้เท่ากันหมดอยู่ดี

เรื่องนี้ยุโรปเพิ่งมีคดีที่เป็น landmark case หลายเคสนะครับ หนึ่งในนั้นคือคดีที่ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรปตัดสินในคดี Booking.com (C-264/23) เมื่อเดือนกันยายน 2024 ว่าข้อสัญญาแบบนี้ทั้งแบบแคบและแบบกว้างไม่ใช่ข้อจำกัดที่จำเป็นต่อธุรกิจแพลตฟอร์ม (Ancillary Restraint) จึงต้องถูกตรวจสอบเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายแข่งขัน และกฎหมาย DMA ของสหภาพยุโรปก็ห้ามแพลตฟอร์มระดับ Gatekeeper ใช้ข้อสัญญาแบบนี้ไปเลย ส่วนของไทย ที่จริง กขค. เพิ่งวางบรรทัดฐานเรื่องนี้ไปหมาด ๆ ในประกาศแพลตฟอร์ม E-Commerce ฉบับใหม่ที่มีผลเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งจัด Rate Parity เป็นพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงด้านราคา โดยมีข้อยกเว้นให้โมเดลธุรกิจที่เป็นการให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแฟรนไชส์ ขณะที่ประกาศส่งอาหารปี 2563 ก็พูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้วแบบรวม ๆ ว่าต้องดู “เหตุผลอันสมควร” เป็นราย ๆ ไป ดังนั้น ประเด็นสำคัญนี้จึงมีสองเรื่องครับ เรื่องแรก คือฝั่งเรียกรถ-ส่งอาหารจะเขียนไปในทางเดียวกันกับฝั่ง E-Commerce ไหม เรื่องที่สองซึ่งอาจสำคัญกว่าคือ ประกาศทั้งสองฉบับของไทยยังเขียนรวม ๆ ไม่ได้แยกแบบแคบแบบกว้าง ทั้งที่ประสบการณ์ของหลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปบอกว่าสองแบบนี้มีความอันตรายไม่เท่ากันและอาจต้องปฏิบัติต่างกัน

เรื่องที่สาม การตั้งราคาแบบพลวัต (Dynamic Pricing หรือที่เราเจอกันตอนฝนตกคือ Surge) ในทางเศรษฐศาสตร์ก็มีข้อดีอยู่นะครับ ราคาที่สูงขึ้นชั่วคราวคือแรงจูงใจให้รถออกมาวิ่งตอนที่คนต้องการมากที่สุด แต่ปัญหาคือ “ความทึบ” ของอัลกอริทึม (Algorithmic Opacity) ผู้โดยสารไม่มีทางรู้ว่าราคาที่เห็นถูกคำนวณจากอะไร และแยกไม่ออกระหว่างการสร้างแรงจูงใจอุปทาน กับการเอาเปรียบคนที่จำเป็นต้องเดินทาง จนปัจจุบันไทยเราเลือกคุมปลายทางไว้แล้วชั้นหนึ่งผ่านกติกาของกระทรวงคมนาคมปี 2564 ที่จำกัดค่าบริการเพิ่มช่วงอุปสงค์สูงไว้ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าโดยสารปกติและไม่เกิน 200 บาทต่อเที่ยว

แต่การคุมเพดานปลายทางไม่ได้ตอบคำถามเรื่องความโปร่งใสนะครับ หน้าที่ขั้นต่ำที่ควรคุยกันคือแพลตฟอร์มต้องเปิดเผยอะไรบ้าง แนวของยุโรปในกฎ Platform-to-Business คือไม่ต้องเปิดสูตรลับ แต่ต้องอธิบาย “พารามิเตอร์หลัก” เป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ว่าอะไรมีผลต่อราคาและการจัดอันดับ เช่น ระยะทาง สภาพอากาศ จำนวนรถในพื้นที่ และปัญหาที่ลึกไปกว่านั้นอีกชั้นคือ ต่อให้เขียนหน้าที่เปิดเผยไว้สวยแค่ไหน หน่วยงานกำกับก็ไม่มีทางรู้ความจริง (ไม่มี Ground Truth) ว่า Surge ที่เกิดขึ้นสะท้อนอุปสงค์จริงหรือถูกจูนมาเพื่อรีดส่วนเกิน ถ้าไม่ได้เข้าไปเห็นข้อมูลภายในของแพลตฟอร์มเอง ซึ่งพอจะขอเข้าถึงก็จะติดกำแพงความลับทางการค้าทันที เรื่องนี้ยุโรปเพิ่งแก้ไปแล้วครับ กฎหมาย DSA มาตรา 40 ให้อำนาจหน่วยงานกำกับเรียกเข้าถึงข้อมูลรวมถึงคำอธิบายการทำงานของอัลกอริทึมจากแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ได้โดยตรง พร้อมเปิดช่องให้นักวิจัยที่ผ่านการรับรอง (Vetted Researchers) เข้าไปตรวจสอบ โดยมีกลไกรักษาความลับทางการค้าประกบ คำถามของไทยคือใครจะถืออำนาจแบบนี้ และจะแบ่งงานระหว่าง กขค. กับ ETDA อย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งตอบในเร็ววันครับ

4. คำถามเชิงสถาปัตยกรรม จะดักหน้า (Ex-ante) หรือไล่จับ (Ex-post) และเส้นแบ่งกับกฎหมายแรงงาน

รายงานของสำนักงานเสนอไอเดียของการกำกับล่วงหน้าแบบระบุตัวผู้คุมตลาด (Gatekeeper) สไตล์ DMA ของยุโรป คือแทนที่จะรอให้เกิดพฤติกรรมแล้วค่อยไล่สอบเป็นราย ๆ (Ex-post) ก็ประกาศข้อห้ามล่วงหน้าให้แพลตฟอร์มรายใหญ่เลย (Ex-ante) ข้อดีของ ex-ante มีจริงครับ กติกาชัดตั้งแต่ต้น ไม่ต้องรอให้ความเสียหายเกิดก่อน และตัดภาระการพิสูจน์รายคดีซึ่งในคดีแข่งขันมักกินเวลาหลายปีจนตลาดเปลี่ยนไปแล้ว แต่ต้นทุนของมันก็มีเช่นกัน คือคนเขียนกฎต้อง “เดาอนาคต” ว่าพฤติกรรมไหนจะเป็นปัญหา ซึ่งก็มีความเสี่ยงว่าจะเป็นการห้ามเกินจำเป็นจนไป “แช่แข็ง” นวัตกรรมและการแข่งขันที่เราเพิ่งเห็นว่ายังเกิดได้ และย้ายภาระมหาศาลมาอยู่ที่หน่วยงานกำกับที่ต้องมี capacity มากพอและมีกำลังคนพอจะตามแพลตฟอร์มระดับโลกให้ทัน และไม่ใช่ทุกประเทศเลือกแนวทางนั้น เช่น สิงคโปร์ที่ใช้การบังคับใช้หลังเกิดเหตุแบบเข้มข้น อย่างตอนควบรวม Grab กับ Uber ปี 2561 หน่วยงานแข่งขันสิงคโปร์สั่งปรับสองบริษัทรวมราว 13 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 300 ล้านบาท) พร้อมมาตรการฟื้นการแข่งขัน

ในงานวิชาการที่ผมเพิ่งเขียนเสร็จไป ผมเสนอไว้ประมาณว่า ความสัมฤทธิ์ผลของกฎหมายแข่งขันฯไม่ได้ขึ้นกับความครอบคลุมของตัวบทเท่าไรนัก แต่ขึ้นกับอำนาจต่อรองและความสามารถในการบังคับใช้จริงของรัฐต่อบริษัทระดับโลกพอ ๆ กัน ซึ่งประเทศขนาดกลางอย่างไทยมีแต้มต่อตรงนี้น้อยกว่ายุโรปมาก การลอกกติกาแบบ DMA มาทั้งชุดโดยไม่มีฐานในการบังคับใช้รองรับ อาจได้แค่กระดาษมากกว่าผลลัพธ์ครับ แต่เอาจริง ๆ Ex-post ก็เจอข้อจำกัดเดียวกันนั่นแหละครับ เพราะการไล่สอบทีละคดีก็กินกำลังคนไม่แพ้กัน ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผมคิดว่าต้องออกแบบมาตรการเสริมที่ทำงานได้แม้กำลังคนจำกัดประกบไว้เสมอ เช่น หน้าที่ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้กึ่งอัตโนมัติ การเปิดข้อมูลให้คนนอกช่วยตรวจ และการใช้ช่องที่ผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เองซึ่ง พ.ร.บ. ของเรามีอยู่แล้ว (ม.69) ให้เป็นแรงบังคับใช้เสริมจากภาคเอกชนอีกทางนึง

อีกคำถามที่ผู้ร่างต้องพิจารณาคงเป็นเรื่องสถานะของไรเดอร์ หรือคนขับ รายงานของสำนักงานมีการพูดถึงข้อเสนอให้มีเกณฑ์พิสูจน์สถานะแรงงานตามลักษณะงานจริง มีคำพิพากษาศาลฎีกาอังกฤษคดี Uber v Aslam ปี 2021 ที่ตัดสินว่าคนขับ Uber เป็น “Worker” ที่มีสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน และกฎหมาย Ley Rider ของสเปนที่ให้สันนิษฐานว่าไรเดอร์เป็นลูกจ้าง แต่สิ่งที่ผมไม่แน่ใจคือเรื่องนี้ควรอยู่ในประกาศของ กขค. หรือไม่ เพราะถ้าไรเดอร์เป็น “ผู้ประกอบธุรกิจ” อิสระ เขาก็เป็นคู่ค้าที่ ม.57 คุ้มครองจากการเอาเปรียบได้ แต่ถ้าวันหนึ่งกฎหมายบอกว่าเขาเป็นลูกจ้าง เรื่องนี้ทั้งเรื่องก็จะไปตกอยู่ในขอบเขตของกฎหมายแรงงานทันที การเขียนกติกาแข่งขันในเรื่องนี้โดยไม่เคลียร์สถานะให้ชัดเจน อาจสร้างความลักลั่นในการบังคับใช้มากกว่าความคุ้มครองครับ

ผมเชื่อว่าปลายทางของการรับฟังรอบนี้ไม่ควรเป็นแค่การไปแก้ไขประกาศส่งอาหารฉบับเดิม แต่ควรเป็นการตัดสินใจเชิงสถาปัตยกรรมว่าไทยจะเลือกจุดยืนตรงไหนระหว่างการดักหน้าแบบยุโรปกับการไล่จับแบบสิงคโปร์ และจะลากเส้นแบ่งงานระหว่าง กขค. กระทรวงคมนาคม ETDA และกฎหมายแรงงานอย่างไร ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าแพลตฟอร์มใหญ่คือผู้ร้ายเสมอไปนะครับ ระบบนิเวศพวกนี้สร้างงานสร้างความสะดวกมหาศาลจริง ๆ แต่ตลาดที่เหลือผู้เล่นน้อยรายขนาดนี้ กติกาที่ชัดเจน บังคับใช้ได้ และได้สัดส่วนคือเส้นบาง ๆ ระหว่างการคุ้มครองกับการทำลายการแข่งขันเสียเอง

ใครที่เป็นร้านค้า ไรเดอร์ คนขับ หรือผู้ใช้บริการ ผมขอเชิญชวนให้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นกันครับ เสียงจากคนที่อยู่ในระบบนิเวศจริงมีน้ำหนักมากๆ ลิงก์หน้ารับฟังความคิดเห็นอยู่ใน comment แรกครับ

ปล. ตอนนี้อยู่ในชั้นรับฟังความคิดเห็นนะครับ ยังไม่มีร่างประกาศฉบับใหม่ที่นิ่งแล้ว เอกสารตั้งต้นคือประกาศเดิมกับรายงานการศึกษาของสำนักงาน ตัวกติกาสุดท้ายจะหน้าตาเป็นอย่างไรต้องติดตามกันต่อ

ปล 2. ระหว่างที่เราเถียงกันเรื่องเพดาน GP ฝั่ง ride-hailing มีผู้เล่นอย่าง TADA ที่ใช้โมเดลไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นจากคนขับเลย เก็บแค่ค่าธรรมเนียมคงที่ 20 บาทต่อเที่ยว ถ้าโมเดลนี้รอดในไทยได้จริง (และไม่เปลี่ยนโมเดลในภายหลังนะ) คำถามก็คือตกลงค่าคอมมิชชั่น 25-30% ที่เราเคยชินกันมันคือต้นทุนที่จำเป็นของระบบ หรือแค่ราคาของการที่เราไม่มีทางเลือกกันแน่เนี่ย

ปล 3. ตอนต่อไปของซีรีส์จะว่าด้วยแพลตฟอร์ม E-Commerce ที่ผู้เล่น 3 รายแรกครองตลาดรวมกันกว่า 92% รอติดตามครับ

อ้างอิง
• เอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็น สำนักงาน กขค. (ประกาศ กขค. เรื่องแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารกับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ราชกิจจานุเบกษา 23 พ.ย. 2563 และรายงานวิเคราะห์ตลาดบริการเรียกรถโดยสารและบริการจัดส่งออนดีมานด์ ฝ่ายโครงสร้างตลาดและระบบธุรกิจ)
• ประกาศ กขค. เรื่องแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าฯ แพลตฟอร์มหลายด้าน ประเภทธุรกิจ E-Commerce (ราชกิจจานุเบกษา 24 มี.ค. 2569)
• CJEU, Case C-264/23 Booking.com (19 ก.ย. 2024)
• CCCS (สิงคโปร์) คำสั่งและค่าปรับกรณีควบรวม Grab/Uber (24 ก.ย. 2018)
• UK Supreme Court, Uber BV v Aslam [2021] UKSC 5
• Knittel & Stango, “Price Ceilings as Focal Points for Tacit Collusion: Evidence from Credit Cards” (American Economic Review, 2003)
• EU Digital Services Act, Article 40 (Data Access and Scrutiny)
• ข่าว Foodpanda ยุติกิจการในไทย (23 พ.ค. 2568) และข่าวนิวยอร์กแก้กฎเพดานค่าธรรมเนียมส่งอาหาร (มิ.ย. 2025)

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'หมอยง' ชี้พัฒนาวัคซีน ยังไล่ตามวิวัฒนาการ 'ไวรัส' มากกว่าสกัดกั้น

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

“ติดจุฬาฯมีงานทำ!” จุฬาฯ ดึงบริษัทชั้นนำ–ผู้ประกอบการรอบมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นิสิตเก็บประสบการณ์จริงตั้งแต่ปีแรก

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดแนวคิดใหม่ในการเตรียมนิสิตสู่โลกการทำงาน ไม่รอให้ถึงปีสุดท้ายหรือใกล้เรียนจบ แต่เปิดโอกาสให้นิสิตเริ่มค้นหาตัวเอง สร้างรายได้ และสะสมประสบการณ์การทำงานจริงได้ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายบริษัทชั้นนำ พันธมิตรของมหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการจำนวนมากในพื้นที่รอบจุฬาฯ

เปิดฟังความเห็นกติกาใหม่ คุมแอปเรียกรถ-ส่งอาหาร ก่อนประกาศใช้ ก.ย.

รัฐบาลเปิดรับฟังความเห็นกติกาใหม่ คุมแอปเรียกรถ–ส่งอาหาร จับตาพ่วงงานแต่ลดค่ารอบ–GPS คลาดเคลื่อน–หน้าจอชวนเข้าใจผิด ยันต้องเป็นธรรมไม่เอาเปรียบ คาดประกาศใช้ได้ภายใน ก.ย.นี้

นักวิชาการจุฬาฯ ชี้ความมั่นคงพลังงานต้องคิดเกิน ‘คุ้มทุน’ เตือน ‘มีเงินก็หาซื้อยาก’

นักวิชาการวิศวกรรมปิโตรเลียมเปิดโจทย์บริหารแหล่งปิโตรเลียมปลายอายุ ชี้การตัดสินใจไม่ควรมองเฉพาะความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่ต้องพิจารณาความมั่นคงพลังงานควบคู่กัน เตือนสถานการณ์โลกบางช่วงอาจเกิดภาวะ “มีเงินก็หาซื้อยาก” ย้ำสัมปทานหมดไม่ได้หมายความว่าปิโตรเลียมหมด เทคโนโลยี การลงทุน และระยะเวลา ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการนำทรัพยากรที่เหลือขึ้นมาใช้ประโยชน์